- หน้าแรก
- กฎสยองขวัญ ใครๆ ก็หาว่าผมมีหลายบุคลิก
- บทที่ 4 เด็กเปรต
บทที่ 4 เด็กเปรต
บทที่ 4 เด็กเปรต
ในขณะนั้นเอง กู้เจี้ยนหมิง ผู้ช่วยทีมสนับสนุนก็ก้าวยาวๆ เข้ามา
"เจอตัวแล้วครับ ปี่อี้คนนี้เป็นคนเจียงเฉิง แต่เขาไม่มีชื่ออยู่ในรายชื่ออพยพของเมืองเจียงเฉิง"
"เป็นคนเจียงเฉิง แต่ไม่มีชื่อในรายชื่ออพยพเหรอ ทำไมมันฟังดูทะแม่งๆ พิกล"
เฮ่อหงหยวน หัวหน้าทีมสองของทีมสนับสนุนเอ่ยถามขึ้น
กู้เจี้ยนหมิงฉายข้อมูลสิบชุดขึ้นบนหน้าจออีกบานหนึ่ง
"เดิมทีปี่อี้เรียนอยู่มหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ตอนที่โลกเรื่องเล่าพิศวงเปิดฉากขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เขาเดินทางกลับมาที่เจียงเฉิง พ่อแม่ของเขาก็ถูกดึงเข้าไปในโลกเรื่องเล่าพิศวงและสละชีพไปเมื่อปีที่แล้วเช่นกันครับ"
"ตั้งแต่นั้นมา เขาก็อาศัยอยู่ในเจียงเฉิงมาตลอด การรุกรานของสิ่งลี้ลับเพิ่งจะขยายวงกว้างมาถึงเจียงเฉิงเมื่อไม่นานมานี้ ทีมสามได้ส่งคนไปอพยพชาวเมืองเจียงเฉิงเป็นกลุ่มๆ แล้ว แต่ผมตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดดูแล้ว ไม่มีใครที่ชื่อปี่อี้เลยครับ"
เฮ่อหงหยวนหันไปมองเฉินหยวน หัวหน้าทีมสาม "เกิดอะไรขึ้น ลูกน้องของคุณอพยพคนออกมาไม่หมดงั้นเหรอ"
เฉินหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป "ผมจะไปตรวจสอบดู"
ฉีเต๋อหยวนพลิกดูประวัติของปี่อี้
จากนั้นเขาก็เปิดดูประวัติของคนอื่นๆ
"แปลกจริง ปี่อี้คนนี้ดูเหมือนจะมีพรสวรรค์ด้อยกว่าชิวเย่เสียอีก"
กู้เจี้ยนหมิงพยักหน้า "ผมก็คิดอย่างนั้นครับ จากการสืบสวนพบว่าเขาอยู่ในสภาพซึมเศร้าหดหู่มากตั้งแต่พ่อแม่จากไป เรายังควรจะลงทุนกับเขาอยู่ไหมครับ"
ฉีเต๋อหยวนมองไปที่หน้าจอขนาดใหญ่ ในบรรดาภาพจากกล้องทั้งหมด มีเพียงปี่อี้คนเดียวที่กำลังหลับสนิท
"รอดูกันไปก่อน ฉันสังหรณ์ใจว่าคนคนนี้ไม่เหมือนคนอื่น เขาอาจจะทำผลงานได้ดีเยี่ยมอย่างคาดไม่ถึงก็ได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ยืดตัวนั่งหลังตรงขึ้นมาทันที
ลางสังหรณ์ของฉีเต๋อหยวนนั้นแม่นยำมาโดยตลอด ผู้เข้าแข่งขันทุกคนที่เคลียร์ด่านก่อนหน้านี้สำเร็จ ล้วนได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเขา การลงทุนของเขาไม่เคยผิดพลาด ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงสามารถรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการทีมสนับสนุน และมีอำนาจในการตัดสินใจได้อย่างมั่นคง
...
"กริ๊งงง~"
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในชุมชน
มันฟังดูเหมือนเสียงออดเข้าเรียน ตามมาด้วยเสียงหอนของไมโครโฟนดังระงม
เสียงนั้นแหลมปรี๊ดจนชวนให้ปวดหัว และผู้คนก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทีละน้อย
พวกเขานึกถึงกฎข้อที่สองขึ้นมาได้
"ในชุมชนแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย และอาจมีเสียงรบกวนเกิดขึ้นเป็นบางครั้ง ซึ่งล้วนเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่คุณเปิดหน้าต่าง คุณก็จะไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น ทว่าคุณอาจจะต้องสูญเสียบางอย่างไปแทน"
ผู้เข้าแข่งขันทุกคนรีบถอยห่างจากหน้าต่าง
นั่นเป็นเพราะพวกเขาเคยเห็นผู้เข้าแข่งขันคนก่อนๆ ที่พยายามจะผ่านด่านนี้เปิดหน้าต่างออก แต่กลับถูกวัตถุปริศนาที่ลอยมาจากข้างนอกบั่นคอจนขาดกระเด็น หรือไม่ก็ถูกแทงทะลุหู
จริงอยู่ที่พวกเขาไม่ได้ยินเสียงนั้นอีกต่อไป แต่สภาพก็ไม่ต่างอะไรกับคนตายไปแล้ว
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าอันวุ่นวายก็ดังขึ้นจากด้านนอกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงหัวเราะแหลมเล็กบาดแก้วหู ราวกับมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นกันอยู่ตรงบันได
เสียงรบกวนในชุมชนก็เริ่มดังและสับสนวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งเสียงไมค์หอน เสียงฆ้อง เสียงกลอง หรือแม้แต่เสียงปี่สั่วหน่าดังผสมปนเปกันไปหมด
แก้วหูของทุกคนแทบจะระเบิด แม้แต่ผู้ชมเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องหรี่เสียงลง
"ปัง ปัง ปัง!" เสียงทุบประตูดังสนั่น
ทุกคนเกิดอาการตื่นตัวและหวาดระแวงขึ้นมาทันที
ผู้ชมชาวต่างชาติที่แห่กันเข้ามาดูต่างก็พากันร้องอุทานออกมา
"มากันแล้ว! ไอ้พวกเด็กเปรตนั่น!"
"มาร่า ผู้เข้าแข่งขันระดับ SS ของพวกเราก็โดนไอ้เด็กเปรตพวกนี้ฆ่าตายนี่แหละ!"
"เห็นฉากนี้ทีไร ฉันอดกำหมัดแน่นไม่ได้เลยจริงๆ"
ส่วนผู้ชมชาวจีนต่างจดจ่ออยู่กับการจับตาดูผู้เข้าแข่งขัน และไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนาด้วย
ตอนนี้เอง ผู้เข้าแข่งขันต่างเอามืออุดหูแน่นและรีบหาที่ซ่อนตัวอยู่ภายในห้อง
สือเชาเหลือบมองไปทางห้องของปี่อี้ เขารีบวิ่งไปช่วยปิดประตูให้ ก่อนจะรีบวิ่งกลับมาล็อคประตูห้องของตัวเอง
ปี่อี้ยังคงหลับสนิท เสียงซ่าจากลำโพงกระจายเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ในหัวของเขา คลอไปกับเสียงหัวเราะดังลั่นของเด็กๆ ราวกับมีตุ๊กตาไก่โอ๊กจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังกรีดร้องใส่หู
วินาทีต่อมา เขาก็สัมผัสได้ถึงมือเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่กำลังขีดข่วนตามร่างกาย และมีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้าปักที่ลำคอของเขาอย่างจัง
"หา?! ทำไมหมอนี่ถึงตายไวจังวะ!"
"ฉันยังคิดจะลงทุนกับเขาอยู่เลย ไหงมาตายปุบปับแบบนี้ล่ะ"
"เชี่ยเอ๊ย! บ้าบิ่นชะมัด ดีนะที่ฉันยังไม่ได้ลงทุนลงไป ไม่งั้นคงขาดทุนย่อยยับแน่!"
"ฮ่าๆๆๆ ผู้เข้าแข่งขันของจีนนี่มันไร้น้ำยาจริงๆ ผู้เข้าแข่งขันของอเมริกาบ้านเรายังสู้ยื้อไว้ได้ตั้งนาน แต่นี่เพิ่งเริ่มก็ตายซะละ"
"ประเทศจีนจบสิ้นแล้วเหรอ ผู้เข้าแข่งขันเริ่มถอดใจกันแล้วสิ ทำไมไม่ยกดินแดนให้พวกเรามาตรงๆ เลยล่ะ"
เมื่อผู้ชมชาวจีนเห็นพวกต่างชาติมาทำกร่างใส่ ต่างก็กัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น แต่ด้วยความจริงที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้า ทำให้พวกเขาไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้เลย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้รู้สึกคับแค้นใจเข้าไปใหญ่
เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างหน้าถอดสีเมื่อเห็นเด็กผีนั่นแทงมีดเข้าที่คอของปี่อี้
จากนั้นทุกคนก็พร้อมใจกันหันไปมองฉีเต๋อหยวน
ไหนเขาบอกว่าคนคนนี้น่าลงทุนไงล่ะ
การตัดสินใจของฉีเต๋อหยวนไม่เคยผิดพลาดมาก่อน หรือว่าครั้งนี้เขาจะมองพลาดไปจริงๆ
แม้ว่าจะยังไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรมากมายนัก แต่ความผิดพลาดเช่นนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ตำแหน่งของเขาสั่นคลอนได้
จี้เหิง หัวหน้าทีมสี่ มีประกายแสงบางอย่างวาบผ่านดวงตาอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นั้น
ทว่าฉีเต๋อหยวนกลับยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
...
โลกเรื่องเล่าพิศวง
ขณะเดียวกัน ประตูห้องของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ก็ถูกพวกเด็กเปรตงัดแงะเข้ามาจนได้
เซี่ยซินเหม่ยกับเจียงโย่วนั่งเอามืออุดหูอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ทันทีที่พวกเด็กเปรตวิ่งกรูกันเข้ามา พวกมันก็กระโดดโลดเต้นไปมา ปีนขึ้นไปบนโต๊ะกาแฟ หยิบข้าวของบนโต๊ะแล้วขว้างปาใส่คนอื่น
เซี่ยซินเหม่ยหลบหลีกพวกมันได้อย่างง่ายดาย ส่วนเจียงโย่วเองก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
ทั้งสองคนพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหลบหลีกเด็กพวกนี้
...
จวงเสวี่ยชิงกับเซี่ยงหม่ากำลังถูกพวกเด็กๆ วิ่งไล่ตาม เสียงแหลมปรี๊ดนั้นสร้างความทรมานให้พวกเขาอย่างแสนสาหัสอยู่แล้ว การที่ต้องมาเผชิญหน้ากับการถูกไล่ต้อนจากเด็กพวกนี้อีก จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่ตึงมือมาก
เซี่ยงหม่ากัดฟันทนโดยไม่ปริปากร้องออกมาสักแอะ
ส่วนจวงเสวี่ยชิงนั้นถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความคับแค้นใจ เธอวิ่งหนีไปร้องไห้ไป
แต่ทว่า ยิ่งเธอร้องไห้ พวกเด็กๆ ก็ยิ่งพุ่งเป้ากลั่นแกล้งเธอหนักขึ้นไปอีก
"ฮ่าๆๆๆ! ยัยป้านี่ร้องไห้แล้ว!"
"น่าเกลียดจังเลย! น่าเกลียดสุดๆ!"
...
เซี่ยถัวกับโจวจื่อหมิงกำลังเล่นซ่อนแอบกับพวกเด็กๆ
คนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า ส่วนอีกคนซ่อนอยู่ในเครื่องซักผ้า
พวกเขาเอามืออุดหูและกลั้นหายใจเอาไว้
ก่อนหน้านี้เคยมีผู้เข้าแข่งขันที่สามารถรอดพ้นจากการก่อกวนของพวกเด็กเปรตเหล่านี้ได้ด้วยการเล่นซ่อนแอบ พวกเขาจึงอยากจะทำตามบ้าง
ขณะเดียวกัน พวกเขาก็เลือกตำแหน่งซ่อนตัวที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองโดยอ้างอิงจากพลังพิเศษที่พวกเขามี
...
ฟางเกาเจี๋ยกับชิวเย่ถือไม้กวาดและไม้ถูพื้นเอาไว้ในมือคนละอัน
สภาพเหมือนกับคนที่กำลังถูกหมาวิ่งไล่กัด แล้วต้องคว้าอาวุธขึ้นมาเผชิญหน้ากับหมาบ้า
ทั้งคู่ต่างก็ตื่นตระหนก แต่ก็พยายามแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ
...
ทางฝั่งของปี่อี้มีพวกเด็กเปรตเยอะที่สุด ในขณะที่คนอื่นๆ เกือบทั้งหมดเจอแค่สามถึงห้าคนเท่านั้น
แต่ปี่อี้กลับเจอพวกมันเป็นสิบกว่าคน และทั้งหมดก็พากันแห่เข้าไปในห้องของปี่อี้ ส่วนสือเชาที่อยู่ห้องข้างๆ กลับถูกเมินเฉย ซึ่งนี่เห็นได้ชัดว่าเป็นผลพวงมาจากการไปล่วงเกินคุณย่าอู๋เข้า
"ฮ่าๆๆๆ!"
"ถึงเวลาเชือดหมูแล้ว! ถึงเวลาเชือดหมูแล้ว!"
พวกเด็กเปรตกระโดดโลดเต้นและส่งเสียงโห่ร้องยินดีอยู่บนตัวของปี่อี้
สือเชาที่อยู่ห้องข้างๆ ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าพวกเด็กเปรตเหล่านี้รับมือได้ยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน
ประเด็นสำคัญคือ คุณไม่สามารถตีหรือด่าทอพวกมันได้ ไม่อย่างนั้นพ่อแม่ตัวแสบของพวกมันก็จะแห่กันมาหาถึงที่อย่างรวดเร็ว
สือเชาเอามืออุดหูแน่น พลางคิดในใจว่าในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ปี่อี้ก็ยังดึงดันที่จะนอนหลับต่อไป ในเมื่อเจ้าตัวยังไม่สน แล้วเขาจะต้องไปหาเหาใส่หัวทำไม
ทว่าในตอนนั้นเอง
สิ่งที่ทำให้ทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาก็เกิดขึ้น ปี่อี้ลุกพรวดขึ้นมานั่งทั้งที่ยังหลับตาอยู่ เขาคว้าหมับเข้าที่หัวของเด็กเปรตที่กำลังจะฉี่รดตัวเขาได้อย่างแม่นยำ จากนั้นก็ตวัดมือฟาดร่างของเด็กนั่นอัดกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง
"ปัง——"