- หน้าแรก
- ข้ามีกองทัพความตายไม่จำกัด กวาดล้างสยบทุกพิภพ
- บทที่ 49 ล้มตายเจ็บหนัก จั่วจิงปวดใจ
บทที่ 49 ล้มตายเจ็บหนัก จั่วจิงปวดใจ
บทที่ 49 ล้มตายเจ็บหนัก จั่วจิงปวดใจ
"ห้าท่าสำเร็จขั้นต้น!"
"ในที่สุดก็แตะขอบเขตของขั้นกำลังทะลวงเสียที!"
จั่วจิงดีใจเป็นล้นพ้น
การสำเร็จขั้นต้นของห้าท่าในเพลงหมัดห้าเสา ถือว่าเป็นการฝึกกำลังจนสมบูรณ์แบบ หากก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นจนห้าท่าสำเร็จขั้นสูง ถึงจะเป็นขั้นกำลังทะลวงที่แท้จริง ซึ่งหมายถึงการทะลวงพลังทั่วร่างจนทะลุปรุโปร่ง ไม่มีติดขัด สามารถสำแดงพลังและร่ายรำได้อย่างอิสระตามใจปรารถนา
หลังจากขั้นกำลังทะลวง ก็คือขั้นพลังผสาน
จำเป็นต้องอาศัยรากฐานของห้าท่าสำเร็จขั้นสูง จากนั้นจึงฝึกฝนห้าหมัดให้สำเร็จขั้นต้น เพื่อรวมพละกำลังทั่วร่างให้ควบแน่น บิดเกลียวหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันจนกลายเป็นพลังสายหนึ่ง
ขั้นพลังผสานมักถูกพวกจอมยุทธ์พูดล้อเลียนกันว่า อยากกินขนมเกลียวเมื่อไหร่ก็บิดให้กินเมื่อนั้น นั่นเป็นเพราะในขั้นพลังผสาน ทุกครั้งที่เรียกใช้พลัง จำเป็นต้องอาศัยรากฐานของขั้นกำลังทะลวง เพื่อรวบรวมพละกำลังทั่วร่างหลอมเป็นพลังสายเดียวซัดออกไป
ยามใช้ก็รวบรวมบิดเกลียวขึ้นมา
ยามใช้เสร็จพลังก็สลายตัวไป
นี่คือขั้นพลังผสาน
ส่วนระดับที่สูงขึ้นไปอีกขั้นอย่างขั้นพลังเสริม หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพลังคงอยู่ชั่วนิรันดร์ พลังสถิตถาวร ซึ่งเป็นการรักษาสายพลังเอาไว้บนรากฐานของขั้นพลังผสาน สามารถระเบิดพลังออกไปได้ตามใจชอบ ไม่จำเป็นต้องมาคอยรวบรวมพลังใหม่ในทุกๆ ครั้ง โดดเด่นในเรื่องของการออกพลังที่ดุดันยิ่งกว่า และการระเบิดพลังที่รวดเร็วกว่า ช่วยเพิ่มพูนความสามารถให้แก่จอมยุทธ์ได้อย่างมหาศาล
"ฝึกกำลัง"
"กำลังทะลวง"
"พลังผสาน"
"พลังเสริม"
"พลังทะลวงนอกร่าง"
"เครื่องในแกร่ง"
จั่วจิงไล่นับระดับขั้นของวิถีแห่งวิทยายุทธ์ทั้งหกระดับเท่าที่เขารู้ ซึ่งผู้แข็งแกร่งในระดับที่ห้านั้นเขาเคยปะทะฝีมือด้วยมาแล้ว ร้ายกาจมากจริงๆ
เมื่อหันกลับมามองดูตัวเอง—
"ฉันยังอยู่แค่ระดับหนึ่ง"
"เพิ่งจะแตะขอบเขตของระดับสอง"
"หนทางหลังจากนี้ ยังห่างไกลจนสุดเอื้อม"
การเริ่มฝึกวิทยายุทธ์ตอนอายุสิบแปดปี ยังไงก็ถือว่าสายเกินไปอยู่ดี
ทว่าการมีเนื้อวิเศษและมีความสามารถในการประทับร่าง จั่วจิงย่อมมีหวังที่จะฝึกฝนไล่ตามคนอื่นได้ทัน หรืออาจจะก้าวล้ำหน้าคนอื่นในภายหลังได้ด้วยซ้ำ
มีข้อแม้ว่า—
"ต้องมีเนื้อวิเศษมากพอ!"
วันที่แปดเดือนหก
เวลาเที่ยงคืน
จั่วจิงมีนักรบเดนตายเพิ่มขึ้นมาอีก 34 คน ทำให้จำนวนนักรบเดนตายในสังกัดพุ่งถึง 1,203 คนแล้ว
ตามหลักแล้ว จั่วจิงมีนักรบเดนตายอยู่ 985 คนตั้งแต่วันที่สามสิบเดือนห้า ช่วงเวลาแปดวันในเดือนหกนี้ เป็นช่วงแปดวันหลังจากหยกหักเลื่อนขึ้นระดับแปด มีคนเพิ่มขึ้นวันละ 34 คน จำนวนรวมทั้งหมดก็น่าจะมีถึง 1,257 คนสิถึงจะถูก
นี่ไม่ใช่เพราะจั่วจิงคิดคำนวณตัวเลขผิดพลาดหรอกนะ
แต่เป็นเพราะในช่วงเดือนหกนี้ มีคนล้มตายไปเยอะมากต่างหาก
"การต่อสู้แย่งชิงของแก๊งต่างๆ ในเมือง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคนตาย"
"การใช้ชีวิตอยู่ในป่าลึกดงดิบ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคนตาย"
"การออกรบที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคนตาย"
จั่วจิงมักจะสูญเสียนักรบเดนตายในสามสถานที่นี้อยู่เป็นประจำ ช่วงเดือนสี่กับเดือนหฟ้ารวมกัน ก็มีคนตายไปไม่น้อย รวมทั้งหมดสิบห้าคน
หลังจากเข้าสู่เดือนหกมา
นักรบเดนตายในเมืองมีภารกิจบ่อยครั้งขึ้น เรื่องราวเยอะแยะเหตุสุดวิสัยก็เยอะตาม พอมีเหตุสุดวิสัยเยอะคนก็ตายเยอะตามไปด้วย เวลาแค่เจ็ดวันสั้นๆ มีคนตายไปแล้วถึง 4 คน
พวกนักรบเดนตายในป่าลึกต้องเผชิญหน้ากับพวกสิงสาราสัตว์ดุร้าย บางส่วนต้องไปบุกเบิกพื้นที่ตั้งฐาน บางส่วนต้องคอยคุมตัวพวกครอบครัวลูกเมียย้ายไปที่อื่น ความสูญเสียย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการคุมตัวพวกครอบครัวของป้อมตระกูลเหลยตั้ง 199 คน ซึ่งมีทั้งคนแก่ คนเฒ่า คนป่วย คนพิการ เด็กเล็ก และหญิงมีครรภ์รวมอยู่ด้วย การเดินทางครานี้ต้องบุกป่าฝ่าดงลุยน้ำข้ามเขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังฐานทัพในป่าลึกที่เพิ่งบุกเบิกขึ้นมาใหม่ซึ่งอยู่ห่างออกไปถึงสี่ร้อยลี้ อีกทั้งยังไม่กล้าใช้เส้นทางสายหลัก ต้องเดินทางอย่างยากลำบากแสนสาหัส เวลาแค่เจ็ดวันสั้นๆ มีคนตายไปถึง 10 คน เจ็บหนักจริงๆ!
กลับเป็นทางฝั่งชายแดนที่ออกรบ เนื่องจากนักรบเดนตายกระจายกำลังกันอยู่ตามค่ายทหารต่างๆ ช่วยลดทอนความเสี่ยงลงไปได้มาก ช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมานี้จึงมีคนดวงกุดโดนเก็บไปเพียงคนเดียวเท่านั้น
สรุปแล้ว
ในเดือนหก เวลาเจ็ดวัน จากทั้งสามส่วนมีนักรบเดนตายล้มตายไปรวมทั้งหมด 15 คน เท่ากับยอดรวมความสูญเสียของสองเดือนก่อนรวมกันเลยทีเดียว
เห็นได้ชัดว่า
ยิ่งขยายเครือข่ายงานให้กว้างใหญ่ขึ้น ยอดผู้บาดเจ็บล้มตายก็เริ่มทยอยพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ความโหดหินเริ่มยกระดับขึ้นแล้ว!
ทว่าหากเอาไปเปรียบเทียบกับยอดผู้บาดเจ็บล้มตายในแดนสวรรค์ทรายทองแล้ว เรื่องราวเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปในทันที
โครม!
จั่วจิงประทับร่างนักรบเดนตายระดับแปดคนหนึ่ง ควบวิ่งสุดชีวิตกลางทะเลทรายเพื่อไปช่วยเหลือคนอื่น
ทันใดนั้นเอง
พื้นทรายใต้ฝ่าเท้ายุบตัวลง เสียงดังโครม ร่างทั้งร่างร่วงหล่นจมหายลงไปในทรายดูดทันที ไม่สามารถดิ้นรนขัดขืนเพื่อหนีรอดออกมาได้ ขาดใจตายเพราะสำลักทรายอยู่ภายในนั้นเอง
ห่างออกไปเกือบหนึ่งร้อยลี้
นักรบเดนตายระดับแปดอีกคนหนึ่งโดนแมงป่องทองยักษ์ต่อยเข้าให้ทีนึง บาดแผลบนร่างกายเริ่มมีโลหิตสีดำสนิทไหลซึมออกมาอย่างรวดเร็ว
พอเหลือบสายตามองไปที่บริเวณใกล้ๆ
เห็นนักรบเดนตายสองคนล้มลงนอนนิ่งอยู่กับพื้น ทั่วทั้งร่างกลายเป็นสีดำสนิท เห็นได้ชัดว่าพิษแล่นเข้าสู่หัวใจตายสนิทไปนานแล้ว
เมื่อหันไปมองอีกทิศทางหนึ่ง
นักรบเดนตายระดับหนึ่งคนหนึ่งนอนนิ่งอยู่ภายในรังมืด ทั่วทั้งร่างเกิดอาการชาจนขยับเขยื้อนไม่ได้ มีเพียงดวงตาทั้งสองข้างเท่านั้นที่ยังคงขยับไปมาได้อยู่
สายตามองเห็นว่า สหายที่นอนอยู่ข้างๆ ได้กลายสภาพเป็นซากกระดูกขาวโพลนไปเรียบร้อยแล้ว และรอบๆ ซากกระดูกนั้นยังมีมดทรายขนาดใหญ่เท่าหัวคนกำลังรุมแทะกินอยู่ ส่งเสียงเสียดสีแสบแก้วหูดังสะท้อนไปมา
และวินาทีต่อมา
ก็ถึงตาของเขาแล้ว
"ให้ตายเถอะ!"
"ตายไปอีกสามคนแล้ว!"
จั่วจิงสมองตื้อไปหมดแล้ว
อันตรายภายในแดนสวรรค์ทรายทองมันร้ายกาจเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้ปานราวฟ้ากับดิน
วันนี้วันที่แปดเดือนหก
ช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาก่อนหน้านี้
จั่วจิงทยอยส่งนักรบเดนตายเข้ามาในแดนสวรรค์ทรายทองแห่งนี้ถึง 200 คนแล้ว
และในระหว่างนั้นเขาก็ส่งทีมสำรวจเส้นทางออกไปถึงสิบสองทีม กระจายกำลังกันมุ่งหน้าไปทุกทิศทาง ทีมสำรวจแต่ละทีมมีคนมากหน่อยก็สิบคน น้อยหน่อยก็สองคน รวมจำนวนนักรบเดนตายที่ส่งออกไปเสี่ยงภัยทั้งหมด 63 คน
ทว่าท้ายที่สุด
หากนับรวมสามคนที่เพิ่งจะตายไปเมื่อครู่นี้ด้วย มีคนตายไปถึง 42 คนแล้ว
ย่อยยับ ย่อยยับ ย่อยยับจริงๆ!
เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยสักครั้ง
ทรายดูด
พายุทราย
กิ้งก่าทะเลทราย
มดทราย
แมงป่องทอง
งูเหลือมยักษ์
ภัยธรรมชาติที่ยากจะป้องกัน และพวกสัตว์ป่ากลายพันธุ์ในทะเลทรายที่โผล่มาไม่หยุดหย่อน
นักรบเดนตายระดับหนึ่ง พอเจอเข้าก็มีแต่ตายกับตาย
แม้กระทั่งนักรบเดนตายระดับแปดที่เป็นหัวหน้าทีม สู้ก็สู้ไม่ได้ จะหนีก็หนีไม่พ้น ส่งออกไปสิบสองคน รอดชีวิตกลับมาได้แค่สี่คนเท่านั้นเอง
"นักรบเดนตายระดับแปดแปดคน"
"นักรบเดนตายระดับหนึ่งสามสิบสี่คน"
"ต้านทานไม่ไหวแล้วล่ะ!"
จั่วจิงปวดใจเหลือเกิน
ยังคงเป็นคำพูดประโยคเดิม บรรพบุรุษของเขาเป็นชาวนามาหลายชั่วอายุคน เขากลัวความยากจนจนขึ้นสมอง
ต่อให้จะมีนักรบเดนตายมากมายแค่ไหน เขาก็ไม่กล้าส่งพวกเขาไปตายเปล่าๆ หรอกนะ
ทำแบบนั้นมันสิ้นเปลืองเกินไปไหม
ก่อนหน้านี้
ยามอยู่ข้างนอก
เขามีศัตรูตั้งมากมาย ขยายเครือข่ายงานกว้างขวางตั้งขนาดนั้น ยอดผู้เสียชีวิตของนักรบเดนตายยังถือเป็นส่วนที่น้อยนิดมากๆ เลยด้วยซ้ำ
ทว่าคราวนี้ในแดนสวรรค์ทรายทอง ทำเอาจั่วจิงเจ็บช้ำน้ำใจจนแทบคลั่งจริงๆ
"แดนสวรรค์ไร้ซึ่งความสุข!"
"คำพูดประโยคนี้ไม่ผิดเลยสักนิด!"
บัดนี้จั่วจิงได้ซาบซึ้งและเข้าใจคำพูดประโยคคลาสสิกที่เหลยหยวนเวินเคยเน้นย้ำซ้ำๆ ก่อนหน้านี้อย่างถ่องแท้แล้ว
เขาเริ่มตระหนักได้แล้วว่า เหตุใดตระกูลเหลยถึงครอบครองแดนสวรรค์ทรายทองแห่งนี้มานานถึงแปดปีเต็มๆ ส่งทีมสำรวจออกไปตั้งหลายสิบทีม รวมคนนับพันคน ทว่าสุดท้ายขอบเขตอำนาจก็ยังคงจำกัดอยู่แค่ภายในเมืองทรายทองแห่งเดียวนี้เท่านั้น
ไม่มีเหตุผลอื่นเลย
ก็เพราะภายในแดนสวรรค์แห่งนี้ ทุกย่างก้าวล้วนมีขวากหนาม ทุกพื้นที่มีแต่ภัยพิบัติรออยู่ทั้งสิ้น
ภายนอกเมืองทรายทองอันกว้างใหญ่ ราวกับมีตาข่ายขนาดใหญ่ยักษ์ทอดลงมาครอบคลุมผู้คนเอาไว้ข้างในอย่างมิดชิด จนไม่มีทางดิ้นรนหนีรอดออกไปได้เลยสักนิด
"แม้กระทั่งเส้นทางสายเดิมเป๊ะๆ"
"คราวนี้เดิน ผ่านไปเมื่อวานเดิน"
"คราวหน้าเดิน เดินผ่านไปพรุ่งนี้"
"ก็ยังมีภัยพิบัติและอุปสรรคที่ไม่เหมือนกันโผล่มาดักรออยู่ดี"
แบบนี้จะเล่นเกมต่อไปอย่างไรล่ะ
จั่วจิงมีนักรบเดนตายในมือ พวกเขาไม่กลัวตาย
แถมเขายังมีหยกหัก คอยช่วยระบุพิกัดตำแหน่งได้ด้วย
ตามหลักแล้ว ย่อมมีความได้เปรียบมหาศาล
เขายังไม่จำเป็นต้องอาศัยอูฐมาช่วยขนของเลยด้วยซ้ำ พวกนักรบเดนตายสามารถแบกหามข้าวของ แบกเสบียงกรังและน้ำดื่มออกเดินทางได้ด้วยตัวเอง
พอเหนื่อยล้าก็หยุดพัก แล้วลงมือขุดทรายขุดดินสักสองสามจอบ
ผ่านไปครู่เดียวพละกำลังก็ฟื้นคืนกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
ราวกับเป็นเครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยทีเดียว
พวกนักรบเดนตายสามารถเดินไปขุดดินไปได้ สามารถขุดดินไปเรื่อยๆ เดินทางไปเรื่อยๆ ได้ตลอดเวลา
ช่างวิปริตเหนือคนธรรมดาจริงๆ
ทว่าต่อให้เป็นตัววิปริตขนาดนี้—
"ก็ยังไม่ไหวอยู่ดี!"
นี่ไม่ใช่เพราะจั่วจิงขี้ขลาดกลัวความยากลำบากหรอกนะ
หากการเอาชีวิตคนไปถมจะสามารถเบิกเส้นทางแห่งความอยู่รอดขึ้นมาได้สักสายหนึ่ง แบบนั้นก็ยังพอทนทำต่อไปได้
ทว่าในเวลานี้มันเป็นสภาพที่ส่งไปสิบตายสิบ ไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลยสักนิด เห็นๆ กันอยู่ว่าไม่มีความหวังเลยเลยสักกึ่งหยด
"สี่สิบสองคนงั้นเรอะ"
อย่าว่าแต่สี่สิบสองคนเลย
หากยังขืนส่งคนไปตายแบบนี้ต่อ ต่อให้ส่งไปสี่ร้อยยี่สิบคน สี่พันสองร้อยคน ผลลัพธ์ก็คงสูญเปล่าไร้ประโยชน์อยู่ดี
"ถ้าคนน้อยไป ก็สู้พวกสัตว์ป่ากลายพันธุ์ไม่ได้"
"ถ้าคนมากไป ก็ต้านทานพายุทรายไม่ไหว"
ยาก ยาก ยากจริงๆ!
จั่วจิงนับตั้งแต่ตื่นรู้ความทรงจำและครอบครองหยกหักมา มีนักรบเดนตายอยู่ในมือตั้งมากมาย เขาไม่เคยรู้สึกว่าเรื่องราวบนโลกใบนี้จะมีอะไรที่ยากเกินความสามารถของเขาเลยสักครั้ง
ทว่าคราวนี้ถือว่าเจอของจริงเข้าให้แล้ว
"คำโบราณว่าไว้ มนุษย์ลิขิตชนะฟ้า"
"แต่คำโบราณก็บอกอีกว่า มนุษย์มิอาจสู้ฟ้า"
สู้ไม่ได้
สู้ไม่ได้จริงๆ
อย่างน้อยในเวลานี้ ยามต้องเผชิญหน้ากับพวกสัตว์ป่ากลายพันธุ์ดุร้ายที่พบเจอได้ทั่วไปในแดนสวรรค์ทรายทอง และภัยพิบัติพายุทรายที่พร้อมจะระเบิดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ เขาจนปัญญาไม่มีวิธีรับมือเลยสักนิด
เว้นเสียแต่จะเอาชีวิตคนไปถมต่อเรื่อยๆ
ทว่าจั่วจิงในเวลานี้ยังไม่มีความกล้าและขุมกำลังมากพอที่จะมองชีวิตคนเป็นผักปลาขนาดนั้น
"หยกหักระดับแปด"
"แต่ละวันมีคนเพิ่มขึ้นมา 34 คน หากเอาไปถมในแดนสวรรค์ทรายทองจนหมด การพัฒนาขยายงานในโลกภายนอกต้องหยุดชะงักลงไปยังเป็นเรื่องรอง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือกลัวว่าฝั่งแดนสวรรค์แห่งนี้จะไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยด้วยซ้ำ"
แบบนั้นมันจะแย่เกินไปแล้ว
หลังจากผ่านไปเจ็ดวัน
วันนี้วันที่แปดเดือนหก
หลังจากจั่วจิงได้ทดลองทำดูแล้ว ต้องสูญเสียนักรบเดนตายบาดเจ็บล้มตายไปหลายสิบคน ถือว่าได้พยายามทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเพื่อสืบหาเบาะแสของพ่อและแม่แล้ว
"เรื่องฝั่งแดนสวรรค์ พักเอาไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน"
"หลังจากนี้ เรื่องในแดนสวรรค์ให้เน้นไปที่การล่าสัตว์ป่าเพื่อกักตุนเนื้อวิเศษเป็นหลัก"
"ทุ่มเทความสนใจและกำลังส่วนใหญ่กลับมาที่โลกภายนอกดีกว่า"
"เร่งขุดดินให้เยอะๆ"
"รีบเลื่อนระดับขั้นให้เร็วที่สุด"
"รอจนหยกหักของฉันเลื่อนขึ้นระดับเก้าเมื่อไหร่ วันนั้นแหละจะเป็นวันประกาศยึดครองแดนสวรรค์อย่างเปิดเผย!"