- หน้าแรก
- คุณชายขี้โรคผู้นี้ฉันคุ้มครองเอง
- บทที่ 26 เธอซ่อนความลับไว้กี่เรื่องกันแน่? (ตอนที่ 2)
บทที่ 26 เธอซ่อนความลับไว้กี่เรื่องกันแน่? (ตอนที่ 2)
บทที่ 26 เธอซ่อนความลับไว้กี่เรื่องกันแน่? (ตอนที่ 2)
บทที่ 26 เธอซ่อนความลับไว้กี่เรื่องกันแน่? (ตอนที่ 2)
ฮั่วเหวินอันเอียงคอมองสวี่ซิงกวงพร้อมกับขมวดคิ้วถาม "ฉันจะหาซื้อได้ที่ไหน?"
สวี่ซิงกวงส่ายหน้า "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ"
เถ้าแก่ฮั่วหรี่ตาลงและไม่ได้ซักไซ้ต่อ เขาเก็บรูปถ่ายแล้วยื่นให้สวี่ซิงกวง "ตกลง"
สวี่ซิงกวงแกว่งโทรศัพท์มือถือไปมา "ติดต่อกันทางวีแชตนะคะเถ้าแก่ฮั่ว" เธอหยิบกระเป๋าแล้วเดินจากไป
ฮั่วเหวินอันจ้องมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของเธอ เขายืนครุ่นคิดอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปยังห้องพักผ่อน เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ปรับระดับ หลับตาลงพร้อมกับกำถุงประคบร้อนไว้ในมือ ในใจพลางคิดว่าสวี่ซิงกวงสามารถประเมินสรรพคุณของใบสั่งยานี้ได้เพียงแค่ดมกลิ่น เธอไม่ต้องซักประวัติหรือตรวจร่างกายก็มองเห็นความเจ็บปวดที่ร่างกายของเขากำลังเผชิญอยู่ได้
เธออายุยังน้อย ทว่ากลับเชี่ยวชาญด้านการแพทย์อย่างแท้จริง
"สวี่ซิงกวง ได้รับบาดเจ็บจากของแข็งตกใส่ตอนอายุสิบแปดจนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา และฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์หลังจากหลับใหลไปสามปี..." เขายกสร้อยข้อมือไม้ขึ้นมาแล้วกระซิบ "อยากจะผ่าสมองเธอออกมาดูให้ชัดๆ จริงๆ"
เธอซ่อนความลับไว้กี่เรื่องกันแน่?
กว่าสวี่ซิงกวงจะจัดการเรื่องมอบตัวเข้าเรียนเสร็จ พระอาทิตย์ก็เกือบจะตกดินแล้ว เมืองอวี้เจียงจะหนาวเหน็บเป็นพิเศษเมื่อปราศจากแสงแดด เมื่อเธอกลับมาถึงบ้านตระกูลสวี่พร้อมกับไอเย็นที่แผ่ซ่าน บ้านทั้งหลังกลับว่างเปล่าและเงียบเหงาอย่างยิ่ง
ปรากฏว่าหลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ ฉู่จื่อมู่ได้นั่งคุยกับสวี่เจ๋อชิงและคนอื่นๆ พักหนึ่ง ก่อนจะพาโหยวหมิงเยว่และโหยวเจียวหยางไปงานเลี้ยงสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนของเขา การทำเช่นนี้จะช่วยให้โหยวเจียวหยางได้รู้จักกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีอำนาจและอิทธิพลมากขึ้น แน่นอนว่าโหยวเจียวหยางย่อมอยากคว้าโอกาสนี้ไว้และไม่อยากพลาดงานนี้เด็ดขาด
ทันทีที่พวกเขาออกไป สวี่เจ๋อชิงก็รีบออกไปพบเพื่อนเพื่อจิบชา โดยฉวยโอกาสนี้ปล่อยข่าวเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโหยวหมิงเยว่กับฉู่จื่อมู่ เขารู้ดีว่าเพียงแค่ปล่อยข่าวนี้ออกไป บรรดาคู่ค้าทางธุรกิจเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเขาในทันที
โหยวจิ้งชิวเองก็ออกไปโอ้อวดในงานสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนของเธอเช่นกัน
สวี่ซิงกวงยืนอยู่ตรงโถงทางเข้า ด้านหลังมีเสียงลมหนาวพัดกรรโชก ส่วนเบื้องหน้าคือบ้านที่มืดมิดและน่าขนลุก ดูไม่ต่างอะไรกับบ้านผีสิง
ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดและแผ่วเบาดังมาจากห้องของชายชรา
"ช่วยด้วย"
"ช่วยฉันที"
สวี่ซิงกวงรีบเปิดไฟแล้ววิ่งหน้าตั้งไปยังห้องนั้น เมื่อผลักประตูเข้าไป เธอเห็นสวี่ชิงเหนียนกำลังนอนร้องโอดครวญโดยที่ใบหน้าแนบชิดอยู่กับพื้น
"คุณปู่!" สวี่ซิงกวงถลาเข้าไปหาสวี่ชิงเหนียน เธอเอื้อมมือไปสัมผัสมือและแก้มของเขา พบว่าร่างกายของชายชราเย็นเฉียบจากความหนาวเย็นเสียแล้ว เธอยังได้กลิ่นเหม็นคละคลุ้งโชยมาจากกางเกงของเขาด้วย
เมื่อเห็นดังนี้ สวี่ซิงกวงก็พอจะเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
สวี่ชิงเหนียนเป็นอัมพาตติดเตียงและเคลื่อนไหวได้จำกัด เพื่อตัดปัญหา แม่บ้านคงไม่ได้ให้เขากินเนื้อสัตว์หรืออาหารที่มีไขมันมากนักเป็นประจำ เส้นหมี่ที่สวี่ซิงกวงทำเมื่อเช้านี้มีน้ำมันและหมูสับเยอะกว่า แถมยังอร่อย สวี่ชิงเหนียนเลยอดไม่ได้ที่จะกินเยอะไปหน่อย พอตกบ่ายเขาก็เลยกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
เมื่อเช้าเธอเพิ่งทำความสะอาดห้องของสวี่ชิงเหนียน แถมยังเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้ใหม่ ชายชราคงไม่อยากทำเตียงเลอะเทอะ ก็เลยพยายามลุกไปเข้าห้องน้ำ จนพลัดตกลงมากระแทกพื้นในที่สุด
ไม่มีใครอยู่บ้าน ตอนที่เขาล้มลง เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเขาจึงไม่มีใครได้ยิน ประกอบกับอากาศที่หนาวเย็น สวี่ชิงเหนียนซึ่งสวมเพียงเสื้อสเวตเตอร์กับกางเกงผ้าฟลีซบางๆ ต้องนอนนิ่งอยู่บนพื้นอันหนาวเหน็บจนร่างกายแทบจะแข็งทื่อ
ครอบครัวนี้มันน่ารังเกียจสิ้นดี!
สวี่ซิงกวงตรวจดูร่างกายของสวี่ชิงเหนียนเพื่อคลำหาว่าไม่มีข้อต่อส่วนไหนได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะวิ่งไปที่ห้องน้ำ เธอเปิดน้ำร้อนใส่ลงในอ่าง ช่วยสวี่ชิงเหนียนถอดเสื้อผ้า ใช้ฝักบัวล้างตัวให้เขาอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยๆ ประคองเขาลงไปแช่ในน้ำอุ่น สวี่ซิงกวงต้องจับไหล่ของสวี่ชิงเหนียนเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เขาจมน้ำ
หลังจากแช่ในน้ำร้อนได้ไม่กี่นาที ร่างกายที่แข็งทื่อของสวี่ชิงเหนียนก็ค่อยๆ กลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง
"ยัยหนู" จู่ๆ สวี่ชิงเหนียนก็เอ่ยขึ้น "ปู่นี่มันไร้ประโยชน์จริงๆ ปู่น่าจะตายๆ ไปซะ อยู่ไปก็เป็นภาระเปล่าๆ แถมยังต้องให้หลานมาคอยดูแลอีก"
ถึงแม้เขาจะเป็นปู่ของเธอ แต่ยังไงเขาก็เป็นผู้ชาย การต้องให้หลานสาวมาช่วยอาบน้ำทำให้เขารู้สึกละอายใจและสมเพชตัวเอง
ทว่าสวี่ซิงกวงซึ่งเคยเป็นศัลยแพทย์มาก่อนกลับไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอายแต่อย่างใด เธอกล่าวว่า "ตอนหนูยังเด็ก คุณปู่กับคุณย่าก็เคยอาบน้ำเช็ดตัวให้หนู ตอนนี้ถึงคราวที่หนูต้องดูแลคุณปู่บ้างแล้วล่ะค่ะ"
"พูดอะไรเหลวไหล ตอนหลานยังเด็ก แม่ของหลานเป็นคนเลี้ยงดูหลานมาตลอด ปู่กับย่าแทบไม่ได้มีเวลาอยู่กับหลานเลย" สวี่ชิงเหนียนไม่กล้าแย่งความดีความชอบไปจากโม่หยินซู เขาถอดถอนใจ "คนที่หลานควรดูแลคือพ่อแม่ของหลาน ไม่ใช่พ่อแม่ของพ่อแม่ ปู่ไม่ควรตกเป็นภาระความรับผิดชอบของหลาน ปู่คือความรับผิดชอบของพ่อหลานต่างหาก"
สวี่ซิงกวงไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด เธอรู้ถึงความเจ็บปวดในใจของชายชราดี ในเวลานี้ ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรออกไปก็ล้วนแต่เป็นการซ้ำเติมบาดแผลในใจของเขาทั้งสิ้น
สวี่ชิงเหนียนไม่ได้อาบน้ำมานานมากแล้ว ร่างกายของเขาจึงสกปรกสุดๆ หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
สวี่ชิงเหนียนแต่งตัวและกลับไปนอนบนเตียงด้วยความช่วยเหลือของสวี่ซิงกวง จากนั้นเขาก็คะยั้นคะยอให้สวี่ซิงกวงไปพักผ่อน ทว่าสวี่ซิงกวงกลับนั่งลงข้างเตียงแล้วบอกว่า "พรุ่งนี้หนูจะย้ายออกจากบ้านตระกูลสวี่แล้วนะคะ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สวี่ชิงเหนียนก็ข่มความอาลัยอาวรณ์และความเศร้าโศกเอาไว้ เขาฝืนยิ้มและกล่าวว่า "ย้ายออกไปก็ดีแล้วล่ะ ตอนนี้บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า หลานคงไม่ชินกับการอยู่ที่นี่หรอก อีกอย่าง พ่อหนุ่มจากตระกูลฉู่คนนั้นก็คงจะมาที่นี่บ่อยๆ ถ้าเจอกันคงจะกระอักกระอ่วนใจเปล่าๆ"
"ย้ายไปก็ดี ดีแล้วล่ะ" ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือโอกาสที่พวกเขาจะได้เจอกันคงจะน้อยลง
สวี่ซิงกวงมองเห็นความอดกลั้นของชายชรา หัวใจของเธอก็รู้สึกหนักอึ้ง
"คุณปู่ต้องไปกับหนูด้วยค่ะ" เธอกล่าวอย่างหนักแน่น
ดวงตาของสวี่ชิงเหนียนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "หลานจะพาปู่ไปด้วยงั้นเหรอ?" เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ หัวใจของสวี่ชิงเหนียนก็พองโต แต่เขาก็สงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว "ปู่ไม่ไปกับหลานหรอก"
สวี่ชิงเหนียนวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น "ปู่เป็นคนพิการที่ทำอะไรไม่ได้เลย หลานยังอายุน้อยและต้องเรียนต่อ ปู่จะกลายเป็นตัวถ่วงของหลานไม่ได้" สวี่ชิงเหนียนรู้ดีว่าทันทีที่เขาออกจากตระกูลสวี่ไปพร้อมกับสวี่ซิงกวง ไอ้สารเลวสวี่เจ๋อชิงก็จะไม่มีวันมาเหลียวแลเขาอีกต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะต้องรับเคราะห์ก็คือสวี่ซิงกวง
สวี่ชิงเหนียนบีบนิ้วของสวี่ซิงกวงเบาๆ แล้วกล่าวว่า "หลานเอ๊ย หลานคือพญาอินทรีที่ต้องต่อสู้กับท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ หลานควรจะได้กางปีกบินให้สูงเสียดฟ้า ถ้าต้องแบกปู่เอาไว้บนหลัง หลานจะบินขึ้นไปได้ยังไงล่ะ?"