- หน้าแรก
- หนึ่งวันของข้า เท่ากับร้อยปีเซียน
- บทที่ 79 - เพิ่งอยู่ทะเลตะวันออก ก็ไปซูซานต่อ
บทที่ 79 - เพิ่งอยู่ทะเลตะวันออก ก็ไปซูซานต่อ
บทที่ 79 - เพิ่งอยู่ทะเลตะวันออก ก็ไปซูซานต่อ
บทที่ 79 - เพิ่งอยู่ทะเลตะวันออก ก็ไปซูซานต่อ
"อาจิ้ง หลี่ฉินเหนียงคนนี้ มีเจตนาร้ายต่อข้าหรือเปล่า?" หลัวเหยี่ยนเอ่ยถาม
กระจกผุพังบานนี้ ถ้าไม่บีบบังคับก็ไม่ยอมปริปากพูดหรอก ทุกครั้งต้องให้เป็นฝ่ายถามก่อนถึงจะยอมบอก ถ้าเมื่อกี้ไม่ถาม ก็คงไม่รู้หรอกว่ามันมีความสามารถในการตรวจจับเจตนาร้ายด้วย
"ตอนนี้ยังไม่มี" กระจกคุนหลุนตอบกลับ "แค่นางรู้สึกสนใจในตัวเจ้าเท่านั้นแหละ"
"อ้อ คงจะหลงใหลในเรือนร่างของข้าล่ะสิ" หลัวเหยี่ยนแค่นหัวเราะเย็นชา "อาจิ้ง คอยจับตาดูนางไว้ให้ดีนะ ถ้ามีอะไรผิดปกติ ให้รีบรายงานข้าทันที"
กระจกคุนหลุน: ............
นี่เจ้าป่วยหรือเปล่าเนี่ย? คิดว่าผู้หญิงทุกคนที่เห็นเจ้า จะต้องมาหลงใหลในเรือนร่างของเจ้างั้นรึ?
แต่ดูเหมือนว่าหลี่ฉินเหนียงคนนี้จะมีอะไรแปลกๆ จริงๆ นั่นแหละ อืม...
อาจิ้งตัดสินใจว่าขอสังเกตการณ์ดูไปก่อนดีกว่า
หลังจากทานอาหารชุดใหญ่เสร็จ คุณหนูใหญ่สือก็เอ่ยปากชมน้ำแกงห้าหลินจือห้าสหายไม่ขาดปาก โดยเฉพาะน้ำแกงหอยเป๋าฮื้อกับน้ำแกงกุ้งมังกร
ส่วนหลัวเหยี่ยนกลับชอบหม้อไฟซีฟู้ดมากกว่า มันทำให้เขานึกถึงสมัยที่ยังไม่ได้ทะลุมิติมา ตอนที่ออกไปกินชาบูหม้อไฟกับเพื่อนร่วมห้องสมัยมหา'ลัยในช่วงสุดสัปดาห์
เฮ้อ ตอนนี้เพื่อนๆ พวกนั้นคงจะเรียนจบและหางานทำกันหมดแล้วสินะ ส่วนข้าก็เริ่มเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร ทุกคนต่างก็มีอนาคตที่สดใสรออยู่
เมื่อกินอิ่มหนำสำราญ เดินออกจากหอสุราสี่สมุทร สือหลิวหลีก็เสนอตัวอยากจะไป "สำรวจ" ตลาดของที่นี่ดูสักหน่อย
หลี่ฉินเหนียงย่อมไม่มีปัญหาอะไร มีเพียงหลัวเหยี่ยนคนเดียวที่แอบร้องโอดครวญในใจ
ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้บำเพ็ญเพียร หากเป็นผู้หญิงล่ะก็ พอได้มาอยู่ในสถานที่ที่มีร้านรวงเยอะๆ พฤติกรรมที่แสดงออกมาก็มักจะไม่ต่างกันเลย
เพียงแต่ว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเดินดูเฉยๆ ไม่ค่อยซื้อ แต่สำหรับคุณหนูใหญ่สือ ผู้ซึ่งคาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิดนั้น เวลาเดินดูของในตลาด ถ้ารู้สึกถูกใจชิ้นไหน ก็จะควักเงินซื้อทันทีโดยไม่เคยถามราคาสักคำ
ไม่นานนัก ถุงเก็บของของนางก็เต็มเอี๊ยด นางจึงหันไปฉวยเอากระเป๋าเก็บของของหลัวเหยี่ยนมาใส่ของต่อ แล้วก็เดินช็อปปิ้งต่อไปหน้าตาเฉย
หลี่ฉินเหนียงที่เดินตามหลังมา เห็นสไตล์การช็อปปิ้งแบบจัดหนักจัดเต็มของสือหลิวหลี ก็ถึงกับอึ้งไปเลย ผ่านไปพักใหญ่ถึงหันมาคุยกับหลัวเหยี่ยนว่า:
"สหายธรรมสือ... ช่างเป็นวีรสตรีที่ใจป้ำเสียจริงๆ"
หลัวเหยี่ยนปรายตามองนางแวบหนึ่ง จู่ๆ ก็แกล้งทำเป็นถามด้วยความประหลาดใจว่า:
"เอ๊ะ? สหายธรรมหลี่ ก่อนหน้านี้ท่านบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าเคยพบกับศิษย์พี่หญิงของข้าที่ตลาดฟางหู? วันนั้นศิษย์พี่หญิงของข้าเหมาของในตลาดไปเกือบหมดเกลี้ยงเลยนะ สหายธรรมหลี่ไม่เห็นหรอกหรือ?"
"ตอนนั้นข้าอยู่กับศิษย์พี่หญิงอวี้หลางน่ะ" หลี่ฉินเหนียงตอบหน้าตาย "ก็เลยแค่เดินสวนกับสหายธรรมสือไปเท่านั้นเอง"
"อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง" หลัวเหยี่ยนทำตัวเหมือนไม่ได้สงสัยอะไร เอ่ยถามต่อ "จริงสิ สหายธรรมหลี่ก็เข้า 'สมาคมฉางเทียน' แล้วใช่ไหมล่ะ?"
"อืม" หลี่ฉินเหนียงพยักหน้า
"ในการทดสอบเข้าสมาคม มีคำถามอยู่ข้อหนึ่งที่ข้าตอบผิด" หลัวเหยี่ยนหรี่ตายิ้ม "ศิษย์พี่ใหญ่ชิวฉางเทียน สีโปรดของเขาคือสีอะไร สหายธรรมหลี่พอจะช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าหน่อยได้ไหมล่ะ?"
"ตอนนั้นข้าตอบไปว่าสีม่วงน่ะ" หลี่ฉินเหนียงก็ยิ้มตอบเช่นกัน "ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าตอบถูกหรือเปล่า"
"นางกำลังโกหก" กระจกคุนหลุนเอ่ยขึ้นในห้วงความรู้แจ้ง
"สีม่วงหรือ?" หลัวเหยี่ยนถามด้วยความงุนงง "ทำไมถึงเป็นสีม่วงล่ะ?"
"ก็เพราะข้าชอบสีม่วงไงล่ะ" หลี่ฉินเหนียงตอบยิ้มๆ "ข้าก็เลยคิดว่า ต่อให้ศิษย์พี่ใหญ่ชิวจะไม่ชอบสีม่วง แต่เขาก็คงไม่ถึงกับเกลียดมันหรอกมั้ง"
หลัวเหยี่ยน: ............
ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจไม่เบาเลยแฮะ ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่านางกำลังโกหก แต่ฟังดูเผินๆ กลับหาช่องโหว่มาจับผิดนางไม่ได้เลย
"พวกเจ้าสองคนมัวซุบซิบอะไรกันอยู่ข้างหลังน่ะ?" สือหลิวหลีที่มัวแต่เดินช็อปปิ้งอยู่ข้างหน้าอยู่นาน เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าศิษย์น้องเล็กของนางกำลังคุย "กระหนุงกระหนิง" อยู่กับเพื่อนใหม่ จึงรีบวิ่งหน้าตั้งกลับมาถามด้วยความหงุดหงิด
"พวกเรากำลังคุยเรื่องสมาคมฉางเทียนกันอยู่น่ะ" หลี่ฉินเหนียงยิ้มตอบอย่างแนบเนียน ไม่มีพิรุธใดๆ หลุดรอดออกมาเลย
"อย่างนั้นหรือ?" สือหลิวหลีกะพริบตาปริบๆ ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยปักใจเชื่อเท่าไหร่นัก
แต่พอหลี่ฉินเหนียงกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ข้างหูนาง สือหลิวหลีก็คลายความกังวลลงทันที แล้วทั้งสองก็กลับมาหัวเราะคิกคัก เดินควงแขนกันไปช็อปปิ้งต่อ
หลัวเหยี่ยนที่เดินตามอยู่ด้านหลัง มองแผ่นหลังของหญิงสาวทั้งสองคนด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความเยียบเย็น
การเดินทางมาที่แดนสวรรค์อู่จือในครั้งนี้ รวมถึงหลี่ฉินเหนียงที่ออกมารับหน้าด้วย ดูแล้วน่าจะไม่ได้มีแค่เรื่องผิวเผินอย่างที่เห็นแน่ๆ
แต่ถึงยังไง งานด่วนที่สุดในตอนนี้ก็คืองานประลองใหญ่ของซูซานทางฝั่งหลิงอวิ๋นพั่วต่างหาก ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องไปเร่งเปิดเส้นเรื่องใหม่ให้วุ่นวายหรอก
เอาเป็นว่าโฟกัสไปที่การผลักดันเส้นเรื่องทางฝั่งซูซานก่อนก็แล้วกัน
รอจังหวะที่หญิงสาวสองคนที่เดินอยู่ข้างหน้า ไม่ได้หันมาสนใจเขา หลัวเหยี่ยนก็รีบหาสถานที่ลับตาคนแถวๆ นั้น แล้วทำการโหลดเซฟทันที
【จุดที่สอง: สำนักซูซานซั่งชิง ยอดเขาชิงหลัว】
【ตัวตนบุคคล: หลิงอวิ๋นพั่ว】
【ครอบทับแม่แบบภาพลวงจันทราในวารี กำลังข้ามมิติเวลา】
กลับมาที่ยอดเขาชิงหลัวแห่งซูซาน รูปลักษณ์ภาพลวงตาก็เปลี่ยนกลับมาเป็นหลิงอวิ๋นพั่วอีกครั้ง
ช่วงนี้ งานประลองใหญ่ของซูซานใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว สินค้าต่างๆ ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นยาลูกกลอน สมุนไพรวิญญาณ และอื่นๆ ต่างก็พากันปรับราคาขึ้นตามไปด้วย
ได้ยินมาว่าที่สระกระบี่ มีศิษย์ไปต่อแถวรอคิวกันยาวเหยียด สาเหตุก็เป็นเพราะศิษย์ซูซานหลายคนรู้สึกว่ากระบี่บินที่ตัวเองมีอยู่มันกากเกินไป ก็เลยอยากจะไปลองเสี่ยงดวงสุ่มกระบี่ดีๆ จากสระกระบี่ดูบ้าง
และก็โชคดีที่ผู้บริหารระดับสูงของสำนักซูซานซั่งชิง เป็นพวกหัวโบราณและไม่ได้มีลูกเล่นอะไรแพรวพราว จึงไม่ได้ตั้งเงื่อนไขยุ่งยากอะไรในการเข้าไปสระกระบี่
ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกอารามอวี้ชิงแห่งเผิงไหลที่หัวหมอเรื่องการทำธุรกิจล่ะก็ คงจะตั้งเงื่อนไขแบบ "ต้องจ่ายหินวิญญาณถึงจะสุ่มกระบี่บินได้" ไปแล้ว แถมอาจจะมีโปรโมชั่น "สุ่ม 10 ครั้งการันตี" "แพ็คเกจ 168 หินวิญญาณ" "แพ็คเกจ 648 หินวิญญาณ" ออกมาหลอกล่อ รับรองว่าศิษย์ซูซานพวกนี้ได้ร้องไห้โฮ และทุ่มเทเงินทองทั้งหมดที่มีเปย์จนหมดตัวแน่ๆ
แน่นอนว่า หลิงอวิ๋นพั่วในฐานะเซียนกระบี่ผู้มีจิตสำนึก เขาย่อมสลัดทิ้งความคิดคับแคบที่ว่า "ต้องพึ่งพาสิ่งของภายนอก" ไปนานแล้ว
เซียนกระบี่ที่ไม่ยอมหมั่นขัดเกลาตัวเอง เอาแต่คิดจะพึ่งพากระบี่บิน นั่นมันเป็นวิถีของพวกมารนอกรีตชัดๆ!
ข้า หลิงอวิ๋นพั่ว ในตอนนั้นก็ไม่ได้ไปสุ่มกระบี่บินรัวๆ สักหน่อย สุ่มแค่ครั้งเดียวแล้วก็ใช้มาจนถึงตอนนี้ ก็เพราะข้าค่อยๆ ก้าวเดินมาด้วยความมุ่งมั่นและพยายามอย่างหนัก จนมาถึงจุดนี้ได้ยังไงล่ะ?
"ศิษย์น้อง!" อันจือซู่เพิ่งกลับมาจากนอกสำนัก นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ดูสิว่าศิษย์พี่ซื้ออะไรมาฝากเจ้า?"
"นี่มัน..." หลิงอวิ๋นพั่วชะโงกหน้าไปดู "กล่องกระบี่รึ?"
"ใช่แล้วล่ะ" อันจือซู่ยิ้มหวาน "เซียนกระบี่แห่งซูซานอย่างพวกเราใช้วิชาเก็บกระบี่ไว้ในกาย ซึ่งมันใช้ได้กับกระบี่ประจำกายเท่านั้น"
"ถ้าหากใครที่เชี่ยวชาญวิชาควบคุมกระบี่สองมือ กระบี่เล่มที่สองก็สามารถเก็บไว้ในกล่องกระบี่ เพื่อทำการหล่อเลี้ยงได้"
"กล่องกระบี่ใบนี้ ทำมาจากทรายเหล็กแม่เหล็กหยวนทั้งใบ เหมาะที่สุดสำหรับใช้หล่อเลี้ยงกระบี่บินธาตุทอง"
"กระบี่เหลยจี๋ของเจ้าก็เป็นธาตุทองพอดี นี่มันไม่ได้บังเอิญไปหน่อยหรือ?"
หลิงอวิ๋นพั่วรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง จึงกล่าวว่า:
"ศิษย์พี่หญิงช่างมีน้ำใจยิ่งนัก แล้วท่านไปหาซื้อกล่องกระบี่ใบนี้มาจากไหนล่ะขอรับ?"
"ข้าประมูลมันมาจากงานประมูลในตลาดแถวๆ นี้น่ะ" อันจือซู่ยิ้มตอบ "ก็ใช้เงินไปไม่กี่อีแปะเอง"
พอได้ยินว่าซื้อมา ไม่ใช่ของขวัญที่พวกหมาประจบที่ไหนส่งมาให้ หลิงอวิ๋นพั่วก็โล่งใจ เขาจึงสะพายกล่องกระบี่ไว้ที่หลัง
จากนั้นก็ร่ายผนึกกระบี่ กระบี่เหลยจี๋ที่เหน็บอยู่ที่เอวก็เด้งตัวขึ้น แล้วลอยไปเสียบเข้าในกล่องกระบี่โดยอัตโนมัติ
"นายท่านแห่งกระบี่!" กระบี่เหลยจี๋ส่งเสียงหัวเราะร่าเริงแบบเด็กสาวออกมา "กล่องกระบี่ใบนี้ยอดเยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ กว้างขวางแถมยังนอนสบายสุดๆ ข้ารู้สึกเหมือนมีพลังไหลเวียนไปทั่วทั้งตัวเลยล่ะเจ้าค่ะ"
หลิงอวิ๋นพั่วไม่สนใจมัน เขาเพียงแค่หันไปส่งยิ้มให้กับศิษย์พี่หญิงอัน แล้วกล่าวว่า:
"ตาถึงจริงๆ เลยนะขอรับ ศิษย์พี่หญิง ข้าว่าช่วงหลายวันมานี้เหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง ที่แท้ก็ขาดกล่องกระบี่ใบนี้นี่เอง"
เขาหันไปส่องกระจกทองแดงที่หน้าประตู แล้วหมุนตัวไปมาสองสามรอบ
อืม หล่อเหลาเอาการเลยแฮะ ในที่สุดออร่าความมีเสน่ห์ของคาร์แรกเตอร์หลิงอวิ๋นพั่วก็เริ่มฉายแววออกมาให้เห็นแล้วสินะ
อันจือซู่ที่ยืนอยู่ข้างหลัง สายตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน เมื่อมองดูศิษย์น้องสวมชุดกระบี่สีเขียว สะพายกล่องกระบี่ไว้ด้านหลัง ยืนตัวตรงสง่าผ่าเผย จู่ๆ นางก็หวนนึกถึงท่านอาจารย์ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ชั่วขณะหนึ่ง นางก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาดื้อๆ แต่นางก็พยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
เมื่อไม่นานมานี้ มีนักอ่านทักมาหาข้าเป็นการส่วนตัว บอกว่าตัวละครอันจือซู่ คาแรกเตอร์คล้ายกับพี่สาวของเขาในชีวิตจริงมาก... ข้าตอบกลับไปด้วยอีโมจิรูปคนดำหน้าเครื่องหมายคำถาม... แล้วเขาก็บอกให้ข้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เขาแค่หวังให้พระเอกรีบๆ เผด็จศึกพี่สาวคนนี้ซะที จะได้เติมเต็มความฝันของเขาให้เป็นจริง... ข้าเลยตอบกลับไปด้วยอีโมจิรูปลุงแก่ๆ บนรถไฟใต้ดินที่กำลังทำหน้าขยะแขยง...
(จบแล้ว)ห