- หน้าแรก
- หนึ่งวันของข้า เท่ากับร้อยปีเซียน
- บทที่ 77 - แสงเทพเบญจธาตุ คุณหนูใหญ่สือ
บทที่ 77 - แสงเทพเบญจธาตุ คุณหนูใหญ่สือ
บทที่ 77 - แสงเทพเบญจธาตุ คุณหนูใหญ่สือ
บทที่ 77 - แสงเทพเบญจธาตุ คุณหนูใหญ่สือ
เส้นชีพจรแท้เบญจธาตุหลังกำเนิด ประกอบไปด้วย "ไม้ที่จวนตายแต่ยังไม่ตาย", "ไฟที่จวนดับแต่ยังไม่ดับ", "ดินที่ชื้นแฉะแต่ไร้มลทิน", "ทองคำที่คล้ายหยกแต่ไม่ใช่หยก" และ "น้ำที่ไร้รากแต่ไม่เหือดแห้ง"
ของวิเศษเหล่านี้ล้วนมีคุณสมบัติร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ในขณะที่กำลังจะสูญสลายไป พวกมันกลับมีพลังชีวิตอันไร้ขีดจำกัดแฝงอยู่ภายใน
เนื่องจากใกล้จะสูญสลาย จึงทำให้พวกมันไม่มีสภาวะที่ดุร้ายรุนแรง ทำให้ง่ายต่อการหลอมรวม
ส่วนพลังชีวิตอันไร้ขีดจำกัดนั้น ก็สอดคล้องกับหลักการก่อเกิดของเบญจธาตุอย่างพอดิบพอดี
ตามเคล็ดวิชาที่ได้รับมาจากตำหนักหลีเกิง การฝึกฝนแสงเทพทำลายล้างเบญจธาตุนี้ ควรจะเริ่มต้นจากการหลอมรวมเส้นชีพจรธาตุน้ำก่อนเป็นอันดับแรก
ขั้นตอนแรกคือการหลอมรวมเส้นชีพจรธาตุน้ำ ขั้นตอนที่สองคือการหลอมรวมเส้นชีพจรธาตุไม้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ "น้ำก่อเกิดไม้"
ขั้นตอนที่สามคือการหลอมรวมเส้นชีพจรธาตุไฟ แต่ทว่าเส้นชีพจรธาตุไฟนั้นถูกข่มโดยเส้นชีพจรธาตุน้ำ ทำให้หลอมรวมได้ยากยิ่งนัก
เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้หลอมรวมเส้นชีพจรธาตุไม้ไปแล้ว ดังนั้นจึงต้องอาศัยหลักการ "ไม้ก่อเกิดไฟ" เข้ามาช่วย โดยจะต้องหลอมรวมเส้นชีพจรธาตุไม้ในขั้นตอนก่อนหน้า ให้มีปริมาณมากกว่าเส้นชีพจรธาตุน้ำอยู่หนึ่งส่วน
"ขั้นตอนที่สี่คือการหลอมรวมเส้นชีพจรธาตุดิน แต่ทว่าเส้นชีพจรธาตุไม้นั้นข่มเส้นชีพจรธาตุดิน ดังนั้นจึงต้องให้เส้นชีพจรธาตุไฟในขั้นตอนก่อนหน้า มีปริมาณมากกว่าเส้นชีพจรธาตุไม้อยู่หนึ่งส่วน"
ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำเส้นชีพจรธาตุทองมาหลอมรวม แต่เนื่องจากเส้นชีพจรธาตุทองถูกข่มโดยเส้นชีพจรธาตุไฟ จึงจำเป็นต้องหลอมรวมเส้นชีพจรธาตุดินให้มีปริมาณมากพอเพื่อคอยค้ำจุน
ทว่า หากทำตามขั้นตอนก่อนหน้านี้ ในตอนนี้ปริมาณการหลอมรวมของเส้นชีพจรธาตุดินจะต้องสูงที่สุด ในขณะที่เส้นชีพจรธาตุน้ำจะต่ำที่สุด และเนื่องจาก "ดินข่มน้ำ" จึงง่ายมากที่เส้นชีพจรธาตุดินจะไปสะกดข่มเส้นชีพจรธาตุน้ำเอาไว้ ทำให้สมดุลของเบญจธาตุพังทลายลง
ดังนั้น คำว่า "มากกว่าอยู่หนึ่งส่วน" ในแต่ละขั้นตอน จึงหมายถึงปริมาณที่เล็กน้อยมากๆ เพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น
หากเผลอหลอมรวมมากเกินไปแม้แต่นิดเดียว เมื่อถูกขยายผลไปตามลำดับขั้น มันก็จะทำให้ความยากในขั้นตอนการหลอมรวมต่อๆ ไป เพิ่มสูงขึ้นแบบทวีคูณเลยทีเดียว
หลัวเหยี่ยนทบทวนเคล็ดวิชาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อมั่นใจว่าจดจำได้อย่างขึ้นใจ เข้าใจอย่างถ่องแท้ และไม่มีข้อสงสัยใดๆ แล้ว เขาจึงค่อยๆ เริ่มลงมือฝึกฝนขั้นตอนแรกอย่างระมัดระวัง
เขากระตุ้นทะเลลมปราณ ใช้จิตสัมผัสดึงเอาจุดแสงสีดำจุดหนึ่งออกมา
สิ่งนี้คือ "น้ำที่ไร้รากแต่ไม่เหือดแห้ง" หรือก็คือพลังปราณแท้กุ่ยสุ่ย
เมื่อจิตสัมผัสสัมผัสโดน ก็จะรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบและลึกล้ำ
หลัวเหยี่ยนกระตุ้นปราณอิทธิฤทธิ์หยวนสือ ให้ห่อหุ้มมันไว้อย่างมิดชิด จากนั้นก็เริ่มทำการหลอมรวม
ประมาณครึ่งชั่วยามผ่านไป ท้องฟ้าเหนือเกาะร้างก็เริ่มมีฝนตกโปรยปรายลงมาอย่างกะทันหัน
ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก สัตว์ป่าบนเกาะต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดด้วยความตื่นตระหนก ฝูงนกก็บินแตกฮือกระจัดกระจายไปทั่ว
กระแสน้ำไหลหลากลงมาตามโพรงถ้ำหิน จนเกิดเป็นน้ำท่วมขังสูงระดับน่องภายในห้องหิน ซึ่งสูงพอดีกับระดับของเตียงหินที่หลัวเหยี่ยนนั่งอยู่
เมื่อฝนที่ตกลงมาด้านนอกเริ่มซาลง ต้นไม้ใบหญ้าก็เริ่มเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานเกาะร้างที่เปียกชุ่มไปด้วยสายฝน ก็ถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์
ความเขียวขจีนั้นลุกลามลงมาตามขั้นบันไดหิน ราวกับตะไคร่น้ำที่เลื้อยเข้ามาในห้องหิน ก่อนจะแปรสภาพเป็นจอกแหนลอยอยู่บนผิวน้ำ รากของมันพลิ้วไหวอยู่ในน้ำราวกับแมงกะพรุน ส่ายไปมาราวกับกิ่งหลิว
หลัวเหยี่ยนยังคงนั่งหลับตาปี๋ ทำตัวราวกับไม่รับรู้ถึงปรากฏการณ์ประหลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นรอบๆ ตัวเขา และลุกลามแผ่ขยายออกไปตามจอกแหนบนผิวน้ำอย่างรวดเร็ว
น้ำและไฟเข้าปะทะกัน ก่อให้เกิดควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมา
ไฟที่ลอยอยู่บนน้ำเห็นได้ชัดว่าถูกกดทับเอาไว้ แต่เป็นเพราะมีจอกแหนคอยเป็นเชื้อเพลิงให้อย่างไม่ขาดสาย มันจึงยังไม่ดับมอดลงไปอย่างสิ้นเชิง
ส่วนป่าทึบที่อยู่ด้านนอกเกาะ ก็มีไฟป่าลุกโชนขึ้นมาเช่นกัน
เปลวเพลิงพุ่งสูงเสียดฟ้า ควันไฟโขมงหนาทึบ ภายใต้การโหมกระหน่ำของพายุฝน ไฟป่าก็ยิ่งส่ายไหวและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนพวกนกและสัตว์ป่าบนเกาะ ถ้าไม่วิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ก็ต้องกระโดดลงทะเลจนจมน้ำตายกันไป
ภายในห้องหิน หลัวเหยี่ยนก็ยังคงนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่อย่างสงบ
เส้นชีพจรเบญจธาตุน้ำ ไม้ และไฟ ล้วนถูกหลอมรวมเข้ากับปราณอิทธิฤทธิ์หยวนสือในเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ก็มาถึงขั้นตอนที่ยากที่สุด: การหลอมรวมเส้นชีพจรธาตุดิน
ในปัจจุบัน ภายในปราณอิทธิฤทธิ์หยวนสือ เส้นชีพจรธาตุน้ำอ่อนแอที่สุด เส้นชีพจรธาตุไม้อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเส้นชีพจรธาตุไฟนั้นแข็งแกร่งที่สุด
หากหลอมรวมเส้นชีพจรธาตุดินที่เพิ่งก่อกำเนิดขึ้นมาน้อยเกินไป ก็จะถูกเส้นชีพจรธาตุไม้ข่มเอาได้ แต่ถ้าหากมากเกินไป ก็จะไปตัดขาดเส้นชีพจรธาตุน้ำอีก
การกะปริมาณให้พอดิบพอดีนั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง
แต่ถึงกระนั้น หลัวเหยี่ยนก็ยังมีคุณสมบัติ "ฟังหนึ่งรู้แจ้งพัน" ทำให้เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อเคล็ดวิชาและเคล็ดลับต่างๆ ของแสงเทพทำลายล้างเบญจธาตุหลังกำเนิด
เขาเพียงแค่พลิกความคิดเล็กน้อย ก็เห็นฝุ่นผงละเอียดชั้นหนึ่ง ลอยขึ้นมาจากก้นบึ้งของน้ำที่ขังอยู่ในห้องหิน
ฝุ่นผงเพิ่งจะก่อตัวขึ้น ก็ถูกรากของจอกแหนดูดซับเอาไว้ในทันที
ทว่า เปลวไฟที่เผาผลาญจอกแหนจนกลายเป็นเถ้าถ่านร่วงหล่นลงสู่ก้นน้ำ ก็ได้ก่อให้เกิดฝุ่นผงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เนื่องจากไฟลุกลามเร็วกว่าการเจริญเติบโตของจอกแหน ทรายและดินที่อยู่ก้นน้ำจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ราวกับฟองน้ำขนาดยักษ์ที่คอยดูดซับน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำบนผิวน้ำค่อยๆ ลดต่ำลง
แม้หลัวเหยี่ยนจะนั่งทำสมาธิอย่างสงบนิ่ง แต่บนหน้าผากของเขาก็มีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมออกมาให้เห็น บ่งบอกว่าเขากำลังสูญเสียพลังจิตวิญญาณไปอย่างมาก ในการพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อควบคุมความเร็วและปริมาณในการหลอมรวมอย่างเต็มที่
บนเกาะที่อยู่ด้านนอก ทั้งไฟไหม้ ฝนตก ป่าไม้เจริญเติบโต และฝุ่นควันที่ทับถมกัน ปรากฏการณ์ประหลาดต่างๆ สลับสับเปลี่ยนกันเกิดขึ้นจนมองตามไม่ทัน ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกหวาดหวั่นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้น สายฟ้าฟาดก็ฉีกกระชากสรรพสิ่ง พุ่งทะลวงเนินเขาที่อยู่ใจกลางเกาะ ผ่าดินและหินจนแตกกระจาย พุ่งตรงเข้าใส่หลัวเหยี่ยนที่กำลังนั่งฝึกฝนอยู่ในห้องหินใต้ดิน!
เนิ่นนานผ่านไป ไฟป่าก็ดับลง พายุฝนก็หยุดตก ต้นไม้ก็เหี่ยวเฉา... เหลือทิ้งไว้เพียงเกาะร้างที่ว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวา
หลัวเหยี่ยนอาศัยรอยแยกที่เกิดจากสายฟ้าฟาด เหาะกระบี่บินทะยานออกมา ก็เห็นว่าบนเกาะด้านนอกนั้นหลงเหลือเพียงความรกร้างว่างเปล่า ราวกับว่าพลังวิญญาณธาตุทั้งห้าได้ถูกสูบออกไปจนหมดสิ้นแล้ว
เขาร่ายผนึกเต๋า ด้านหลังก็มีแสงวิเศษห้าสีสว่างวาบขึ้นมา สาดส่องไปทั่วทุกสารทิศบนเกาะ
ทันใดนั้น ต้นไม้ก็เริ่มงอกเงยขึ้นมาใหม่ น้ำพุใสก็ไหลรวมกันเป็นลำธาร บนท้องฟ้าก็มีแสงรุ้งทอดยาวปกคลุม เกาะทั้งเกาะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลัวเหยี่ยนเก็บแสงเทพเบญจธาตุกลับคืนมา ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าพลังปราณในร่างแทบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว ทำเอาเขาตกใจหน้าถอดสี
แสงเทพเบญจธาตุนี้ ทำไมมันถึงได้กินพลังปราณมหาศาลขนาดนี้เนี่ย? สูบพลังยิ่งกว่ามหาเวทห้าอสนีซะอีก!
โชคดีที่เขาเป็นคนรอบคอบระมัดระวัง แม้แต่ตอนออกมาฝึกฝน ก็ยังอุตส่าห์พกยาลูกกลอนมาเตรียมไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย
หลังจากฟื้นฟูพลังปราณได้เล็กน้อย เขาก็เหาะกระบี่บินจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลับมาถึงอารามอวี้ชิง ภายในห้องพักของตนเอง หลัวเหยี่ยนจึงค่อยเริ่มสำรวจทะเลลมปราณภายในร่างกาย
เขาก็พบว่า จุดแสงห้าสี หรือก็คือเส้นชีพจรแท้เบญจธาตุที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นแสงสว่างอันเจิดจรัสที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไประหว่างสีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว และสีดำอย่างไม่หยุดนิ่ง
นี่ก็คือแสงเทพทำลายล้างเบญจธาตุหลังกำเนิด ซึ่งสามารถข่มและทำลายสรรพสิ่งในใต้หล้าที่ "ไม่อยู่นอกเหนือกฎเบญจธาตุ" ได้ทุกชนิด
ขอยกตัวอย่าง หากศัตรูส่งกระบี่บินธาตุทองพุ่งเข้ามา หลัวเหยี่ยนก็แค่สาดแสงเทพนี้ออกไป
ทองก่อเกิดน้ำ ไฟข่มทอง แสงสีน้ำและไฟหมุนวนสับเปลี่ยนกัน เพียงชั่วพริบตาเดียวก็สามารถสูบพลังวิญญาณธาตุทองของกระบี่บินออกไปจนหมดสิ้น ทำให้มันสูญเสียความขลังและกลายเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่า
ความดุดันและทรงพลังของมันนั้น เหนือกว่ามหาเวทห้าอสนีของชิวฉางเทียนหลายขุมเลยทีเดียว
แน่นอนว่า ในปัจจุบัน หลังจากที่หลัวเหยี่ยนหลอมรวมเส้นชีพจรแท้เบญจธาตุเสร็จสิ้น แสงเทพเบญจธาตุที่เขาฝึกฝนออกมาได้นั้น ก็ยังถือว่าเป็นเพียงแค่ "แสงบางๆ" เท่านั้น
เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเพราะคุณภาพของพลังปราณในระดับผลัดเปลี่ยนกระดูกนั้นยังไม่สูงพอ เมื่อเปลี่ยนเป็นปราณอิทธิฤทธิ์หยวนสือแล้ว มันจึงสามารถรองรับแสงเทพเบญจธาตุได้ในปริมาณจำกัด และความอึดในการใช้งานก็ไม่สูงนัก
รอจนกว่าเขาจะก้าวเข้าสู่ระดับสร้างตำหนัก เมื่อพลังปราณถูกควบแน่นและสกัดจนกลายเป็นปราณแท้ อานุภาพของแสงเทพเบญจธาตุก็จะก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น เมื่อถึงเวลานั้น แม้จะต้องประจันหน้ากับนักพรตระดับจินตัน เขาก็อาจจะยังมีทางสู้กลับได้บ้าง
แต่ในฐานะที่เป็นไพ่ตายใบสำคัญที่สุด แสงเทพทำลายล้างเบญจธาตุหลังกำเนิดนี้ จะถูกนำมาใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้เด็ดขาด
หากจำเป็นต้องนำออกมาใช้ ก็ต้องมั่นใจว่าจะสามารถฆ่าปิดปากผู้ที่เห็นเหตุการณ์ได้ทุกคน ไม่อย่างนั้น หากเรื่องที่เขาครอบครองของวิเศษชิ้นนี้หลุดรอดออกไป (คนธรรมดาย่อมไม่ผิด แต่ผิดที่ครอบครองของมีค่า) อาจจะดึงดูดให้มีปีศาจเฒ่าระดับหยวนอิงสักตัว จับเขาไปเค้นความลับเกี่ยวกับเคล็ดวิชาของแสงเทพเบญจธาตุนี้ แบบนั้นล่ะงานงอกแน่ๆ
ไพ่ตายที่เขาซ่อนเอาไว้กับตัว ไม่ว่าจะเป็นกระจกคุนหลุน กระบี่ชิงผิง... ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่อาจทนรับการตรวจสอบอย่างละเอียดได้ทั้งสิ้น
"ศิษย์น้องเล็ก!" สือหลิวหลีวิ่งพรวดเข้ามาจากข้างนอกอีกแล้ว นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า "เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? เมื่อกี้ข้าแวะมาหาเจ้าตั้งหลายรอบแต่ก็ไม่เจอ!"
นี่ข้าออกไปข้างนอก ข้ายังต้องรายงานตัวกับคุณหนูใหญ่อย่างท่านด้วยหรือไง?
หลัวเหยี่ยนแค่นหัวเราะในใจ แต่ปากก็ยังส่งยิ้มและกล่าวว่า:
"ศิษย์พี่หญิง เมื่อกี้ข้าออกไปฝึกซ้อมวิชาควบคุมกระบี่ที่ทะเลด้านนอกมาน่ะขอรับ"
【คาร์แรกเตอร์จอมปลอม ค่าความซิงโครไนซ์ +1】
"วิชาควบคุมกระบี่มันมีอะไรน่าฝึกนักหนา?" สือหลิวหลีถามด้วยความไม่เข้าใจ "ต่อให้เจ้าจะฝึกฝนวิชาควบคุมกระบี่จนพลิกแพลงได้พิสดารแค่ไหน มันก็ยังสู้เอาตราประทับพลิกฟ้าฟาดอัดหน้าตรงๆ ไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่หรือไง?"
หลัวเหยี่ยนได้แต่หัวเราะเจื่อนๆ แอบบ่นอุบอิบในใจ
สิ่งที่นางพูดมามันก็จริงนั่นแหละ สำหรับศิษย์ในระดับสร้างรากฐาน ต่อให้เจ้าจะฝึกฝนวิชาควบคุมกระบี่มาเป็นหมื่นๆ ท่า แต่พอข้าเอาตราประทับพลิกฟ้าซึ่งเป็นของวิเศษระดับสิบฟาดลงมาตูมเดียว เจ้าจะเอาอะไรไปกันล่ะ?
ถ้าไม่มีของวิเศษสายป้องกัน ก็ทำได้แค่เอากระบี่บินไปรับเท่านั้นแหละ!
สิ่งที่เรียกว่า "คนจนพึ่งความพยายาม คนรวยพึ่งกำลังทรัพย์" มันก็คือแบบนี้นี่แหละ คุณหนูไฮโซนายทุนที่ไม่เคยมองเห็นความยากลำบากของพวกกรรมกรใช้แรงงาน ถึงกับหลุดปากพูดออกมาว่า "ถ้าไม่มีขนมปังกิน ทำไมไม่ไปกินเค้กแทนล่ะ" ฟังแล้วมันน่าโมโหจนอยากจะจับนางมัดแล้วสั่งสอนซะให้เข็ด...
อ้อ ตอนนี้ข้าก็กลายเป็นชนชั้นเศรษฐีในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้วนี่หว่า ถ้างั้นก็ไม่เป็นไรล่ะ
"จริงสิ!" สือหลิวหลีจู่ๆ ก็นึกธุระสำคัญขึ้นมาได้ "ท่านพ่อฝากมาบอกว่า ให้เจ้าแวะไปหาท่านหน่อยน่ะ"
"อ้อ?" หลัวเหยี่ยนลองหยั่งเชิงดู "ท่านอาจารย์ได้บอกหรือเปล่าขอรับ ว่าเป็นเรื่องอะไร?"
"เห็นบอกว่าเป็นเรื่องของแดนสวรรค์อู่จือน่ะ" สือหลิวหลีพยายามนึก "เหมือนพวกเขาจะขอให้ศาลาเทียนกงของพวกเรา ส่งคนไปช่วยซ่อมแซมค่ายกลคุ้มครองเกาะให้พวกเขาน่ะ"
(จบแล้ว)