- หน้าแรก
- สามีข้าคือว่าที่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 20 เผชิญหน้ากลุ่มโจรปล้นชิง
บทที่ 20 เผชิญหน้ากลุ่มโจรปล้นชิง
บทที่ 20 เผชิญหน้ากลุ่มโจรปล้นชิง
บางทีอาจเป็นเพราะกองกำลังองครักษ์เฉียนหลินมีกำลังพลหนาแน่นน่าเกรงขาม คนทั้งสี่จึงยอมบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาแต่โดยดี
ผู้ที่ถูกฝูงผึ้งอสูรไล่กวดมาจนถึงที่แห่งนี้เป็นบุรุษสามคนและสตรีหนึ่งคน พวกเขาเดินทางมาจากตระกูลชั้นรองขนาดเล็กสามตระกูลที่แตกต่างกัน มีระดับพลังบำเพ็ญเพียรอยู่ราวขอบเขตหยวนหมิง
ก่อนหน้านี้พวกเขาหลงเข้าไปในหุบเขาแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยดอกเยวี่ยเฟิง บังเกิดความโลภอยากได้ในใจ ผู้ใดจะคาดคิดว่าเพิ่งจะเด็ดดอกเยวี่ยเฟิงมาได้ไม่กี่ดอก ก็ไปจุดชนวนให้ฝูงผึ้งอสูรที่อาศัยอยู่ในหุบเขาพากันไล่ล่าปลิดชีพ ทำได้เพียงพากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกมาอย่างทุลักทุเล
ยามเมื่อเหวินเฉียวได้ยินคำว่าดอกเยวี่ยเฟิง นางก็ล่วงรู้ได้ในทันทีว่าภายในสถานที่แห่งนั้นย่อมต้องมีผึ้งเยวี่ยเฟิงอาศัยอยู่เป็นแน่
ดอกเยวี่ยเฟิงคือบุปผาวิญญาณคู่บารมีของผึ้งเยวี่ยเฟิง พวกมันเห็นดอกเยวี่ยเฟิงสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง พร้อมที่จะพลีชีพห้ำหั่นอย่างมิยอมลดละต่อผู้บุกรุกที่บังอาจมาหักหาญเด็ดดมดอกเยวี่ยเฟิง การที่พวกเขาถูกผึ้งเยวี่ยเฟิงไล่ล่าสังหารจึงมิใช่เรื่องแปลกอันใด
ทว่าตระกูลเล็กๆ หลายตระกูลมิมียอดคัมภีร์หรือรากฐานล้ำลึก การรับรู้ข่าวสารเชื่องช้าล้าหลัง ย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะกระทำความผิดพลาดอันร้ายแรงถึงแก่ชีวิตเพราะเหตุนี้ มิน่าเล่าคนทั้งสี่จึงได้ไปตอแยจนถูกฝูงผึ้งเยวี่ยเฟิงไล่กวดสังหาร
เฉียนโซ่วเอ่ยถามสืบไป “หุบเขาดอกเยวี่ยเฟิงตั้งอยู่ที่ใด”
คนทั้งสี่รีบบอกเล่าออกมาในทันที มิกล้าปิดบังอำพรางแม้แต่ครึ่งคำ สีหน้าแฝงไปด้วยความวิตกกังวล หวั่นเกรงว่าพวกหนิงอวี้โจวจะถือสาเอาความกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
แม้จะกล่าวว่าองค์ชายเจ็ดหนิงอวี้โจวมิใช่บุคคลที่น่าหวั่นเกรงอันใด ทว่าราชวงศ์หนิงที่หยัดยืนอยู่เบื้องหลังเขานั้นมิอาจดูแคลนได้เลย หากถูกเขาจดจำความแค้นไว้ในใจ จนไปล่วงเกินราชวงศ์หนิงอันทรงอำนาจ ตระกูลของพวกเขา ย่อมมิอาจปกป้องพวกเขาได้เป็นแน่ มิต้องกล่าวถึงเรื่องที่ในยามนี้ยังมีองครักษ์เฉียนหลินอีกห้าสิบนายยืนตระหง่านอยู่รอบกาย
โชคยังดี หลังจากได้ล่วงรู้สถานที่ตั้งของดอกเยวี่ยเฟิงแล้ว กองกำลังองครักษ์เฉียนหลินก็โอบล้อมอารักขาพวกหนิงอวี้โจวออกเดินทางจากไป ท่าทีมิได้มีเจตนาจะเอาความอันใด
คนทั้งสี่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาเนิ่นนานในที่สุดก็ผ่อนคลายลงเสียที
การที่พวกเขายอมบอกเล่าสถานที่ตั้งของดอกเยวี่ยเฟิงออกตามตรง ย่อมเป็นการกราวขอขมาต่อเรื่องราวในวันวาน ขอเพียงองค์ชายเจ็ดยอมรับน้ำใจนี้ มิผูกใจเจ็บแค้น ย่อมมิตามเอาความอีก บัดนี้เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ผ่านพ้นไปราวสองสามชั่วยาม พวกเขาก็ดำเนินมาถึงหุบเขาอันเป็นที่ตั้งของดอกเยวี่ยเฟิง
ดอกเยวี่ยเฟิงเป็นบุปผาวิญญาณคู่บารมีของผึ้งเยวี่ยเฟิง น้ำหวานจากดอกเยวี่ยเฟิงยิ่งมีกลิ่นหอมหวนและรสชาติหวานล้ำ นับเป็นน้ำผึ้งวิเศษชั้นเลิศ การกลืนกินน้ำผึ้งชนิดนี้มิเพียงช่วยบำรุงผิวพรรณรักษารูปโฉม ยืดอายุขัยให้ยืนยาว ทว่าในบางครายังสามารถช่วยถอนพิษและหนุนส่งการบำเพ็ญเพียรได้อย่างเด่นชัดยิ่งนัก
พวกหนิงอวี้โจวย่อมมุ่งหน้ามาเพื่อเสาะหาน้ำผึ้งเยวี่ยเฟิงเป็นธรรมดา
ภายในหุบเขาอบอวลไปด้วยดอกเยวี่ยเฟิงผลิบาน บุปผาสีเหลืองนวลชูดอกเบียดเสียดเยียดยัดเต็มผืนป่าทั่วทั้งหุบเขา ยามสายลมแผ่วเบาพัดผ่าน กลิ่นหอมหวนของมวลบุปผาก็โชยมาแตะนาสิกชวนให้เคลิบเคลิ้ม
ท่ามกลางดงดอกเยวี่ยเฟิง พอมองเห็นฝูงผึ้งเยวี่ยเฟิงกำลังขะมักเขม้นเก็บน้ำหวานอย่างขยันขันแข็ง
อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้มีคนกลุ่มนั้นบุกรุกเข้ามา จนถูกฝูงผึ้งเยวี่ยเฟิงไล่กวดออกไป ส่งผลให้จำนวนผึ้งเยวี่ยเฟิงที่ยังคงปักหลักเฝ้าหุบเขาแห่งนี้มีมิมากนัก ทว่าฝูงผึ้งเยวี่ยเฟิงที่เหลืออยู่สำหรับพวกเขาแล้วก็ยังคงมีจำนวนมหาศาล การจะบุกเข้าไปเก็บน้ำผึ้งเยวี่ยเฟิงย่อมมิใช่เรื่องง่ายดายเลย
แม้หุบเขาจะกว้างใหญ่ ทว่าก็สามารถทอดสายตามองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รังผึ้งถูกสร้างไว้บนหน้าผาหินแห่งหนึ่งในหุบเขา รังผึ้งอันมหึมานั้นแลดูสะดุดตายิ่งนัก
หนิงอวี้โจวกวาดสายตามอง พลางเอ่ยกำชับเฉียนหนิงอยู่สองสามประโยค จากนั้นจึงปล่อยให้อีกฝ่ายสั่งการให้องครักษ์เฉียนหลินไปจัดเตรียมการ
ทุกคนปักหลักรออยู่เบื้องหน้าหุบเขา องครักษ์เฉียนหลินสองสามนายแฝงกายเข้าไปในหุบเขาอย่างเงียบเชียบ ไปหยุดอยู่ตรงทิศทางต้นลม เปิดขวดหยกสองสามใบ เทผงละอองด้านในออกมา จากนั้นจึงใหองครักษ์เฉียนหลินธาตุลมวาดมือสร้างกระแสลมพัดพาละอองเหล่านั้นให้ลอยล่องเข้าไปในหุบเขา
กลิ่นหอมหวานเจือความเลี่ยนสายหนึ่งถูกกระแสลมพัดพาเข้าสู่หุบเขา
เพียงมินาน ก็พอมองเห็นผึ้งเยวี่ยเฟิงที่กำลังเก็บน้ำหวานอยู่ในหุบเขาเริ่มบินโซเซไปมา ราวกับคนเมาสุรา มิทันไรผึ้งเยวี่ยเฟิงเหล่านั้นก็ร่วงหล่นจากกลางอากาศลงสู่พื้นดิน
เมื่อผึ้งเยวี่ยเฟิงทั้งหมดในหุบเขาถูกสยบลงเรียบร้อยแล้ว องครักษ์เฉียนหลินก็ก้าวเท้าเข้าไปเก็บกวาดน้ำผึ้ง
หนิงอวี้โจวจูงมือเหวินเฉียว ก้าวเข้าสู่หุบเขาไปพร้อมกัน ปล่อยให้นางไปขุดเก็บดอกเยวี่ยเฟิงตามใจชอบ
เห็นได้ชัดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาตระหนักดีแล้วว่าภรรยาตัวน้อยของตนนั้นมีความรักอันลึกซึ้งต่อสมุนไพรวิเศษ ชื่นชอบการเพาะปลูกพฤกษาวิศิษฏ์ ไม่ว่าจะเป็นระดับสูงหรือระดับต่ำล้วนปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ช่างเป็นความชอบที่บริสุทธิ์และฝังลึกในจิตใจยิ่งนัก
เหวินเฉียวมิคาดคิดว่าจะง่ายดายถึงเพียงนี้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคนกลุ่มเมื่อครู่ที่ถูกผึ้งไล่กวดจนสะบักสะบอมแล้ว พวกนางช่างกระทำได้ง่ายดายเกินไป จึงอดมิได้ที่จะเอ่ยถาม
“ผงละอองเมื่อครู่คือสิ่งใดหรือ”
“เป็นโอสถวิเศษที่ปรุงขึ้นเพื่อรับมือกับพวกแมลงอสูรโดยเฉพาะ” หนิงอวี้โจวแย้มสรวลกล่าว
“ขอเพียงสูดดมเข้าไปสักเล็กน้อย ก็จะเกิดอาการมึนเมาดุจผู้บำเพ็ญเพียรดื่มเมรัย ผ่านพ้นไปครึ่งชั่วยามก็จะฟื้นคืนสติดังเดิม แน่นอนว่าสิ่งนี้ใช้ได้ผลกับแมลงอสูรระดับต่ำเท่านั้น หากระดับสูงกว่านี้ ประสิทธิภาพย่อมลดทอนลงไปมาก”
เหวินเฉียวอุทานรับคำในลำคอ ครุ่นคิดในใจว่าองครักษ์เฉียนหลินช่างเตรียมพร้อมมาอย่างครบครันเสียจริง แม้แต่ข้าวของเยี่ยงนี้ก็ยังพกติดตัวมาด้วย ช่างสะดวกสบายยิ่งนัก
จากนั้น นางก็ลงมือขุดดอกเยวี่ยเฟิงต่อ
นางชื่นชอบการขุดสมุนไพรวิเศษกลับไปเพาะปลูกเป็นที่สุด แม้ดอกเยวี่ยเฟิงจะเป็นเพียงสมุนไพรวิเศษระดับสอง ทว่ามันขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว รูปลักษณ์งดงาม ซ้ำยังให้ผลผลิตเป็นน้ำผึ้งรสเลิศ ย่อมต้องขุดกลับไปให้มากหน่อย
องครักษ์เฉียนหลินลงมืออย่างว่องไว ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ก็สามารถเก็บกวาดน้ำผึ้งออกจากรังผึ้งจนหมดสิ้น บรรจุใส่ขวดหยกได้หลายสิบขวด ทั้งยังค้นพบว่าในส่วนลึกของรังผึ้งกลับมีน้ำผึ้งพญานางพญาเคลือบอยู่บางๆ ชั้นหนึ่ง
องครักษ์เฉียนหลินบรรจงเก็บรวบรวมอย่างระมัดระวัง ได้มาหนึ่งขวดพอดี นำมาน้อมถวายให้แก่หนิงอวี้โจว
น้ำผึ้งพญานางพญานั้นหอมหวานและกลมกล่อมยิ่งกว่าน้ำผึ้งทั่วไป ของเหลวข้นเหนียวโปร่งแสงแลดูราวกับไข่มุกหลิวหลีสีทองอร่าม กลิ้งไหลไปมาอย่างเชื่องช้า นับเป็นอาหารเลิศรสและโอสถถอนพิษที่หาได้ยากยิ่ง
หนิงอวี้โจวพินิจดูแล้ว ยื่นส่งให้แก่เหวินเฉียว
“มอบให้ข้าหรือ” เหวินเฉียวตะลึงงันไปเล็กน้อย
หนิงอวี้โจวขานรับคำหนึ่ง “น้ำผึ้งพญานางพญานี้มีคุณภาพยอดเยี่ยม ดื่มน้ำผึ้งพญานางพญาเป็นประจำจะช่วยสะกดการกำเริบของพิษไฟในกายได้”
เมื่อเหวินเฉียวได้ฟังเช่นนั้น ก็มิได้เอ่ยปากปฏิเสธอีก รับมาเก็บไว้แต่โดยดี ช่วงเวลานี้ นางเริ่มคุ้นชินกับการที่สามีคอยหยิบยื่นข้าวของต่างๆ ให้แก่ตนเองเสียแล้ว ข้าวของบางสิ่งมีมูลค่ามหาศาลสุดหยั่งคาด หากเป็นผู้อื่นครอบครอง คงต้องรับไว้ด้วยความหวาดผวาเป็นแน่
ยามนี้นางยังมิมีปัญญาจะตอบแทนเขา ทว่าหาได้เป็นไรไม่ ขอเพียงในภายภาคหน้านางสามารถประคองชีวิตให้อยู่รอดต่อไปได้ ย่อมต้องมีโอกาสตอบแทนคุณเขาในสักวัน
เพิ่งจะเก็บน้ำผึ้งพญานางพญาลงในแหวนมิติกักเก็บ พลันได้ยินเสียงตวาดลั่นขององครักษ์เฉียนหลินที่เฝ้าอยู่เบื้องหน้าหุบเขา
“ผู้ใดบังอาจลอบโจมตี!”
เสียงศาสตราวุธปะทะกันดังกริ๊กๆ ดังระงมมิขาดสาย องครักษ์เฉียนหลินที่ทำหน้าที่ระแวดระวังภัยอยู่หน้าหุบเขาแปรขบวนเป็นค่ายกลป้องกันอย่างง่าย สกัดกั้นอาวุธลับที่พุ่งจู่โจมเข้ามา ทั้งยังบีบให้ผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดต้องเผยตัวออกมา
มิใช่สิ พวกเขาจงใจปรากฏตัวออกมาเองต่างหาก
พวกเหวินเฉียวมองตามสุ้มเสียงไป ก็พบว่าผู้มาเยือนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรบุรุษสามคน
แววตาของเฉียนโซ่วเคร่งขรึมลง กางปีกปกป้องหนิงอวี้โจวและเหวินเฉียวไว้เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ
องครักษ์เฉียนหลินที่อยู่ในหุบเขาก็พากันรวมตัวอย่างรวดเร็ว ปักหลักเผชิญหน้ากับคนทั้งสามที่หน้าหุบเขา
“กิ้งก่ามังกรดำได้กลิ่นอายของน้ำผึ้งพญานางพญา มันชื่นชอบสิ่งนี้ยิ่งนัก” น้ำเสียงบุรุษเพศที่แฝงความอ่อนช้อยสายหนึ่งดังขึ้น
“จงส่งน้ำผึ้งพญานางพญาที่พวกเจ้าเก็บมาให้แก่ข้า มิเช่นนั้นข้าจะสังหารพวกเจ้าให้หมดสิ้นนะ”
ผู้ที่เอ่ยปากคือบุรุษร่างผ่ายผอมซีดเซียวผู้หนึ่ง รูปโฉมผ่ายผอมดูสุภาพเรียบร้อยทว่าหล่อเหลา คมตาคู่นั้นดำมืดสนิททอประกายเย็นยะเยือก ดุจดั่งอสรพิษร้ายที่กบดานอยู่ในเงามืด พร้อมที่จะพุ่งออกมาฉีกทึ้งเหยื่อได้ทุกเมื่อ
ส่วนอีกสองคนที่เหลือ คนหนึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรร่างกำยำใหญ่ยักษ์ในมือถือขวานยักษ์ อีกคนหนึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนแต่งกายด้วยชุดบัณฑิต
คนทั้งสามยืนหยัดเคียงข้างกัน ท่าทางผ่อนคลายตามสบาย หาได้เห็นองครักษ์เฉียนหลินทั้งห้าสิบนายในหุบเขาอยู่ในสายตาไม่
องครักษ์เฉียนหลินมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด สีหน้าไร้ความรู้สึกปักหลักเฝ้าหน้าหุบเขา รอคอยคำสั่งจากผู้เป็นนาย
บุรุษผู้สุภาพเรียบร้อยคนนั้นเมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของคนกลุ่มนี้ ก็พลันหลุดหัวเราะออกมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พวกเจ้าผู้บำเพ็ญเพียรแห่งตงหลิง ช่างเป็นพวกชอบดื่มสุราจับไข้มิตอบรับน้ำใจเสียจริง มีศักดิ์ศรีดียิ่งนัก”
ปฏิกิริยาของหนิงอวี้โจวและเหวินเฉียวหาได้เชื่องช้าไม่ ยามเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ก็ประจักษ์แจ้งในทันทีว่าคนทั้งสามนี้มิใช่ผู้บำเพ็ญเพียรของแคว้นตงหลิง
ยิ่งพิจารณาจากท่าทีที่คิดจะปล้นชิงน้ำผึ้งพญานางพญาแล้ว ผู้มาเยือนย่อมมิหวังดี มิล่วงรู้ว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกบดขยี้กะโหลกศีรษะจนสิ้นชีพกลางทุ่งราบก่อนหน้านี้ จะเป็นฝีมือของพวกเขาหรือไม่
ในตอนนั้นเอง บุรุษวัยกลางคนในชุดบัณฑิตก็เอ่ยปาก “สวีจิ่วซิ่ว อย่ามัวเอ่ยจาเหลวไหล รีบลงมือเถิด พวกเรายังต้องเร่งเดินทาง”
บุรุษผู้มีน้ำเสียงอ่อนช้อยนามว่าสวีจิ่วซิ่วแสดงสีหน้ามิพอใจเล็กน้อย ทว่าก็รู้ความหนักเบา ทำได้เพียงเอ่ยอย่างแกนๆ
“ก็ได้ ในเมื่อคนในที่นี้มีมิใช่น้อย เช่นนั้นก็ปล่อยให้กิ้งก่ามังกรดำของข้าได้อิ่มหนำสำราญสักมื้อเถิด”
กล่าวจบ ก็ตบถุงสัตว์อสูรคราหนึ่ง กิ้งก่ามังกรดำตัวมหึมาพลันปรากฏกายขึ้นที่หน้าหุบเขา มันอ้าปากกว้างแยกเขี้ยวอันแหลมคมพุ่งเข้าใส่รุกรบองครักษ์เฉียนหลินเสียงดังกึกก้อง
ภายในใจขององครักษ์เฉียนหลินพลันเคร่งขรึมลง มิคาดคิดว่าเป็นถึงกิ้งก่ามังกรดำระดับเจ็ด โชคยังดีที่เป็นเพียงกิ้งก่ามังกรดำที่ยังมิโตเต็มวัย องครักษ์เฉียนหลินใช้เรือนร่างแปรเปลี่ยนเป็นค่ายกล ค่ายกลพลิกผันแปรเปลี่ยนสุดหยั่งคาด จึงยังพอมีเรี่ยวแรงต้านทานไว้ได้บ้าง
ในยามที่องครักษ์เฉียนหลินสกัดกั้นการโจมตีของกิ้งก่ามังกรดำไว้ได้สองสามครา คนทั้งสามที่อยู่มิไกลก็บังเกิดความประหลาดใจเล็กน้อย
“เป็นค่ายกลมนุษย์ ค่ายกลประสานที่ประณีตลึกล้ำยิ่งนัก”
บุรุษวัยกลางคนเอ่ยชื่นชม มิคาดคิดเลยว่าแว่นแคว้นอันห่างไกลความเจริญและล้าหลังเยี่ยงนี้ จะสามารถฝึกปรือค่ายกลมนุษย์อันทรงพลังถึงเพียงนี้ออกมาได้
สวีจิ่วซิ่วเมื่อเห็นกิ้งก่ามังกรดำถูกสกัดกั้นไว้ได้หลายครา สีหน้าก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่
เขาล้วงขลุ่ยกระดูกที่ขาวเนียนดุจหยกออกมาจรดริมฝีปาก คลื่นเสียงประหลาดสายหนึ่งพลันดังแว่วขึ้น กิ้งก่ามังกรดำบังเกิดอาการบ้าคลั่ง อนุภาพทำลายล้างทวีคูณ
หนิงอวี้โจวจ้อยมองเหตุการณ์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ยามเห็นกิ้งก่ามังกรดำกำลังจะทลายปราการป้องกันขององครักษ์เฉียนหลินเข้าไป ก็เอ่ยกับเฉียนโซ่วเสียงเรียบ
“ลงมือเสีย ขอเพียงมิสิ้นใจก็พอ”
เฉียนโซ่วรับคำสั่ง สองมือประสานอิน เงาร่างค่อยๆ พลันเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เหวินเฉียวตื่นตระหนกตกใจ ทว่าในเวลาอันรวดเร็วนางก็พบว่า เฉียนโซ่วมิได้หายตัวไปอย่างแท้จริง แต่อาศัยสภาพแวดล้อมรอบตัวในการอำพรางตนเอง
นี่คือวิชาเร้นกายอันสูงส่งล้ำเลิศ อาศัยการหลอมรวมเข้ากับสภาพแวดล้อม พลิกแพลงได้นานัปการ หากมิใช่เพราะนางปลุกพลังครึ่งอสูรให้ตื่นขึ้นมา มีจิตผูกพันกับพฤกษาวิเศษมาแต่กำเนิด เกิดการสอดประสานสะท้อนกลับกับพฤกษารอบกาย ย่อมมิอาจสัมผัสถึงกลิ่นอายของเขาได้เลย
คนทั้งสามที่อยู่นอกหุบเขาก็สังเกตเห็นว่าเฉียนโซ่วหายตัวไปเช่นกัน ภายในใจบังเกิดความตื่นตระหนกเล็กน้อย
แม้พวกเขาจะปล่อยให้กิ้งก่ามังกรดำเป็นฝ่ายโจมตี ทว่าสายตาก็จับจ้องสถานการณ์ในหุบเขาอยู่ตลอดเวลา ยามพบเห็นว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นมีผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังบำเพ็ญเพียรลึกล้ำสุดหยั่งคาดอยู่ผู้หนึ่ง ก็คอยระแวดระวังเขาอยู่เนืองๆ พลันพบว่าผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยต่อหน้าต่อตา คนทั้งสามจึงทวีความตื่นตัวระวังภัยขึ้นมาทันที
กิ้งก่ามังกรดำจู่โจมเข้ามาอีกครา หางอันทรงพลังสะบัดฟาด ศิลาผาแตกทลาย พฤกษาปลิวว่อน ในที่สุดก็สามารถทลายการป้องกันขององครักษ์เฉียนหลินลงได้
ในยามที่กิ้งก่ามังกรดำอ้าปากกว้าง ยื่นศีรษะเข้ามาหมายจะกัดกินองครักษ์เฉียนหลินที่ค่ายกลแตกพ่ายให้มอดม้วย พลันปรากฏประกายกระบี่อันดุดันสายหนึ่งวาดผ่าน กิ้งก่ามังกรดำส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาคราหนึ่ง บริเวณกระดูกสันหลังลากยาวไปถึงหน้าท้องฝั่งซ้ายปรากฏรอยกระบี่สายหนึ่ง เกล็ดสีดำอันแข็งแกร่งแตกกระจาย โลหิตพุ่งทะลักออกมา
กิ้งก่ามังกรดำได้รับบาดเจ็บ มันร้องคำรามโหยหวน พุ่งชนทำลายล้างอย่างบ้าคลั่ง
องครักษ์เฉียนหลินมีระเบียบวินัยเคร่งครัด คุ้นเคยกับรูปแบบการต่อสู้ของกันและกันเป็นอย่างดี ยามเห็นกิ้งก่ามังกรดำบาดเจ็บ ก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของหัวหน้าตน จึงรีบถอยฉากแยกย้ายหลบหนี มิเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตราย
สู้มิไหวก็ถอยร่น การต่อสู้ขององครักษ์เฉียนหลินเน้นการรักษาชีวิต มิฝืนทนต่อสู้อย่างโง่เขลา
สวีจิ่วซิ่วเมื่อเห็นกิ้งก่ามังกรดำบาดเจ็บ ก็โกรธขึ้งถึงขีดสุด ใบหน้าที่ซีดเซียวปรากฏริ้วรอยแดงก่ำดูประหลาด น้ำเสียงอ่อนช้อยแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นอำมหิต
“พวกเจ้าบังอาจทำร้ายของรักของข้า ข้าจะสังหารพวกเจ้าเอาเนื้อไปสับเลี้ยงกิ้งก่ามังกร...”
เหวินเฉียวเห็นสวีจิ่วซิ่วซัดกระบี่คู่ออกมา พุ่งจู่โจมเข้ามาในหุบเขา รังสีอำฆาตดุดันดุจศาสตราคม นางรีบคว้ามือสามีของตนไว้แน่น หากสถานการณ์มิสู้ดี จะได้พากันหลบหนีไปในทันที
หนิงอวี้โจวยังคงเยือกเย็นมั่นคงยิ่งนัก เขาเหลือบมองท่อนแขนที่ถูกนางเกาะกุมไว้ พลางขยับกายเข้าใกล้ชิดนางอีกเสี้ยวหนึ่ง ราวกับปรารถนาให้นางคลายความกังวล
การโจมตีของสวีจิ่วซิ่วถูกเฉียนโซ่วสกัดกั้นไว้ได้ วิชาเร้นกายของเฉียนโซ่วก็ถูกทำลายลงเช่นกัน
ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสองเข้าห้ำหั่นตะลุมบอนกันที่หน้าหุบเขา องครักษ์เฉียนหลินต่างพากันล่าถอย ปักหลักคุ้มกันอยู่ข้างกายหนิงอวี้โจวและเหวินเฉียว
หลังจากเข้าปะทะกันได้ครู่หนึ่ง สวีจิ่วซิ่วก็พบว่าผู้บำเพ็ญเพียรแห่งแคว้นตงหลิงผู้นี้มีพลังบำเพ็ญเพียรทัดเทียมกับตน การจะปลิดชีพอีกฝ่ายในระยะเวลาสั้นๆ ย่อมเป็นไปมิได้เลย ทว่าเขาก็มิปรารถนาจะปล่อยคนที่บังอาจทำร้ายกิ้งก่ามังกรของตนให้ลอยนวลไป จึงตวาดลั่นในทันที
“พวกเจ้าสองคนยังมิรีบลงมืออีกหรือ”
บัณฑิตวัยกลางคนและบุรุษร่างกำยำยังคงปักหลักนิ่งเฉยอยู่ตรงนั้น เอ่ยตอบด้วยท่าทีเฉยเมย
“นี่คือธุระของเจ้า”
ในเมื่อสวีจิ่วซิ่วปรารถนาจะไปแย่งชิงน้ำผึ้งพญานางพญาของผู้อื่น ย่อมต้องลงมือกระทำด้วยตนเอง พวกเขาหามีความตั้งใจจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือไม่
สวีจิ่วซิ่วมีหรือจะไม่ล่วงรู้ถึงความครุ่นคิดของคนทั้งสอง ภายในใจโกรธขึ้งจนแทบกระอักเลือดตาย
เหวินเฉียวเมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ กลับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ผู้บำเพ็ญเพียรจากภายนอกทั้งสามคนนี้มีพลังบำเพ็ญเพียรลึกล้ำสุดหยั่งคาด หากทั้งสามคนลงมือพร้อมกัน ผนวกกับกิ้งก่ามังกรอีกหนึ่งตัว เฉียนโซ่วย่อมมิใช่คู่ต่อสู้เป็นแน่ ทว่ายามนี้มีเพียงสวีจิ่วซิ่วผู้เดียว หากสามารถจัดการสวีจิ่วซิ่วลงได้ก่อน...
เหวินเฉียวระดมขบคิดหาหนทางหลบหนีอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของนางเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง นางมิอยากเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ทั้งที่เพิ่งจะมองเห็นประกายความหวังไรๆ ทว่ายังมิทันที่นางจะคิดอ่านสิ่งใดออก ก็สัมผัสได้ว่าปลายนิ้วของหนิงอวี้โจวเขี่ยเบาๆ ที่กลางฝ่ามือของนาง บังเกิดความรู้สึกคันยิบๆ ปลายนิ้วของนางจึงอดมิได้ที่จะหดเกร็งเข้าหากัน
เหวินเฉียวหมุนหน้าไปมองหนิงอวี้โจว พบว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเยี่ยงนี้ เขากลับยังมีอารมณ์สุนทรีย์ส่งยิ้มมาให้นาง ท่าทางช่างดูสุภาพเรียบร้อยและสง่างามยิ่งนัก
นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง กำลังจะปริปากเอ่ยคำ พลันบนท้องนภาแดนไกลก็บังเกิดแสงเรืองรองสายหนึ่งสว่างวาบขึ้น แสงเรืองรองนั้นเจิดจ้าบาดตาเสียจนบีบบังคับให้ทุกผู้คนต้องหลับตาลงโดยมิอาจต้านทานได้