- หน้าแรก
- สามีข้าคือว่าที่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 8 หารือการแต่งงาน
บทที่ 8 หารือการแต่งงาน
บทที่ 8 หารือการแต่งงาน
ครั้นกลับมาถึงเรือนจี๋สุ่ย เหลียนเยวี่ยที่อัดอั้นมาตลอดทางก็มิอาจข่มกลั้นใจได้อีกต่อไป นางรีบเปิดปากเอ่ยขึ้นทันที
“คุณหนู องค์ชายเจ็ดช่างเป็นคนดีเหลือเกินเจ้าค่ะ เป็นจริงดังคำเล่าลือทุกประเด็น รูปโฉมงดงามเหนือสามัญ ยากนักจะมีบุรุษในใต้หล้าเทียบเคียงได้ ได้ยินมาว่ากระทั่งองค์ชายสามยามอยู่ต่อหน้าเขายังต้องหมองแสงลงไปหลายส่วน หากมิใช่เพราะองค์ชายเจ็ดไม่สามารถฝึกฝนบำเพ็ญเพียรได้ละก็...”
กล่าวถึงตรงนี้ เหลียนเยวี่ยก็ลอบปรายตามองเหวินเฉียวอย่างระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าผู้เป็นนายจะบังเกิดความขุ่นข้องหมองใจ
หลายวันมานี้ เหลียนเยวี่ยเองก็สัมผัสได้ถึงท่าทีของตระกูลเหวินที่มีต่อเรือนจี๋สุ่ยที่แปรเปลี่ยนไป แน่นอนว่าผู้ที่มุ่งมั่นฝักใฝ่ในมรรคผลอันยิ่งใหญ่ย่อมมิได้นำเรื่องสัญญาหมั้นหมายมาใส่ใจ ทั้งยังมิยอมให้สิ่งของทางโลกเหล่านี้มาแผ้วพานจิตใจ ทว่าบนโลกใบนี้กลับมีปุถุชนคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อยู่เป็นจำนวนมาก พวกรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนไม่เอาไหน มักจะลุ่มหลงในความเพลิดเพลินเจริญใจ และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้าเป็นที่สุด
พวกเขาย่อมกระจ่างแจ้งดีว่าเมื่อมีการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้น เหวินเฉียวไม่เพียงแต่จะไม่ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกฝนบำเพ็ญเพียร ซ้ำยังไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนางอีกด้วย หาไม่แล้วย่อมเท่ากับเป็นการหักหน้าตระกูลหนิง ทว่านอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังมีสิ่งใดอีกเล่า ขอเพียงเป็นผู้ที่มีความทะยานอยากอยู่บ้างย่อมไม่มีทางริษยา มีผู้ใดบ้างที่ยินดีจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับปุถุชนที่ไม่อาจฝึกฝนเพื่อผ่านพ้นวันเวลาอันสั้นกุดเพียงไม่กี่สิบปีกัน
เหวินเฉียวปรายตามองนางคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “องค์ชายเจ็ดก็ดีมากทีเดียว”
เหลียนเยวี่ยลอบระบายลมหายใจยาวในอก พลางแย้มยิ้ม “บ่าวเฝ้ามองดูเมื่อครู่ ก็รู้สึกว่าเขาดีมากจริงๆ เจ้าค่ะ จริงด้วย เขาถึงกับมอบของขวัญให้คุณหนูด้วย สิ่งนั้นคืออันใดหรือเจ้าค่ะ”
เหวินเฉียวประคองกล่องหยกขาวไว้ในอ้อมอก ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องนอน นั่งลงบนตั่งยาวข้างหน้าต่าง ก่อนจะเปิดกล่องหยกออก
เหลียนเยวี่ยยื่นศีรษะเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทว่ากลับต้องแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังระคนสงสัย “นี่คือสิ่งใดกันเจ้าค่ะ ดูคล้ายกับเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ใบหญ้าเลยเจ้าค่ะ”
“เมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิเศษระดับเจ็ด” เหวินเฉียวเอ่ย ยิ้มมุมปากบางเบา บ่งบอกว่ายามนี้อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง
เหลียนเยวี่ยยกมือขึ้นเกาขมับ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่ง เหตุใดคุณหนูจึงมีความปีติยินดีถึงเพียงนี้ หากเป็นสมุนไพรวิเศษระดับเจ็ดที่เจริญเติบโตเต็มต้นแล้วสิ จึงจะคู่ควรแก่ความยินดี องค์ชายเจ็ดผู้นี้ก็ช่างแปลกประหลาดนัก ถึงกับส่งเมล็ดพันธุ์มาให้คุณหนู คงมิใช่เพราะได้ยินข่าวลือภายนอก จึงทึกทักไปเองว่าคุณหนูของนางมีความชื่นชอบในการปลูกหญ้าหรอกนะ
เมื่อขบคิดมาถึงตรงนี้ เหลียนเยวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองกระถางต้นไม้ปราณวิญญาณไม่กี่ใบตรงขอบหน้าต่าง พบว่าพวกมันยังคงเจริญงอกงามเขียวชอุ่ม พลังชีวิตอันเปี่ยมล้นปานนั้น หากจะบอกว่าพวกมันมิใช่วัชพืชจะมีผู้ใดเชื่อกัน
หากมิใช่เพราะคุณหนูของตนเป็นผู้เพาะเลี้ยงมากับมือ เหลียนเยวี่ยก็คงคิดว่าคุณหนูมีรสนิยมประหลาดในการปลูกวัชพืชเป็นแน่
เหวินเฉียวหยิบเมล็ดพันธุ์เมล็ดนั้นขึ้นมาพินิจพิจารณาอย่างทะนุถนอมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการ “ไปหากระถางต้นไม้มาให้ข้าสักใบ”
เหลียนเยวี่ยขานรับคำหนึ่ง รีบกุลีกุจอไปเสาะหากระถางต้นไม้มาให้
หลังจากหากระถางต้นไม้มาได้แล้ว เหลียนเยวี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “คุณหนู จะให้บ่าวไปเอาดินวิเศษจากสวนสมุนไพรวิเศษมาสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”
เหวินเฉียวส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ต้อง”
จากนั้นนางก็สั่งการให้เหลียนเยวี่ยน้ากระถางต้นไม้ปราณวิญญาณทั้งห้าใบตรงขอบหน้าต่างย้ายไปไว้ที่ใต้กำแพงนอกหน้าต่าง ยามที่เห็นระบบรากของพวกมันชอนไชจนเกือบจะทำให้กระถางแตกสลาย ซ้ำยังเจริญงอกงามจนเกินไป นางจึงตัดสินใจย้ายพวกมันลงปลูกในดินใต้โคนกำแพงโดยตรง เพื่อปล่อยให้พวกมันเติบโตอย่างอิสระเสรี
เหลียนเยวี่ยลงมือทำงานพลางปรายสายตามองลานเรือน พลางพร่ำบ่นพึมพำ “ช่วงนี้ต้นไม้ใบหญ้าในเรือนของเราดูมีชีวิตชีวาเหลือเกินเจ้าค่ะ ขนาดสวนฉางชุนยังเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่นี่เลย หรือว่าฮวงจุ้ยของเรือนจี๋สุ่ยจะแปรเปลี่ยนเป็นดีขึ้นแล้วเจ้าคะ”
เหวินเฉียวนั่งอยู่ด้านข้าง ค่อยๆ เติมดินลงในกระถางต้นไม้ ยามที่ได้ยินคำกล่าวนี้ นางก็เหลือบสายตามองลานเรือนคราหนึ่ง
สำหรับปุถุชนคนธรรมดา เรื่องราวของฮวงจุ้ยเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงทว่าเลือนลาง ลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก ทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับความรู้ทั่วไป คำว่าฮวงจุ้ย แท้จริงแล้วก็มีความเกี่ยวโยงกับเบญจธาตุ เป็นการรวมตัวกันของปราณวิญญาณฟ้าดินเพื่อก่อเกิดความอุดมสมบูรณ์หรือความเลวร้าย ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับการจัดวางตำแหน่งของเบญจธาตุทั้งสิ้น
เรือนจี๋สุ่ยตั้งอยู่ในทำเลที่ห่างไกลยิ่ง ไม่นับว่าดีและไม่นับว่าแย่ ปราณวิญญาณย่อมมิได้อุดมสมบูรณ์อันใด
ทว่าความจริงเป็นเพราะในทุกวี่วันยามที่นางใช้พลังปราณวิญญาณอันน้อยนิดในร่างกายเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชปราณวิญญาณ มีพลังเล็ดลอดออกไปเพียงเศษเสี้ยว ต้นไม้ธรรมดาสามัญในเรือนได้รับอานิสงส์ไปบ้าง ย่อมต้องเจริญงอกงามเป็นธรรมดา แม้พวกมันจะตอบแทนด้วยการมอบปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้คืนแก่นาง ทว่าก็ยังคงอยู่ในสภาพที่เปี่ยมล้นอยู่ดี
หลังจากฝังเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิเศษระดับเจ็ดเมล็ดนั้นลงในดิน เหวินเฉียวก็รดน้ำให้มันเล็กน้อย แล้วจึงนำไปจัดวางไว้ตรงขอบหน้าต่าง
เหลียนเยวี่ยย้ายพืชปราณวิญญาณเหล่านั้นเสร็จสิ้นพอดี ยามเห็นเหวินเฉียวนั่งอยู่ข้างหน้าต่างพลางจับจ้องกระถางต้นไม้ตรงขอบหน้าต่างไม่วางตา นางก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดน่ามองนักหนา
ในค่ำคืนนั้น เหวินเฉียวผลักบานหน้าต่างออก
ค่ำคืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญอีกครา ท่ามกลางท้องนภาอันมืดมิด ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่กลางหาว แสงจันทร์สาดส่องดั่งสายน้ำหลั่งไหลรินลงมา
เหวินเฉียวนั่งขัดสมาธิ อาบไล้แสงจันทร์ ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรอยู่ครึ่งค่อนคืน รอจนกระทั่งภายในร่างกายสะสมพลังปราณวิญญาณไว้ได้บ้างแล้ว นางจึงค่อยๆ ส่งผ่านพลังปราณวิญญาณอันน้อยนิดนั้นเข้าสู่เมล็ดพันธุ์ในกระถางต้นไม้อย่างระมัดระวัง
เส้นลมปราณของนางอ่อนแอและเปราะบางกว่าผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ มาแต่กำเนิด ในแต่ละคราจึงไม่อาจดูดซับพลังปราณวิญญาณได้มากนัก หากเกินขีดจำกัดจะทำให้เส้นลมปราณบวมเป่งและเจ็บปวด หากรุนแรงอาจทำให้เส้นลมปราณขาดสะบั้นลงได้ หลายปีมานี้นางได้ค้นพบขีดจำกัดของตนเองแล้ว ขอเพียงไม่เกินขีดจำกัดนั้น แม้เส้นลมปราณจะบวมเป่งและเจ็บปวด ทว่าย่อมไม่ขาดสะบั้นจนมีเลือดหลั่งไหลออกมา
ด้วยเหตุนี้ พลังปราณวิญญาณที่สามารถดูดซับได้จึงมีไม่มาก ระดับพลังจึงย่ำอยู่กับที่ไม่มีความก้าวหน้า เอาแต่เวียนวนอยู่เพียงขอบเขตเบิกปราณขั้นกลางมาโดยตลอด ไม่ต่างอะไรกับคนไร้ค่าคนหนึ่ง
จนกระทั่งพลังปราณวิญญาณในร่างกายถูกสูบจนแห้งเหือด เมล็ดพันธุ์ในกระถางต้นไม้ก็ยังคงไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ
เหวินเฉียวมิได้รู้สึกประหลาดใจ พลังชีวิตของเมล็ดพันธุ์เมล็ดนี้เปี่ยมล้นเป็นอย่างยิ่ง หากปรารถนาจะเร่งให้มันแตกหน่อแตกใบ ย่อมต้องใช้พลังปราณวิญญาณมหาศาล ด้วยสภาพร่างกายของนางในยามนี้ ย่อมไม่อาจจัดหาพลังปราณวิญญาณที่เพียงพอต่อความต้องการในการหยั่งรากแตกหน่อของมันได้
ยามที่เมล็ดพันธุ์ไม่อาจหยั่งรากแตกหน่อและเจริญเติบโต ย่อมไม่อาจตอบแทนด้วยการมอบปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้คืนแก่นางได้ มีแต่จ่ายออกไม่มีรับเข้า ทำให้ร่างกายที่เดิมทีก็อ่อนแอเหลือทนของเหวินเฉียวเริ่มจะรับมือไม่ไหวอยู่บ้าง
นางปาดเหงื่อเย็น พยายามฝืนทนตั้งจิตนั่งสมาธิต่อไป จนกระทั่งพลังปราณวิญญาณในร่างกายสะสมกลับมาจนเต็มเปี่ยม แสงรำไรยามรุ่งอรุณก็ปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้าแล้ว
เหวินเฉียวผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าบนร่าง คลานกลับขึ้นเตียงด้วยความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียอย่างถึงที่สุด เพียงไม่นานก็หลับสนิทไป
ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา เหวินเฉียวลอบคิดในใจว่า คราวหน้าจะเอาแต่ใส่ใจเมล็ดพันธุ์เมล็ดนี้เพียงอย่างเดียวมิได้ จำต้องแบ่งพลังไปเร่งการเจริญเติบโตของพืชพรรณชนิดอื่นบ้าง เพื่อดูดซับปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้มาบำรุงรักษาร่างกายของตนเอง
คล้ายกับเพิ่งจะนอนหลับไปได้เพียงครู่เดียว เหวินเฉียวก็ถูกเหลียนเยวี่ยปลุกให้ตื่นขึ้น
“มีเรื่องอันใดหรือ” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ใบหน้าเจือแววเขียวคล้ำเล็กน้อย ท่าทางราวกับลมหายใจรวยริน
เหลียนเยวี่ยมองนางด้วยความห่วงใย คิดว่านางล้มป่วยลงไปอีกครา ภายในใจบังเกิดความตื่นตระหนก ลนลาน เอ่ยเสียงเบา “คนจากในวังหลวงมาเจ้าค่ะ บอกว่าปรารถนาจะหารือเรื่องกำหนดการแต่งงานของคุณหนูกับองค์ชายเจ็ด ผู้นำตระกูลจึงเชิญคุณหนูไปที่เรือนหน้าเจ้าค่ะ”
เหวินเฉียวส่งเสียงรับคำคราหนึ่ง แพขนตายาวงอนหนาทึบสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะลืมตากระจ่างใสคู่นั้นขึ้น นางยื่นมือออกไปหาสาวใช้ที่อยู่ข้างเตียง “มาปรนนิบัติข้าผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด”
เหลียนเยวี่ยประคองนางลุกขึ้นจากเตียง หยิบเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านที่เตรียมไว้ด้านข้างมาปรนนิบัตินางสวมใส่
หลังจากแต่งกายเสร็จสรรพเรียบร้อย เหวินเฉียวก็จิบน้ำชาอุ่นไปหนึ่งจอก จิตวิญญาณแจ่มใสขึ้นมามาก จากนั้นจึงค่อยก้าวเท้าไปที่เรือนหน้า
ภายในโถงบุปผา เหวินจ้งชิงและภรรยากำลังนั่งอยู่ร่วมกับคนที่ราชวงศ์หนิงจัดส่งมา เพื่อหารือเรื่องการแต่งงานของบุตรธิดาทั้งสองตระกูล
ในครานี้ผู้ที่ราชวงศ์หนิงจัดส่งมาหารือเรื่องการแต่งงานคือผู้อาวุโสท่านหนึ่งของตระกูลหนิง นามว่าหนิงฮว่าหยวน เขามีระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตหยวนหลิงหรือขอบเขตวิญญาณ ตามปกติมักจะเก็บตัวฝึกฝนอยู่ภายในเขตพื้นที่ของตระกูลหนิง ยากนักจะปรากฏตัวต่อสายตาชาวโลก
เหวินจ้งชิงเดิมทีคิดว่าต่อให้ราชวงศ์หนิงจะให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้ ทว่าก็คงมีเพียงจักรพรรดิเฉิงเฮ่าที่ใส่ใจ อย่างมากที่สุดก็คงจัดส่งผู้ใหญ่ของตระกูลหนิงที่มีรุ่นราวคราวเดียวกับจักรพรรดิเฉิงเฮ่ามาสักคน ผู้ใดจะคาดคิดว่าจะจัดส่งผู้อาวุโสขอบเขตหยวนหลิงหรือขอบเขตวิญญาณที่ทำหน้าที่พิทักษ์ตระกูลหนิงมาด้วยตนเองเช่นนี้
เหวินจ้งชิงมีระดับพลังเพียงขอบเขตหยวน明境หรือขอบเขตจรัสแสง ยามอยู่ต่อหน้าผู้มีพลังอาวุโสขอบเขตหยวนหลิงย่อมต้องตัวลีบเล็กลงไปหลายส่วน มีท่าทีนอบน้อมยำเกรงเป็นล้นพ้น
ชั่วขณะนั้น เหวินจ้งชิงเองก็ไม่อาจคาดเดาถึงเจตนาของตระกูลหนิงที่มีต่อการแต่งงานครั้งนี้ได้กระจ่างแจ้ง
ยามที่เหวินเฉียวเดินทางมาถึง คนของทั้งสองตระกูลก็ได้กำหนดวันแต่งงานไว้เสร็จสรรพแล้ว เหลือเพียงเอ่ยถามความสมัครใจของเจ้าตัวเท่านั้น
“อาฉัวมาแล้วหรือ” เหวินจ้งชิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงค่อนข้างห่างเหิน สายตาที่ทอดมองตรงมาที่ร่างของนางแฝงเร้นไปด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง
หลานสาวที่แต่ก่อนเป็นดั่งคนไร้ตัวตน นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้รับความสำคัญจากตระกูลหนิงถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะรู้ดีว่าเหวินเฉียวเป็นเพียงคนป่วยอายุสั้นที่จะอยู่ไม่พ้นวัยยี่สิบปี เขาก็คงคิดว่าตระกูลหนิงมีแผนการชั่วร้ายอันใดแอบแฝงอยู่เป็นแน่
ฮูหยินรองกลับมีท่าทีกระตือรือร้นยิ่งนัก ยามที่เหวินเฉียวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า นางก็คว้ามือของนางมาจับไว้ พลางเอ่ยกับคนของตระกูลหนิงว่า “นี่คือคุณหนูสามแห่งตระกูลเหวินของเรา นามว่าเหวินเฉียว อาฉัว ท่านผู่นี้คือผู้อาวุโสหนิงฮว่าหยวนแห่งตระกูลหนิง”
เหวินเฉียวไม่อาจหยั่งรู้ระดับพลังของหนิงฮว่าหยวนได้ ทว่านางสามารถรับรู้ได้จากแรงกดดันและท่วงท่าสง่างามที่เขาจงใจสะกดข่มไว้ ตลอดจนปฏิกิริยาตอบรับของเหวินจ้งชิงและภรรยา ว่าระดับพลังย่อมต้องสูงส่งยิ่งนัก กระทั่งผู้นำตระกูลเหวินเช่นเหวินจ้งชิงก็ยังทำได้เพียงนอบน้อมยกย่องเขาไว้เหนือหัว
นางก้าวเข้าไปคารวะเขาอย่างนอบน้อมคราหนึ่ง
หนิงฮว่าหยวนเป็นบุรุษวัยกลางคนรูปงามที่มีเคราเงางามหมดจด ใบหน้าดูหมดจดคมคาย ดวงตาทั้งสองข้างแฝงเร้นไปด้วยประกายอันเฉียบคมทว่าเปี่ยมพลัง สีหน้าท่าทางนับว่าอ่อนโยนละมุนละไม เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คุณหนูเหวินมิต้องมากพิธี วันนี้ข้ามาก็เพื่อร่วมหารือเรื่องกำหนดการแต่งงานของอวี้โจวและเจ้ากับคนตระกูลเหวิน”
เหวินเฉียวส่งเสียงรับคำคราหนึ่ง นั่งลงด้านข้างอย่างสงบเสงี่ยม บนใบหน้ามิได้มีร่องรอยความขัดเขินของดรุณีแรกรุ่นให้เห็นแม้แต่น้อย
หนิงฮว่าหยวนลอบสำรวจเหวินเฉียว รูปโฉมงดงามสะคราญโฉมหมดจดไร้ที่ติ นับเป็นสตรีเลอโฉมที่ยากจะพบพานได้อย่างแท้จริง ทว่าร่างกายกลับบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ลมหายใจรวยริน ระดับพลังเป็นเพียงขอบเขตเบิกปราณขั้นกลางเท่านั้น ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรที่มีระดับพลังเช่นเขา สิ่งนี้นับว่าไร้ค่ามิคุ้มค่าให้เอ่ยถึงอย่างแท้จริง
ในอดีตสองสามีภรรยาเหวินป๋อชิงเป็นบุคคลที่โดดเด่นล้ำเลิศปานใด ผู้ใดจะคาดคิดว่าบุตรีเพียงคนเดียวของพวกกลับกลายเป็นคนป่วยขี้โรค ซ้ำหนทางการบำเพ็ญเพียรก็ยังถูกตัดขาดสิ้นลงอีกด้วย
ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน...
ในใจของหนิงฮว่าหยวนลอบทอดถอนใจด้วยความเสียดาย ทว่าเบื้องหน้ากลับมิได้แสดงอาการออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย เขาเอ่ยถามเหวินเฉียวว่า “กำหนดการแต่งงานถูกตั้งไว้ในวันที่สามของเดือนหน้า คุณหนูเหวินเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่”
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรและโลกโลกีย์มีความแตกต่างกัน เชิดชูผู้แข็งแกร่งเป็นสำคัญ กฎระเบียบประเพณีมิได้เข้มงวดกวดขันนัก ส่วนมากมักไม่ถือสาเรื่องพิธีรีตองอันไร้ประโยชน์ การตกลงปลงใจแต่งงานกัน โดยทั่วไปมักขึ้นอยู่กับความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย หรือเป็นเพราะส่งผลดีต่อการบำเพ็ญเพียรจึงตกลงปลงใจร่วมคู่กัน แม้จะกล่าวว่าการแต่งงานระหว่างเหวินเฉียวและองค์ชายเจ็ดจะไม่เกี่ยวข้องโยงกับการบำเพ็ญเพียร ทว่าเมื่ออาศัยอยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ย่อมไม่ถือสาเรื่องประเพณีหยุมหยิมมหาศาล ด้วยเหตุนี้ ในเรื่องการแต่งงาน จึงต้องเอ่ยถามความเห็นของเจ้าตัวด้วยเช่นกัน
เหวินเฉียวเอ่ยตอบอย่างสงบ “ผู้น้อยไม่มีความเห็นใดๆ เพคะ”
เมื่อได้ฟังคำกล่าว หนิงฮว่าหยวนและเหวินจ้งชิงพร้อมภรรยาต่างก็ระบายรอยยิ้มบนใบหน้า เห็นได้ชัดว่ามีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เหวินเฉียวยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างสงบเสงี่ยม รับฟังพวกเขาร่วมหารือเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีมงคลสมรส ปิดปากส่งเสียงไอแผ่วเบาเป็นบางครา
ยามที่ได้ยินนางส่งเสียงไอ หนิงฮว่าหยวนก็เบนสายตามามอง พลางเอ่ยปาก “หากคุณหนูเหวินรู้สึกไม่สบายกาย ก็อย่าฝืนทนเลย”
ในใจของเหวินจ้งชิงและภรรยาก็ตื่นตระหนกขึ้นมาเช่นกัน
หลานสาวผู้นี้มีร่างกายอ่อนแออมโรค ซ้ำยังอาจจะมีชีวิตอยู่ไม่พ้นวัยยี่สิบปี ความจริงแล้วการที่นางสามารถมีชีวิตรอดมาจนถึงวัยปักปิ่นได้ พวกเขาก็รู้สึกประหลาดใจมากพออยู่แล้ว ยามนี้ยังเกิดสัญญาหมั้นหมายกับราชวงศ์หนิงขึ้นมาอีก พวกเขาไม่ปรารถนาจะให้นางด่วนสิ้นชีพไปก่อนที่จะได้แต่งงานออกไป หาไม่แล้วย่อมเท่ากับเป็นการตบหน้าตระกูลหนิงฉาดใหญ่มิใช่หรือ
เหวินเฉียวสะกดกลั้นความระคายเคืองในลำคอลงไป เอ่ยเสียงเบา “ขอบพระคุณผู้อาวุโสหนิงที่ห่วงใย ผู้อยู่เบื้องหลังกระจ่างแจ้งแล้วเพคะ”
หลังจากนั้น ในระหว่างที่หนิงฮว่าหยวนและเหวินจ้งชิงพร้อมภรรยาร่วมหารือกัน ไม่ว่าพวกเขาจะเอ่ยถามความเห็นสิ่งใดจากนาง เหวินเฉียวล้วนแสดงท่าทีเชื่อฟังและเอ่ยตอบว่าไม่มีความเห็นใดๆ ให้ผู้ใหญ่เป็นผู้จัดการดูแลตามความเหมาะสมก็พอ
เมื่อหารือเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีมงคลสมรสเสร็จสิ้นลง หนิงฮว่าหยวนก็เอ่ยปากขอตัวลากลับ
เหวินจ้งชิงและภรรยาพาเหวินเฉียวร่วมเดินไปส่งเขาที่หน้าประตูเรือน
รอจนกระทั่งหนิงฮว่าหยวนจากไปเรียบร้อยแล้ว เหวินจ้งชิงและภรรยาก็หันกลับมามองเหวินเฉียวที่ยืนรออยู่ด้านข้างอย่างสงบเสงี่ยม คล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใดทว่าก็พบว่าไม่มีสิ่งใดคุ้มค่าให้เอ่ยปาก จึงกำชับให้นางใส่ใจดูแลรักษาร่างกายให้ดี แล้วปล่อยให้นางเดินทางกลับเรือนจี๋สุ่ยไป
ครั้นกลับมาถึงเรือนจี๋สุ่ย เหวินเฉียวก็กลืนยารัตนชาติหวนวสันต์เข้าไปเม็ดหนึ่งภายใต้การปรนนิบัติรับใช้ของเหลียนเยวี่ย นางล้มตัวลงนอนบนเตียง แอบสูบซับปราณบริสุทธิ์แห่งแมกไม้จากพืชปราณวิญญาณใต้โคนกำแพงมาบำรุงร่างกาย สีหน้าจึงค่อยๆ กลับคืนมาดูดีขึ้นหลายส่วน
หลังจากนี้ ก็ทำเพียงเฝ้ารอคอยพิธีมงคลสมรสเท่านั้น