- หน้าแรก
- สามีข้าคือว่าที่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 2 การแต่งงาน
บทที่ 2 การแต่งงาน
บทที่ 2 การแต่งงาน
ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง สาวใช้เหลียนเยวี่ยก็เริ่มสาละวนกับการงานเสียแล้ว
รูปร่างของเหลียนเยวี่ยผอมบางเรี่ยวแรงมิได้มีมากมายนัก ทว่ากลับได้เปรียบตรงที่มือเท้าคล่องแคล่ว ทั้งยังเป็นคนขยันขันแข็ง นางจัดการดูแลเรือนจี๋สุ่ยทุกซอกทุกมุมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังปรนนิบัติรับใช้คุณหนูสามเหวินเฉียวแห่งเรือนจี๋สุ่ยอย่างใส่ใจเป็นพิเศษ
อ่างทองแดงบรรจุน้ำอุ่นถูกวางลงบนชั้นวาง เหลียนเยวี่ยเพิ่งก้าวเข้าสู่ห้องนอนชั้นในก็พบว่าผู้เป็นนายลุกขึ้นมาแล้ว ร่างบอบบางนั้นเอนพิงหัวเตียงพลางไอออกมาแผ่วเบา
เหลียนเยวี่ยรีบปรี่เข้าไป ลูบแผ่นหลังให้ผู้เป็นนายอย่างทะนุถนอม ยามเห็นอีกฝ่ายไอจนแผ่นหลังค้อมลง นางก็ปวดใจจนทนแทบไม่ไหว เอ่ยเสียงเบาว่า “คุณหนู ยาของท่านล่าช้ามาสามวันแล้ว ประเดี๋ยวบ่าวจะไปทวงถามที่หอโอสถเรือนหน้าให้เถิดเจ้าค่ะ”
กล่าวถึงตรงนี้ เหลียนเยวี่ยก็ขมวดคิ้วมุ่น นางรู้อยู่แก่ใจว่าต่อให้ไปทวงถามก็ใช่ว่าจะได้ยามา ทว่านางจะทนนิ่งดูดายมองคุณหนูของตนถูกความเจ็บปวดรุมเร้าทุกวี่วันได้อย่างไร
อาการไอคล้ายจะสูบเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดของนางไป กว่าจะทุเลาลงได้ เหวินเฉียวก็เอนกายพิงสาวใช้อย่างอ่อนระโหยโรยแรง ลมหายใจรวยริน
“คุณหนู...” เหลียนเยวี่ยมองนางด้วยความห่วงใย
“ไม่ต้อง”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนแรงของผู้เป็นนาย เหลียนเยวี่ยก็มีท่าทีอึกอักคล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใดทว่าก็กลืนลงไป ยามทอดมองใบหน้าซีดเซียวของอีกฝ่าย ท้ายที่สุดนางก็มิได้กล่าวสิ่งใดออกมา
เหวินเฉียวคือคุณหนูสายตรงแห่งเรือนหลักตระกูลเหวิน ทั้งยังเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวของสายหลัก
เดิมทีควรจะเติบโตมาอย่างสูงค่าดั่งทองคำและหยกชั้นดี ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความคาดหวังของตระกูล ทว่าด้วยร่างกายที่อ่อนแอมาแต่กำเนิด แม้จะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศปานใด ก็ยังถูกจำกัดด้วยเส้นลมปราณที่เปราะบางกว่าคนทั่วไป มิอาจรองรับปราณฟ้าดินได้มากนัก ทำให้วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรล้าหลังผู้อื่น กลายเป็นคนครึ่งๆ กลางๆ จะสูงก็มิใช่ จะต่ำก็มิเชิง
เหลียนเยวี่ยเวทนาคุณหนูของตนยิ่งนัก ทุกคราที่เห็นนางเพียรพยายามฝึกฝนวิทยายุทธ์ของตระกูลเหวินอย่างเหนื่อยยาก ทว่ากลับถูกจำกัดด้วยร่างกายที่อ่อนแอ จนถูกตระกูลเหวินละเลยและมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว กระทั่งยารักษาโรคที่ต้องกินเป็นประจำก็ยังถูกบ่าวไพร่หน้าเลือดบางคนแอบยักยอกไป
นางก็อดคิดไม่ได้ว่า หากปีนั้นนายท่านใหญ่และฮูหยินมิได้สิ้นชีพในเหตุการณ์สัตว์อสูรคุ้มคลั่งก็คงจะดี อย่างน้อยคุณหนูก็จะมีที่พึ่งพิงในตระกูลเหวิน มิใช่กลายเป็นเพียงคนไร้ตัวตนที่เลือนหายไปท่ามกลางลูกหลานตระกูลเหวินมากมายเช่นนี้
เหวินเฉียวมิได้รับรู้ถึงความคิดของสาวใช้แม้แต่น้อย หลังจากล้างหน้าบ้วนปากภายใต้การปรนนิบัติของสาวใช้แล้ว นางก็มานั่งลงตรงหน้าโต๊ะแปดเซียนเพื่อรับประทานอาหารเช้า
อาหารเช้าคือโจ๊กข้าวขาวธรรมดา
โจ๊กข้าวขาวเคี่ยวจนข้นเป็นยาง หอมกรุ่นนุ่มลิ้น แม้จะมิใช่ข้าวปราณวิญญาณ ทว่ารสชาติก็ถือว่าไม่เลว เมื่อกินคู่กับเครื่องเคียงที่เหลียนเยวี่ยตั้งใจดองอย่างพิถีพิถัน รสชาติกลมกล่อมชื่นใจ ต่อให้เหวินเฉียวจะไม่มีความอยากอาหารนัก ก็ยังกินไปได้ถึงค่อนชาม
ทว่าเหลียนเยวี่ยกลับรู้สึกว่าคุณหนูของตนกินน้อยเกินไป คุณหนูเรือนอื่นที่ฝึกยุทธ์ มีผู้ใดบ้างที่ไม่กินข้าวทีละหลายๆ ชาม ผู้บำเพ็ญเพียรย่อมต้องสูญเสียพลังงานมากกว่าคนทั่วไปเป็นทุนเดิม ทำได้เพียงชดเชยกลับมาด้วยอาหาร แม้คุณหนูของนางจะฝึกฝนเพียงวันละไม่ถึงครึ่งวัน แต่นั่นก็คือการฝึกฝนมิใช่หรือ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เหวินเฉียวก็มานั่งอยู่ในโถงบุปผา หยิบหนังสือ 'บันทึกการเดินทางแห่งทวีปเซิ่งอู่' ที่เปิดอ่านไปได้เพียงไม่กี่หน้าเมื่อวานขึ้นมาอ่านต่อ
เหลียนเยวี่ยเก็บกวาดห้องหับอย่างคล่องแคล่ว แล้วจึงเดินออกไป
ครึ่งชั่วยามให้หลัง เหลียนเยวี่ยก็กลับมา นางมิได้เอ่ยถึงเรื่องที่ไปทวงถามยาที่เรือนหน้าเมื่อครู่ เหวินเฉียวเองก็มิได้ซักไซ้ เพราะถึงถามไปผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน
ในมือของเหลียนเยวี่ยประคองดอกตานหวงกิ่งหนึ่ง กลีบดอกซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ สีแดงสดใสเปล่งประกาย ยามนำมาปักไว้บนโต๊ะหนังสือ ช่างดูงดงามจับตายิ่งนัก
เหลียนเยวี่ยเอ่ยถาม “คุณหนู งดงามหรือไม่เจ้าคะ”
เหวินเฉียวปรายตามองคราหนึ่ง น้ำเสียงยังคงราบเรียบเย็นชา “งดงาม”
แม้จะฟังไม่ออกถึงร่องรอยของการชื่นชมแม้แต่น้อย ทว่าเหลียนเยวี่ยก็ยังคงเบิกบานใจ เอ่ยด้วยความปลาบปลื้มว่า “วันนี้เป็นวันปักปิ่นของคุณหนู บ่าวทราบดีว่าตระกูลเหวินคงไม่จัดพิธีปักปิ่นให้คุณหนู พวกเขาอาจจะลืมเลือนกันไปหมดแล้ว ทว่าบ่าวไม่มีวันลืมเจ้าค่ะ! เมื่อครู่ตอนบ่าวเดินผ่านสวนฉางชุน เห็นดอกตานหวงในสวนกำลังบานสะพรั่ง ได้ยินว่าเป็นบุปผาสุดโปรดของคุณหนูสี่ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเด็ดสุ่มสี่สุ่มห้า บ่าวจึงแอบหักมาหนึ่งดอก เพื่อมอบเป็นของขวัญวันปักปิ่นให้คุณหนูของเรา...”
มือของเหวินเฉียวที่ถือหนังสืออยู่ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าที่มักจะเรียบเฉยเย็นชาเป็นนิตย์ปรากฏแววเหม่อลอย
เหลียนเยวี่ยเห็นดังนั้น แม้ในใจจะนึกเสียใจอยู่บ้างที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ทว่านางก็มิอาจแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้
หากแม้แต่นางยังลืมเลือน บนโลกใบนี้จะมีผู้ใดจดจำได้อีกล่ะว่าคุณหนูของนางถึงวัยปักปิ่นแล้ว
แคว้นตงหลิงให้ความสำคัญกับบู๊มากกว่าบุ๋น จึงไม่ค่อยใส่ใจในประเพณีดั้งเดิมนัก ทว่าตระกูลใหญ่โตที่มีหน้ามีตาส่วนมาก หากให้ความสำคัญกับบุตรหลาน ประเพณีที่ควรมีก็ยังคงถูกจัดขึ้นอย่างพิถีพิถันทุกกระเบียดนิ้ว เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรักใคร่ใส่ใจที่มีต่อบุตรหลาน และในขณะเดียวกันก็เป็นการอวดอ้างลูกหลานผู้เก่งกาจของตนต่อสายตาชาวโลกด้วย
น่าเสียดายที่เหวินเฉียวมิได้จัดอยู่ในรายนามลูกหลานผู้เก่งกาจของตระกูลเหวิน
เหลียนเยวี่ยถอนหายใจ แม้คุณหนูของนางจะถือกำเนิดมาอย่างสูงศักดิ์ ทว่าเพราะบิดามารดาด่วนจากไป ซ้ำยังร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด สามารถเติบโตมาได้จนถึงป่านนี้ก็ไม่ง่ายดายแล้ว เรื่องอื่นๆ ย่อมไม่อาจบีบคั้นเรียกร้องให้มากไปกว่านี้ได้
ในขณะที่เหลียนเยวี่ยคิดว่า วันนี้ก็คงไม่ต่างจากวันวาน คงผ่านพ้นไปอย่างราบเรียบจืดชืด ทว่าตระกูลเหวินกลับเกิดเรื่องราวใหญ่โตที่มากพอจะพลิกผันชีวิตของพวกนางนายบ่าวไปตลอดกาล
ประมุขแห่งแคว้นตงหลิง จักรพรรดิเฉิงเฮ่า ทรงมีพระราชโองการพระราชทานสมรสให้แก่องค์ชายเจ็ดและคุณหนูสามตระกูลเหวิน เหวินเฉียว
หลังจากตระกูลเหวินรับราชโองการ ผู้คนทั่วทั้งจวนต่างก็ตกตะลึงลานกันถ้วนหน้า
ยามที่ฮูหยินรองหลิ่วซื่อผู้กุมอำนาจดูแลจวนมาเยือนเรือนจี๋สุ่ย ก็พบเห็นเด็กสาวร่างผอมบางกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ระเบียงทางเดิน
นางพิงอิงเสาระเบียงที่สีเริ่มลอกล่อน เรือนผมสีดำขลับดุจขนกาปรกทิ้งตัวสลวย ขับเน้นให้ใบหน้าอันหมดจดดั่งหิมะและผิวกายดุจน้ำแข็งยิ่งดูซีดเซียวเย็นเยียบ นางสวมกระโปรงเก่าสีเขียวอ่อน ไร้เครื่องประดับใดๆ บนเรือนร่าง ดุจดั่งไผ่เขียวหนึ่งกอที่เรียบง่ายบริสุทธิ์ สองมือประคองหนังสือ หลุบตานั่งนิ่งเงียบ งดงามหมดจด สงบเสงี่ยมสง่างาม เป็นภาพที่งดงามเกินบรรยาย
ยามที่ไอเบาๆ เป็นบางคราว ร่างผอมบางจะสั่นเทาเล็กน้อย เพิ่มพูนความบอบบางอ้อนแอ้นราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ชวนให้ผู้คนรู้สึกเวทนาสงสารจนสุดหัวใจ
เหลียนเยวี่ยสังเกตเห็นฮูหยินรอง จึงรีบก้าวเข้าไปคารวะด้วยความประหลาดใจ เอ่ยถามว่า “ฮูหยินรอง เหตุใดท่านจึงมาที่นี่เจ้าคะ”
ฮูหยินรองมีสีหน้าเก้อเขินเล็กน้อย
นางเป็นคนงานรัดตัว ต้องคอยดูแลคนทั้งตระกูลใหญ่ จะเอาเวลาที่ไหนมาใส่ใจคนไร้ตัวตนของตระกูลเหวินกันเล่า แม้หลักการจะเป็นเช่นนี้ ทว่าเมื่อถูกสาวใช้ตัวน้อยเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา ฮูหยินรองก็อดรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้างไม่ได้
เหวินเฉียวค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น ดวงตากระจ่างใสดุจสายน้ำจดจ้องมองฮูหยินรอง
ดวงตาคู่นั้นเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ดำขลับและสว่างไสว แม้จะงดงาม ทว่าก็เย็นเยียบจนเกินไป ฮูหยินรองถูกนางจ้องมองจนรู้สึกอึดอัด จึงปั้นรอยยิ้มบนใบหน้าพลางเอ่ย “อาฉัว ขอแสดงความยินดีด้วย ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการพระราชทานสมรสให้แก่เจ้าและองค์ชายเจ็ด ราชโองการเพิ่งส่งมาถึงตระกูลเหวินเมื่อครู่นี้เอง”
อาฉัวคือชื่อเล่นของเหวินเฉียว เป็นชื่อที่นายท่านใหญ่ตระกูลเหวินผู้ล่วงลับตั้งให้แก่บุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา
เหลียนเยวี่ยตกใจแทบสิ้นสติ “จริงหรือเจ้าคะ เป็นองค์ชายเจ็ดหรือ”
ฮูหยินรองพยักหน้า ยามเห็นว่าเหวินเฉียวยังคงมีท่าทีเรียบเฉยเย็นชา ดูไม่ออกถึงความยินดีหรือโกรธเกรี้ยว ราวกับว่าบนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดสามารถสั่นคลอนจิตใจของนางได้ ฮูหยินรองก็ลอบถอนหายใจ แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าองค์ชายเจ็ดหนิงอวี้โจวเป็นสวะในด้านการฝึกฝน ชื่อเสียงไม่อาจเทียบเคียงกับยอดอัจฉริยะประทานพรอย่างองค์ชายสามและองค์ชายห้า ทว่าเขากลับเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิเฉิงเฮ่ายิ่งนัก ปรารถนาสิ่งใดล้วนได้สิ่งนั้น หากเทียบกับเหวินเฉียวที่อ่อนแออมโรค องค์ชายเจ็ดก็นับว่าโชคดีกว่ามากนัก
แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดจักรพรรดิเฉิงเฮ่าจึงทรงเลือกเหวินเฉียวเป็นพระชายาขององค์ชายเจ็ด ทว่าก็ไม่มีผู้ใดกล้านินทาอย่างโจ่งแจ้ง
หลังจากแจ้งเรื่องนี้ให้พวกนางทราบ ฮูหยินรองก็มิได้รั้งอยู่ต่อ และจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากเหลียนเยวี่ยพยายามทำความเข้าใจกับการพระราชทานสมรสครั้งนี้จนกระจ่าง นางก็หันไปมองใบหน้างดงามสะคราญโฉมของคุณหนูของตน ความรู้สึกจุกแน่นก็แล่นริ้วขึ้นมาในอก
ทวีปเซิ่งอู่เชิดชูผู้แข็งแกร่ง วิถีแห่งการฝึกยุทธ์เฟื่องฟูเป็นที่นิยม แม้แคว้นตงหลิงจะเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ ทางฟากตะวันออกของทวีปเซิ่งอู่ ทว่าก็ได้รับอิทธิพลจากค่านิยมของทวีป ผู้คนต่างสูดซับพลังปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อขัดเกลาเรือนร่าง หวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถทะยานขึ้นสู่ดินแดนเบื้องบน หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกายหยาบ บรรลุสู่ร่างแห่งเทพเซียน
ตระกูลเหวินเป็นตระกูลเก่าแก่ของแคว้นตงหลิง เล่าลือกันว่าบรรพบุรุษเคยมีผู้เยี่ยมยุทธ์ที่สามารถบรรลุมรรคผล ทะยานขึ้นสู่เบื้องบนได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่ทิ้งทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรไว้ให้ลูกหลานอย่างมหาศาล ทว่ายังทำให้ตระกูลเหวินที่มีพื้นเพมาจากสามัญชน ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นตระกูลใหญ่แห่งแคว้นตงหลิง มีสถานะที่ไม่ต่ำต้อยในแคว้นตงหลิงเลย
ลูกหลานรุ่นหลังของตระกูลเหวินก็ล้วนมุ่งมั่นเอาถ่าน ศิษย์สายตรงแทบจะไม่มีผู้ใดเลยที่ไร้รากปราณวิญญาณ ล้วนก้าวเดินบนวิถีแห่งการฝึกยุทธ์ทั้งสิ้น
แม้เหวินเฉียวจะอ่อนแออมโรค ทว่าตอนที่ทดสอบพรสวรรค์เมื่อวัยห้าหนาว กลับตรวจพบว่านางมีพรสวรรค์ระดับรากปราณวิญญาณขั้นสุดยอด หลายปีมานี้นางก็ตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก แม้จะก้าวหน้าไปไม่มากนัก ทว่าก็ยังดีกว่าปุถุชนที่ไม่อาจฝึกฝนได้
การให้ผู้บำเพ็ญเพียรมาแต่งงานกับคนธรรมดาสามัญ นี่มิใช่การตบหน้ากันฉาดใหญ่หรอกหรือ
ต่อให้องค์ชายเจ็ดจะเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิเฉิงเฮ่าแล้วอย่างไรเล่า เขาก็ยังเป็นแค่สวะอยู่ดีมิใช่หรือ ปุถุชนที่ไม่อาจฝึกฝน ต่อให้มีอายุขัยยืนยาวที่สุดก็แค่ร้อยปี จะเอาอะไรมาเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ได้
หลังจากฮูหยินรองจากไปได้ไม่นาน ก็มีคนมาที่เรือนจี๋สุ่ยอีกครั้ง เพื่อนำยาของเหวินเฉียวมาส่ง
เหลียนเยวี่ยมองเห็นขวดหยกขาวอันคุ้นตา เมื่อเปิดดมดูก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “เป็นโอสถวิเศษ ยาเม็ดหวนวสันต์เจ้าค่ะ!”
เหวินเฉียวป่วยติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ยาทั่วไปจึงแทบไม่มีผลอันใดต่อนาง ทางที่ดีที่สุดคือต้องใช้โอสถวิเศษ ทว่าโอสถวิเศษกลับหายากยิ่งนัก ต่อให้ตระกูลเหวินจะมีรากฐานมั่นคงเพียงใด ก็มิอาจหาโอสถวิเศษมารักษาเด็กสาวที่ไร้ประโยชน์ต่อตระกูลได้ทุกวี่ทุกวัน ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่มอบให้ก็มีเพียงยาเม็ดหวนวสันต์ธรรมดาเท่านั้น
เหลียนเยวี่ยดีใจจนเนื้อเต้น รีบปรี่ไปรินน้ำเพื่อให้คุณหนูของตนรีบกินยา พลางทอดถอนใจว่า “ที่แท้การแต่งงานครั้งนี้ก็มีข้อดีเช่นนี้เอง ช่างประเสริฐนัก”
ราวกับว่าคนที่เพิ่งรังเกียจเดียดฉันท์องค์ชายเจ็ดที่ไม่สามารถฝึกฝนได้เมื่อครู่นี้ มิใช่นางอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากเหวินเฉียวกลืนยาเม็ดหวนวสันต์ลงไป นางก็รู้สึกได้เพียงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปตามเส้นลมปราณ ความเจ็บปวดราวกับถูกกัดกินกระดูกที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอก็ทุเลาลงไปมาก
โอสถวิเศษย่อมไม่อาจนำมาเทียบกับยาเม็ดธรรมดาทั่วไปได้จริงๆ
เมื่อเหลียนเยวี่ยเห็นว่าสีหน้าของนางดูดีขึ้นมาก ในใจก็บังเกิดความปีติ ลอบคิดในใจว่า ต่อให้องค์ชายเจ็ดจะเป็นสวะนางก็ยอมรับได้ ขอเพียงให้คุณหนูของนางได้กินโอสถวิเศษให้มากขึ้น เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในร่างกาย และทำให้นางมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอีกหน่อย นางก็ไม่ขอสิ่งใดอีกแล้ว