- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโต้วหลัว หายใจหนึ่งครั้งพลังวิญญาณเพิ่มหนึ่งระดับ
- บทที่ 14: ชัยชนะของเหล่านักเรียนทุน
บทที่ 14: ชัยชนะของเหล่านักเรียนทุน
บทที่ 14: ชัยชนะของเหล่านักเรียนทุน
ช่วงเวลาสุดท้ายของเช้าวันนั้นค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไปท่ามกลางห้องเรียนที่วุ่นวาย
สำหรับประสิทธิภาพการสอนในวันนี้ อาจารย์ผู้สอนทำได้เพียงส่ายหัวอย่างจนใจ
"เลิกเรียนได้ ไปกินข้าวซะ จำไว้ว่าต่อไปต้องตั้งใจฝึกฝนด้วยตัวเองให้มาก ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามข้า การทำสมาธิเป็นวิธีเดียวที่จะเพิ่มพลังวิญญาณได้ การฝึกฝนเคล็ดวิชาทำสมาธิตั้งแต่เนิ่นๆ เท่านั้นที่จะทำให้พวกเจ้าบรรลุพลังวิญญาณระดับ 10 ได้เร็วขึ้น"
หลังจากอาจารย์พูดจบ พวกนักเรียนหลังห้องที่ไม่สามารถเข้าสู่สภาวะทำสมาธิได้เลยตลอดทั้งคาบเรียนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากอาจารย์ยังไม่ได้ออกไปจากห้อง นักเรียนเหล่านี้จึงนั่งประจำที่อย่างเชื่อฟัง ไม่มีใครกล้าลุกออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
อาจารย์เดินลงมาจากโพเดียมด้วยท่าทีเอามือไพล่หลัง และมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน เขามองดูเด็กหนุ่มที่เพิ่งออกจากสภาวะทำสมาธิและลืมตาขึ้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่า
"เด็กน้อย พรสวรรค์ของเจ้ายอดเยี่ยมมาก หลังจากที่ข้าสอนเคล็ดวิชาทำสมาธิ เจ้าก็เป็นคนแรกที่เข้าสู่สภาวะทำสมาธิได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้"
"แมัพรสวรรค์ของเจ้าจะยอดเยี่ยม แต่ต่อไปเจ้าต้องไม่เกียจคร้านในการบ่มเพาะพลัง หากพบปัญหาอะไรที่ไม่เข้าใจ ก็มาหาข้าได้เสมอ ข้าจะตอบคำถามเจ้าอย่างใจเย็นแน่นอน จงตั้งใจบ่มเพาะพลังให้ดี ข้าตั้งความหวังกับเจ้าไว้สูงมากนะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักบุญคุณ ความปรารถนาดีของอาจารย์นั้นชัดเจนมากจนเขาสัมผัสได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ลู่เฉินโค้งคำนับอาจารย์อย่างนอบน้อม และกล่าวด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจว่า
"ขอบคุณครับอาจารย์ ข้าจะตั้งใจบ่มเพาะพลังอย่างแน่นอน หากมีข้อสงสัยใดๆ ในอนาคต ข้าจะรีบมาสอบถามท่านทันที หวังว่าอาจารย์จะช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าได้"
ความถ่อมตัวและความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของลู่เฉินทำให้อาจารย์ยิ่งพึงพอใจในตัวเขามากขึ้นไปอีก เขาตบไหล่ลู่เฉินเพื่อเป็นกำลังใจ
ก่อนจะหันหลังกลับ อาจารย์ได้ส่งสายตาดุๆ ไปทางเสียวอู่ที่ยังคงนอนกรนอยู่
ในที่สุด อาจารย์ก็เดินเอามือไพล่หลังออกจากห้องเรียนไปอย่างจนใจ
ทันทีที่อาจารย์ลับสายตาไป นักเรียนใหม่คนอื่นๆ ในห้องก็ส่งสายตาที่ซับซ้อนมาทางลู่เฉิน
ในสายตาเหล่านั้นมีทั้งความอิจฉา ริษยา หรือแม้กระทั่งความท้าทายและความขุ่นเคืองปะปนอยู่
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยากจะไปแทนที่ลู่เฉิน คนที่ได้รับความโปรดปรานจากอาจารย์ถึงเพียงนี้
ความขุ่นเคืองจากพวกนักเรียนหลังห้องที่มีต่อนักเรียนหัวกะทิ!
เมื่อเผชิญกับสายตาอันซับซ้อนของเหล่านักเรียนใหม่ ลู่เฉินกลับสงบนิ่งอย่างสมบูรณ์แบบและไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจใดๆ
หลังจากลุกจากที่นั่ง เขาก็ตรงไปที่โต๊ะของเสียวอู่ทันที
เสียวอู่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง แสงแดดสีทองสาดส่องผ่านบานกระจกกระทบใบหน้าด้านข้างของนางขณะที่นอนกรนอยู่บนโต๊ะ แก้มสีชมพูระเรื่อของนางดูเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดีราวกับแอปเปิลสีแดงที่สุกงอม
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เฉินก็ส่ายหัวและหัวเราะเบาๆ ไม่แปลกใจเลยที่อาจารย์ถึงกับถลึงตาใส่นางในตอนท้าย นางช่างหลับสนิทเสียจริงๆ!
เขายื่นมือออกไปเคาะโต๊ะเสียงดัง ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เสียวอู่ตื่นขึ้นมาได้
เมื่อตื่นขึ้นมา เสียวอู่ก็ขยี้ตาที่ยังคงงัวเงีย และเอ่ยถามด้วยท่าทีสะลึมสะลือว่า
"เกิดอะไรขึ้น ได้เวลากินข้าวแล้วเหรอ"
ลู่เฉินเลิกคิ้วและตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า
"ใช่ เลิกเรียนแล้ว เรารีบไปกินข้าวกันเถอะ บ่ายนี้นักเรียนทุนอย่างพวกเรามีนัดตัดสินแพ้ชนะกับพวกนักเรียนชั้นสูงนะ เสียวอู่ ในฐานะรองลูกพี่ของหอพักหมายเลข 7 เจ้าคือตัวหลักของเหล่านักเรียนทุน อย่าไปสายเพราะมัวแต่นอนหลับล่ะ"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เสียวอู่ก็ตาสว่างขึ้นมาทันที นางกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ โบกหมัดเล็กๆ ที่ดูไม่น่าเกรงขามเลยสักนิด ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นขณะกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
"ลูกพี่ลู่เฉิน ไม่ต้องห่วง ข้าไม่มีทางไปสายแน่นอน ฮึ่ม ไอ้พวกอันธพาลกระจอกๆ กล้ามารังแกนักเรียนทุนอย่างพวกเรา พี่หญิงเสียวอู่คนนี้จะคุ้มครองพวกนักเรียนทุนเอง คอยดูเถอะ ข้าจะอัดพวกมันจนต้องไปคลำหาฟันตัวเองบนพื้นเลย"
หลังจากปลุกเสียวอู่แล้ว ลู่เฉินก็ไปโรงอาหารพร้อมกับนาง ลู่เฉินกินข้าวที่ชั้น 1 ส่วนเสียวอู่ขึ้นไปที่ชั้น 2
ลู่เฉินเป็นนักเรียนทุนที่ยากจนและแทบจะไม่มีเงินติดตัว เขาจึงทำได้เพียงกินอาหารทั่วไปที่ชั้น 1
ในฐานะวิญญาจารย์ 1 วงแหวน เสียวอู่ได้รับเงินอุดหนุนเป็นเหรียญทองจากโถงวิญญาณยุทธ์มาแล้ว เมื่อมีเงิน เสียวอู่ก็เริ่มใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า เลือกกินแต่อาหารที่ดีที่สุด นางจึงไปที่ชั้น 2 ของโรงอาหาร
ช่วงเวลาประมาณบ่ายสองโมง ในป่าละเมาะหลังโรงเรียนนั่วติง!
กลุ่มนักเรียนสองกลุ่มจากโรงเรียนนั่วติงมารวมตัวกันในป่าละเมาะแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างถูกมือไปมาและสาดคำด่าทอใส่กัน พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ
ทางฝั่งของนักเรียนทุน เสียวอู่ยืนเท้าสะเอว สีหน้าจริงจังราวกับแม่ทัพหญิงที่กำลังสั่งการกองทหารนับพัน นางหันไปถามหวังเซิ่งว่า
"หวังเซิ่ง ทุกคนมากันครบไหม"
เมื่อได้ยินคำถาม หวังเซิ่งก็ยืดตัวตรงทันทีและตอบกลับด้วยความภาคภูมิใจว่า
"นักเรียนทุนทุกคนมากันครบแล้ว ขาดแค่ถังซานคนเดียว แต่หมอนั่นไม่ทำตามกฎของหอพักหมายเลข 7 ของเรา พวกเราก็เลยไม่เคยนับมันเป็นพวกอยู่แล้ว"
คิ้วของเสียวอู่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางยิ่งมองถังซานแย่ลงไปอีก นางโบกมือแล้วกล่าวว่า
"ช่างเถอะ คนขี้ขลาดแบบนั้นต่อให้มาก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก มีข้ากับลูกพี่ลู่เฉินก็พอแล้ว"
"ลูกพี่ลู่เฉิน เราเริ่มกันได้เลย!"
ลู่เฉินพยักหน้ารับคำ จากนั้นก็มองไปที่ผู้นำของกลุ่มนักเรียนชั้นสูง เซียวเฉินอวี่ ลูกชายของเจ้าเมือง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวานว่า
"พวกเจ้าอยากจะตัดสินกันยังไงล่ะ"
ประกายบางอย่างวาบขึ้นในดวงตาของเซียวเฉินอวี่ ในฐานะลูกชายของเจ้าเมือง เขาไม่ใช่คนไร้ประโยชน์เสียทีเดียว เขามีแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองอยู่บ้าง
การที่พวกนักเรียนทุนกล้ามาท้าดวลกับพวกเขาในครั้งนี้ แสดงว่าพวกนั้นจะต้องมีไพ่ตายอะไรบางอย่างซ่อนอยู่แน่
เซียวเฉินอวี่จะไม่ยอมเปิดฉากตะลุมบอนอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เสนอเงื่อนไขของตนเอง
"พวกเราจะส่งตัวแทนฝ่ายละ 3 คน มาประลองแบบตัวต่อตัวสลับกันไป ผู้แพ้จะต้องออกจากการประลอง ส่วนผู้ชนะจะอยู่บนสนามเพื่อรับคำท้าของคนต่อไป จนกว่าคนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้ครบทั้ง 3 คน ฝ่ายที่มีคนเหลืออยู่บนสนามเป็นคนสุดท้ายคือผู้ชนะในการประลองครั้งนี้"
เซียวเฉินอวี่มีแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งอันสมบูรณ์แบบ แผนการใดๆ ก็ล้วนไร้ผล
ลู่เฉินตกลงรับเงื่อนไขของเซียวเฉินอวี่!
ตัวแทนคนแรกของแต่ละฝ่ายคือหวังเซิ่งจากฝั่งนักเรียนทุน และหลิวหลงจากฝั่งนักเรียนชั้นสูง
วิญญาณยุทธ์ของหวังเซิ่งคือพยัคฆ์สงคราม มีพลังวิญญาณระดับ 8
วิญญาณยุทธ์ของหลิวหลงคือพลองยาว มีพลังวิญญาณระดับ 8 เช่นกัน
แม้พลังวิญญาณจะเท่ากัน แต่ในกรณีที่ไม่มีทักษะวิญญาณ วิญญาณยุทธ์พลองยาวของหลิวหลงนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ยืดหยุ่นกว่า
หลังจากการต่อสู้ผ่านไปสักพัก หลิวหลงก็สามารถเอาชนะหวังเซิ่งไปได้สำเร็จ
การพ่ายแพ้ในศึกแรกทำให้ขวัญกำลังใจของเหล่านักเรียนทุนลดทอนลง
เมื่อเห็นเช่นนั้น เสียวอู่ก็ทนรอไม่ไหวและก้าวออกมาเป็นตัวแทนคนที่สอง
การเคลื่อนไหวของนางนั้นปราดเปรียวอย่างยิ่ง
ทุกท่วงท่าล้วนรวดเร็ว เฉียบขาด และเด็ดเดี่ยว
ในการต่อสู้ นางจัดการทุ่มหลิวหลงกระเด็นออกไปได้ในการปะทะเพียงครั้งเดียว
เหล่านักเรียนทุนคว้าชัยชนะในศึกที่สองนี้มาได้ ซึ่งช่วยเรียกขวัญกำลังใจของพวกเขากลับคืนมาอีกครั้ง พร้อมกับส่งเสียงเชียร์เสียวอู่ดังสนั่น
ทางฝั่งของกลุ่มนักเรียนชั้นสูง เซียวเฉินอวี่เห็นว่าความแข็งแกร่งของเสียวอู่นั้นไม่ธรรมดา เดิมทีเขาตั้งใจจะลงสนามเป็นคนสุดท้าย
แต่เซียวเฉินอวี่รู้สึกว่าฝั่งของเขาไม่มีใครรับมือเสียวอู่ได้เลยนอกจากตัวเขาเอง เขาจึงต้องก้าวออกมารับหน้าที่เป็นตัวแทนคนที่สอง
หลังจากเซียวเฉินอวี่ก้าวเข้าสู่สนาม เขาก็ใช้วิญญาณยุทธ์สถิตร่างทันที
ร่างของเขาสูงใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อขยายตัว ร่างกายถูกปกคลุมไปด้วยขนสีเทา เขี้ยวงอกออกมาจากปาก กรงเล็บแหลมคมยื่นออกมาจากนิ้วมือ และดวงตาก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตที่มีรูม่านตาเรียวยาว
ยิ่งไปกว่านั้น วงแหวนวิญญาณสีขาววงหนึ่งก็ค่อยๆ ลอยวนขึ้นมาจากใต้เท้าของเขา สิ่งนี้เป็นตัวบ่งบอกถึงสถานะของเขา นั่นคือการเป็นวิญญาจารย์ 1 วงแหวน
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาใช้วิญญาณยุทธ์สถิตร่าง เหล่านักเรียนทุนกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม พวกเขากลับมองไปที่เสียวอู่ด้วยความคาดหวัง
ในตอนนี้ เสียวอู่ก็ใช้วิญญาณยุทธ์สถิตร่างเช่นกัน ขาของนางยาวขึ้นจนมีสัดส่วนที่ดูเกินจริงเมื่อเทียบกับร่างกาย ดวงตาสีดำของนางเปลี่ยนเป็นสีแดง และมีหูกระต่ายขนปุกปุยคู่งอกขึ้นมาบนศีรษะ
สิ่งที่ทำให้เหล่านักเรียนชั้นสูงหวาดกลัวยิ่งกว่าก็คือ วงแหวนวิญญาณสีเหลืองวงหนึ่งค่อยๆ ลอยวนขึ้นมาจากใต้เท้าของเสียวอู่
วงแหวนวิญญาณสีเหลือง วงแหวนวิญญาณ 100 ปี!
เมื่อเทียบกับวงแหวนวิญญาณ 10 ปีของเซียวเฉินอวี่ วงแหวนวิญญาณ 100 ปีย่อมหายากและล้ำค่ากว่าอย่างเห็นได้ชัด
ผลลัพธ์ของการต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย ด้วยความได้เปรียบอย่างท่วมท้นของวงแหวนวิญญาณ 100 ปีที่มีเหนือวงแหวนวิญญาณ 10 ปี เสียวอู่จึงเอาชนะเซียวเฉินอวี่ไปได้อย่างง่ายดาย
หลังจากความพ่ายแพ้ของเซียวเฉินอวี่ กลุ่มนักเรียนชั้นสูงก็ไม่สามารถส่งตัวแทนคนที่สามออกมาได้อีก ท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่เซียวเฉินอวี่ก็ยังถูกล้มลง กลุ่มนักเรียนชั้นสูงจึงสูญเสียความกล้าไปจนหมดสิ้น
การดวลกันตามที่นัดหมายไว้จบลงด้วยชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จของเหล่านักเรียนทุนในที่สุด!