- หน้าแรก
- ตัวร้ายอย่างข้า ทำไมสตรีพวกนี้ถึงรักข้านัก
- บทที่ 35 แสงจันทร์สีขาว
บทที่ 35 แสงจันทร์สีขาว
บทที่ 35 แสงจันทร์สีขาว
บทที่ 35 แสงจันทร์สีขาว
แสงตะวันกำลังจะลาลับ ยามสนธยามาเยือนแล้ว แสงแดดยามเย็นแดงฉานราวกับหยาดเลือด สาดส่องผ่านร่มเงาต้นไทรลงมาปกคลุมทั่วทั้งเรือนหลังเล็กแห่งนี้
ความมืดมิดยามพลบค่ำได้ย้อมลานเรือนที่เดิมทีเคยเงียบเหงาเย็นเยียบ ให้ถูกฉาบไปด้วยสีแดงระเรื่อที่ดูงดงามทว่าแฝงไปด้วยความรันทด
เสิ่นอี้จูงมือกู้ชิงเสวี่ย เดินกลับมายังลานเรือนที่ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันท่ามกลางความเงียบงัน
หลังจากออกมาจากห้องลับของตระกูลหลิน ตลอดทางกู้ชิงเสวี่ยก็เอาแต่เงียบ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่ครึ่งคำ
ฝีเท้าของกู้ชิงเสวี่ยซวนเซ แววตาเลื่อนลอยว่างเปล่า นางเดินตามอยู่ข้างกายเสิ่นอี้ราวกับหุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ
ทว่ามือของนางกลับเกาะกุมแขนของเสิ่นอี้เอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ราวกับหวาดกลัวว่าในวินาทีถัดไป แม้แต่ท่านสามีของนางก็จะทอดทิ้งนางไปอีกคน
เสิ่นอี้พานางกลับเข้ามาในห้อง แล้วปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา
ภายในห้องเงียบสงัด เงียบเสียจนได้ยินเสียงใบไม้เสียดสีกันดังสวบสาบแว่วมาจากลานเรือน
กู้ชิงเสวี่ยยืนอยู่กลางห้อง นางหลุบตาลงต่ำ ร่างแน่งน้อยอันบอบบางสั่นสะท้านน้อยๆ ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน
แสงตะวันยามอัสดงทอดเงาของนางให้ยืดยาวออกไป ทาบทับลงบนพื้นอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง
เมื่อเห็นท่าทางของกู้ชิงเสวี่ยเป็นเช่นนี้ เสิ่นอี้ก็ลอบถอนหายใจในใจ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะสร้างความสะเทือนใจให้นางหนักหนาเอาการจริงๆ
เสิ่นอี้ประคองใบหน้าจิ้มลิ้มของกู้ชิงเสวี่ยขึ้นมา ฝ่ามือใหญ่อบอุ่นลูบไล้พวงแก้มที่ดูซีดเซียวของนางอย่างทะนุถนอม
"ยัยทึ่มเอ๊ย..."
"หากอึดอัดใจนัก ก็ร้องไห้ออกมาตรงๆ เถอะ ไม่เห็นต้องทนฝืนเลย"
"ข้าจะคอยอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตรงนี้ตลอดไปเอง"
วินาทีที่สิ้นเสียง หยาดน้ำตาที่กู้ชิงเสวี่ยพยายามฝืนกลั้นมาเนิ่นนานก็พังทลายลงมาดุจเขื่อนแตก
นางโผเข้าสู่อ้อมอกของเสิ่นอี้อย่างแรง สองมือกำคอเสื้อบริเวณหน้าอกของเขาเอาไว้แน่น
"ฮือ..."
น้ำตาพรั่งพรูออกจากเบ้าตาของกู้ชิงเสวี่ย เพียงชั่วพริบตาก็เปียกชุ่มไปทั่วทั้งสาบเสื้อของเสิ่นอี้
"ทำไมกัน..."
"เป็นแค่เพราะเรื่องอำนาจแค่นั้นเองน่ะหรือ?"
"ถึงขั้นยอมทิ้งความผูกพันที่สั่งสมมานานปี เพียงเพื่อไอ้ฐานะธิดาเทพบ้าบออะไรนั่นเลยงั้นหรือ?"
"ถึงขนาดต้องดึงคนบริสุทธิ์ในตระกูลกู้เข้ามาพัวพันด้วยเลยหรือ?"
เสิ่นอี้ไม่ได้ผลักกู้ชิงเสวี่ยออก เขาเพียงแค่ยืนนิ่งๆ ปล่อยให้นางได้ระบายอารมณ์ออกมาจนพอใจ
"ข้าเคยถือว่าวังเหมันต์จันทราคือบ้านหลังที่สองของข้าเลยนะ..."
"พวกเขากล้าทำแบบนี้ได้อย่างไร... ทำแบบนี้ได้อย่างไร..."
กู้ชิงเสวี่ยพูดต่อไม่ไหวแล้ว เหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้และเสียงสูดน้ำมูก
ความรู้สึกอึดอัดแทบขาดใจจากการถูกคนใกล้ชิดและสำนักทอดทิ้ง ทำให้นางเจ็บปวดจนแทบจะหายใจไม่ออก
ตัวนางเคยคิดว่าที่นั่นคือบ้าน คือสถานที่ที่นางสามารถปกป้องดูแลไปได้ชั่วชีวิต
แต่ทว่าวันนี้กู้ชิงเสวี่ยเพิ่งจะได้รู้ว่า ที่แท้เมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจและผลประโยชน์...
ความผูกพันหลายปีที่ผ่านมากลับกลายเป็นของไร้ค่า...
ไร้ค่าเสียจนสามารถโยนทิ้งไปได้อย่างไม่ลังเล ซ้ำยังกลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันได้อีก
ความอบอุ่นบริเวณหน้าอกค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบ เสิ่นอี้สัมผัสได้ว่าสาบเสื้อของตนถูกน้ำตาชโลมจนเปียกชุ่มไปหมดแล้ว
แขนข้างหนึ่งของเสิ่นอี้โอบรัดเอวคอดกิ่วของกู้ชิงเสวี่ยเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ลูบแผ่นหลังของนางเบาๆ
การกระทำของเขาช่างอ่อนโยนและใจเย็น ราวกับกำลังปลอบโยนเด็กน้อยที่เพิ่งถูกรังแกมาอย่างหนักหน่วง
"เด็กดี..."
"ไม่เป็นไรแล้วนะ... ไม่เป็นไรแล้ว..."
เสิ่นอี้ก้มหน้าลง มองเด็กสาวในอ้อมกอด
กู้ชิงเสวี่ยในยามนี้ไม่มีเค้าความน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนยามปกติอีกแล้ว
ใบหน้าที่เดิมทีเคยขาวเนียนดุจหยก บัดนี้กลับแดงก่ำจากการร้องไห้
หยาดน้ำตาไหลรินลงมาตามกรอบหน้าอันงดงามอย่างต่อเนื่อง ชโลมเส้นผมปรกหน้าบริเวณขมับจนเปียกชุ่ม
แม้แต่ดวงตาที่เคยเปล่งประกายสดใส บัดนี้ก็บวมเป่งและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาใสแจ๋ว
สภาพดั่งดอกสาลี่ต้องหยาดพิรุณ ชวนให้ผู้พบเห็นเกิดความเวทนาสงสาร ช่างเป็นภาพที่บาดตาบาดใจเสียเหลือเกิน
น้ำตาของกู้ชิงเสวี่ยยังคงไหลริน ทว่าภายใต้การปลอบประโลมของเสิ่นอี้ นางก็สงบสติอารมณ์ลงได้บ้างเล็กน้อย
เสิ่นอี้ยิ้มบางๆ แล้วก้มหน้าลงไป
ริมฝีปากอุ่นทาบทับลงบนหางตาที่แดงช้ำจากการร้องไห้ของกู้ชิงเสวี่ยอย่างแผ่วเบา
ปลายลิ้นของเสิ่นอี้ตวัดเลียเบาๆ ค่อยๆ จุมพิตซับคราบน้ำตาอันขื่นขมแทนนางทีละนิด
รสชาติของน้ำตานี่มันขมปร่าเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ...
เสิ่นอี้สัมผัสได้ถึงรสชาติเค็มปะแล่มๆ แผ่ซ่านไปทั่วริมฝีปากของตนเอง
ทว่าหยาดน้ำตาที่ผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมกรุ่นอ่อนๆ จากเรือนร่างของเด็กสาว กลับทำให้เสิ่นอี้เกิดความรู้สึกวาบๆแปลกประหลาดขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดกู้ชิงเสวี่ยก็ร้องไห้จนเหนื่อยล้า
จังหวะการหายใจของกู้ชิงเสวี่ยค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ทนฝืนลืมตาต่อไปไม่ไหว
นางผล็อยหลับไปทั้งๆ ที่ยังนอนซุกอยู่ในอ้อมอกของเสิ่นอี้เช่นนั้น
ร่างกายของกู้ชิงเสวี่ยที่เดิมทีแข็งเกร็ง ค่อยๆ ผ่อนคลายลง เสียงสะอื้นไห้ก็ค่อยๆ แผ่วเบาลงเรื่อยๆ
จนสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
ทว่าถึงแม้จะหลับไปแล้ว มือของกู้ชิงเสวี่ยก็ยังคงกำคอเสื้อของเสิ่นอี้เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เสิ่นอี้รู้สึกได้ว่าสาบเสื้อบริเวณหน้าอกของตนถูกกู้ชิงเสวี่ยร้องไห้ใส่จนเปียกเป็นวงกว้าง แฉะชื้นแนบติดไปกับลำตัว
เรื่องนี้ทำให้เสิ่นอี้รู้สึกทั้งฉุนทั้งขำ ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ผู้หญิงนี่ทำมาจากน้ำจริงๆ ด้วยแฮะ...
กู้ชิงเสวี่ยถึงกับร้องไห้จนเสื้อผ้าของเขาเปียกชุ่มเป็นวงเบ้อเริ่มได้ขนาดนี้
เสิ่นอี้ก้มหัวลงมองเด็กสาวในอ้อมกอด
ดวงตาทั้งสองข้างของกู้ชิงเสวี่ยบวมช้ำเล็กน้อยจากการร้องไห้ ขนตาเปียกชุ่มปรกอยู่บนเปลือกตา บนพวงแก้มยังคงมีคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งเหือดหลงเหลืออยู่
ร่างทั้งร่างนอนขดตัวซุกอยู่ในอ้อมอกของเขา ดูราวกับเด็กน้อยขี้งอนที่เพิ่งจะสงบสติอารมณ์ลงได้ ช่างดูน่าทะนุถนอมเสียเหลือเกิน
"เป็นยัยทึ่มตัวน้อยจริงๆ ด้วย"
เสิ่นอี้ยิ้มออกมาอย่างหมดหนทาง
ใจกลางฝ่ามือของเขาโคจรพลังปราณสายหนึ่ง บนเนื้อผ้าที่เปียกชุ่มเป็นวงกว้าง พลันมีหยดน้ำเล็กจิ๋วค่อยๆ ซึมผุดขึ้นมา
หยดน้ำเหล่านี้ราวกับถูกชักนำด้วยพลังบางอย่าง พวกมันค่อยๆ ลอยมารวมตัวกัน
จนท้ายที่สุดก็ก่อตัวขึ้นเป็นหยดน้ำทรงกลมใสแจ๋วเหนือกึ่งกลางฝ่ามือของเสิ่นอี้
เขาสะบัดมือเบาๆ โยนหยดน้ำก้อนนั้นทิ้งไปที่มุมห้อง
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เสื้อผ้าของเขาก็กลับมาแห้งสนิทเหมือนเดิมอีกครั้ง
เสิ่นอี้อุ้มนางขึ้นมาด้วยท่วงท่าอันนุ่มนวล แล้วค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปทางเตียงนอน
ผ้าห่มจากไหมอ่อนนุ่ม โชยกลิ่นหอมจางๆ
เสิ่นอี้วางกู้ชิงเสวี่ยลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง
จากนั้นเขาก็เอนตัวนอนตะแคงลงข้างๆ ให้นางหนุนทับบนหน้าอกของตนเหมือนเดิม
ลมหายใจของเด็กสาวเป่ารดผ่านสาบเสื้อของเขาอย่างแผ่วเบา นำพาความอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเด็กสาวมาด้วย
เสิ่นอี้จ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของนางด้วยสายตาที่อ่อนโยนถึงขีดสุด
เขายกมือขึ้น ฝ่ามือทาบทับลงบนท้ายทอยของกู้ชิงเสวี่ยเบาๆ
มือใหญ่ที่อบอุ่นลูบไล้สางผมยาวที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยของนางเป็นจังหวะอย่างช้าๆ
เส้นผมนุ่มสลวยลื่นไหลผ่านง่ามนิ้วของตนเองไป พร้อมกับส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาเตะจมูก
......
ล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกสงัด สรรพสิ่งล้วนเงียบงัน
แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ทาบทับลงบนเตียงนอน อาบย้อมห้องนอนหญิงสาวที่มืดสลัวให้สว่างไสวไปด้วยแสงสีเงินยวง
กู้ชิงเสวี่ยที่เดิมทีหลับสนิท แพขนตาของนางสั่นไหวน้อยๆ สองสามครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
นางขยับตัวเล็กน้อย ก็พบว่าตนเองยังคงนอนอยู่ในอ้อมอกของเสิ่นอี้
ที่ปลายจมูกมีกลิ่นอายที่แสนจะทำให้รู้สึกอุ่นใจจากเรือนร่างของท่านสามีลอยอวลอยู่
กู้ชิงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมา ก็สบเข้ากับดวงตาแสนอ่อนโยนของเสิ่นอี้พอดิบพอดี
ที่แท้เขาก็ยังไม่ได้นอน และคอยเฝ้ามองนางอยู่ตลอดเวลา
เสิ่นอี้ยิ้มออกมาด้วยความทะนุถนอม เพิ่งจะอ้าปากเตรียมพูดอะไรบางอย่าง
ทว่าในตอนนั้นเอง สายลมโชยพัดผ่านมาจากนอกหน้าต่าง พัดพาเอาเมฆดำที่บดบังดวงจันทร์อยู่ก่อนหน้านี้ให้ค่อยๆ สลายตัวไป
แสงจันทร์กระจ่างใสไร้ที่ติสายหนึ่ง สาดส่องผ่านซี่หน้าต่างเข้ามา กระทบลงบนใบหน้าของเสิ่นอี้อย่างพอดิบพอดี
แสงจันทร์นั้นขับเน้นโครงหน้าของเขาให้ดูคมคายมากยิ่งขึ้น คิ้วตาอ่อนโยน มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม
กู้ชิงเสวี่ยเหม่อลอยไปชั่วขณะ
แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปหลายปี กู้ชิงเสวี่ยก็ยังคงจดจำได้ดี...
ว่าในค่ำคืนนั้น มีแสงจันทร์สีขาวสว่างไสวสายหนึ่ง เคยสาดส่องลงบนตัวนางอย่างแท้จริง
"ยัยทึ่มตัวน้อย"
"ตื่นแล้วหรือ?"
เสิ่นอี้ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ กู้ชิงเสวี่ยก็โผพรวดพราดเข้ามาหาเขา
วินาทีถัดมา...
สัมผัสอันนุ่มนวลและอุ่นวาบ ก็ประทับปิดริมฝีปากของเขาเสียสนิท
หลังจากนั้น เสิ่นอี้ก็เพิ่งจะได้สติ...
ว่าเขาสง่าผ่าเผยถึงเพียงนี้ เป็นถึงผู้สืบทอดตระกูลเสิ่น นายน้อยแห่งตำหนักอมตะเชียวนะ กลับถูกยัยทึ่มกู้ชิงเสวี่ยปล้นจูบไปเสียอย่างนั้นน่ะหรือ?!