- หน้าแรก
- ตัวร้ายอย่างข้า ทำไมสตรีพวกนี้ถึงรักข้านัก
- บทที่ 24 อาการคลั่งรักแผลงฤทธิ์
บทที่ 24 อาการคลั่งรักแผลงฤทธิ์
บทที่ 24 อาการคลั่งรักแผลงฤทธิ์
บทที่ 24 อาการคลั่งรักแผลงฤทธิ์
ภายในห้องอาบน้ำ ไอน้ำลอยอวลปกคลุมไปทั่วบริเวณ
แสงไฟสีส้มอมเหลืองสาดส่องลงมาจากเพดาน กระทบผิวน้ำที่แตกกระจายกลายเป็นประกายสีทองระยิบระยับ พลิ้วไหวไปตามเกลียวคลื่น
กลีบดอกไม้สีม่วงลอยฟ่องอยู่บนผิวน้ำอุ่นในสระ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ โชยมาแตะจมูก
กู้ชิงเสวี่ยยืนอยู่ริมสระ เหม่อมองอย่างใจลอย
เสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์ห่อหุ้มเรือนร่างอรชรของดรุณีที่เพิ่งโตเป็นสาว แม้ชุดนอนจะหลวมโพรก ทว่ากลับไม่อาจปิดบังทรวดทรงองค์เอวส่วนเว้าส่วนโค้งของนางได้เลย
นางหลับตาลงครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวยาวค่อยๆ ปลดสายรัดเอวออกอย่างแผ่วเบา
อาภรณ์ค่อยๆ ลื่นไหลร่วงหล่นลงมา
เผยให้เห็นหัวไหล่มนกลมกลึง ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหิมะ เปล่งประกายเรืองรองจางๆ
เส้นสายหัวไหล่ของนางโค้งมนงดงาม ไหปลาร้าเรียวเล็กประณีต เอวคอดกิ่วที่แทบจะรวบได้ด้วยมือเดียวขับเน้นให้เห็นถึงสัดส่วนที่อ่อนช้อยของเด็กสาว
กู้ชิงเสวี่ยย่ำเท้าเปล่าเปลือยลงไปในสระน้ำ ความนุ่มที่หน้าอกซึ่งเริ่มเปล่งปลั่งเป็นทรง สั่นไหวระริกไปตามจังหวะก้าวย่าง
ช่วงเวลานี้สมควรจะเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุด ทว่ากลับไม่อาจกลบเกลื่อนภาพจำที่ฉายวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวของนางได้เลย
"พี่สาวเย่จี..."
"อีกครึ่งเดือนให้หลัง จะเป็นวันที่คุณหนูใหญ่ต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ระดับกึ่งมหาจักรพรรดิแล้วนะเจ้าคะ..."
"ก็น่าจะเป็นช่วงสามวันให้หลังนี้นี่แหละ..."
กู้ชิงเสวี่ยวักน้ำขึ้นมา ปล่อยให้น้ำอุ่นไหลรดบ่าและลำคอ ลื่นไหลไปตามร่องไหปลาร้า ก่อนจะจมหายไปในร่องอก
นางใช้นิ้วเขี่ยผิวน้ำอย่างเหม่อลอย ระลอกคลื่นซัดสาดทำให้เงาสะท้อนที่ดูซีดเซียวในน้ำแตกกระจาย
"เมื่อครู่นี้ตัวข้าทำตัวไม่รู้ความเกินไปแล้วใช่ไหมนะ..."
กู้ชิงเสวี่ยซุกใบหน้าลงในฝ่ามือ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหดหู่และโทษตัวเอง
เพียงเพราะได้ยินว่าอีกไม่นานเสิ่นอี้จะต้องจากไป นางก็เลยหันหลังเดินหนีเขาออกมาราวกับเด็กกำลังประชดประชัน
แถมยังไม่ได้มองหน้าเขาดีๆ ไม่ได้พูดจากันให้รู้เรื่องสักคำ ก็เดินหนีออกมาดื้อๆ เสียอย่างนั้น
"ทั้งๆ ที่เสิ่นอี้ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแท้ๆ..."
"เขายังคอยใส่ใจความรู้สึกของข้าอยู่ตลอดเวลา"
"เป็นข้าเองที่งี่เง่าไร้เหตุผล เอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป"
เสิ่นอี้ในฐานะนายน้อยแห่งตำหนักอมตะ ผู้สืบทอดตระกูลเสิ่น ในเมื่อพี่สาวของเขากำลังจะเผชิญทัณฑ์สวรรค์ การเดินทางกลับบ้านเรือนก็ถือเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่ง
อีกอย่าง เขาก็รั้งอยู่ที่เมืองเมฆอัสดงมาเนิ่นนานแล้ว ยอมทำเพื่อตัวนางและทำเพื่อตระกูลกู้มากมายถึงเพียงนี้โดยไม่มีเสียงบ่นแม้แต่ครึ่งคำ
กลับเป็นตัวนางเองเสียอีก ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเสิ่นอี้มีฐานะสูงส่งเพียงใด...
รู้อยู่เต็มอกว่าตนเองไม่คู่ควรกับเขา สัญญาหมั้นหมายย่อมต้องถูกถอนไม่ช้าก็เร็ว แต่กลับยังละโมบอยากจะได้อะไรมากกว่านี้
อยากจะซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา
อยากจะได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยนเช่นนี้จากเขาตลอดไป
อยากให้สายตาของเขาหยุดอยู่ที่นางเพียงผู้เดียว
อยากจะ...
อยากจะอยู่เคียงข้างเขาไปตลอดชีวิต…
กู้ชิงเสวี่ยดำดิ่งลงไปใต้น้ำ ปล่อยให้น้ำอุ่นท่วมมิดหัว นางใช้วิธีนี้เพื่อทำให้ตัวเองสงบสติอารมณ์ลงอย่างสิ้นเชิง
เมื่ออยู่ใต้น้ำ โลกทั้งใบก็พลันเงียบสงัดไร้สรรพเสียงใดๆ มีเพียงเสียงหัวใจของตนเองที่กำลังเต้นตึกตัก...
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตยามที่ได้อยู่ร่วมกับเสิ่นอี้ผุดขึ้นมาเบื้องหน้าของนางทีละฉากๆ
นึกถึงตอนที่กู้หาน 'มาเยือนถึงหน้าประตู' แล้วเสิ่นอี้ก็ดึงตัวนางเข้าไปปกป้องไว้ในอ้อมกอด
นั่นเป็นครั้งแรกที่นางถูกบุรุษแปลกหน้าโอบกอด
นึกถึงตอนที่ตัวเองนอนดิ้น แล้วเผลอไปกอดเสิ่นอี้หลับไปทั้งคืนด้วยความสะลึมสะลือ
คืนนั้นเป็นครั้งแรกในรอบสามปี ที่นางได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม และได้ฝันดี
นึกถึงตอนที่ได้ไปเดินเที่ยวตลาดกลางคืนในเทศกาลสารทจีน ลอยโคมด้วยกัน และหยอกล้อกันไปตลอดทางในย่านการค้า
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ท่านแม่จากไป ที่นางรู้สึกผ่อนคลายสบายใจถึงเพียงนี้ ราวกับได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาและไร้กังวลอีกครั้ง
.……..
แม้ว่าเวลาที่ทั้งสองได้ใช้ร่วมกันจะมีไม่มากนัก ทว่าความทรงจำเหล่านี้ก็มักจะทำให้มุมปากของกู้ชิงเสวี่ยยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเสมอ
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดกู้ชิงเสวี่ยก็สงบสติอารมณ์ลงได้
ในวินาทีนี้ ในที่สุดนางก็มองเห็นหัวใจของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
กู้ชิงเสวี่ยโผล่พรวดขึ้นมาจากผิวน้ำ อ้าปากหอบหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด
ที่แท้โดยไม่ทันรู้ตัว นางก็เผลอรักเขาจนถอนตัวไม่ขึ้นไปเสียแล้ว
"แต่ว่า..."
"แค่มีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ก็จะอยู่ด้วยกันไปได้ชั่วชีวิตเลยอย่างนั้นหรือ"
กู้ชิงเสวี่ยก้มหน้าลง มองดูเงาสะท้อนอันเลือนรางในน้ำ
ผิวน้ำค่อยๆ กลับมาสงบนิ่ง เงาสะท้อนก็เริ่มชัดเจนขึ้น
นั่นคือตัวของกู้ชิงเสวี่ยเอง ดวงหน้างดงามราวกับภาพวาด ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความหม่นหมองที่ยากจะปิดบัง
เสิ่นอี้คือบุตรแห่งสวรรค์ เป็นตัวตนที่ผู้คนทั้งโลกต่างแหงนหน้ามอง
แล้วตัวนางเองเล่าคืออะไร
เป็นเพียงบุตรีตระกูลกู้ สูญเสียระดับพลังบำเพ็ญเพียร กลายเป็นเศษสวะที่ไม่อาจฝึกตนได้ แค่จะก้าวเท้าออกจากบ้านยังต้องโดนคนถากถางเย้ยหยัน
กู้ชิงเสวี่ยถึงขั้นเคยสูญเสียความกล้าที่จะก้าวเดินออกจากประตูห้องไปด้วยซ้ำ
แล้วนางมีคุณสมบัติอะไรไปยืนอยู่เคียงข้างเสิ่นอี้ เพื่อกอบโกยความอ่อนโยนที่ไม่ใช่ของตนเองเช่นนี้
ช่องว่างฐานะระหว่างคนทั้งสอง ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้เพียงความรู้สึกมาลบเลือนให้หายไปได้
ในเมื่อบัดนี้วาสนาใกล้จะสิ้นสุดลง แล้วนางมีสิทธิ์อะไรไปเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้เล่า
นางควรจะยอมรับความจริงตั้งนานแล้ว
แต่ทำไมกันนะ...
ทำไมหัวใจของนางถึงยังได้เจ็บปวดมากมายถึงเพียงนี้
"เสิ่นอี้..."
"เจ้าคู่ควรกับภรรยาที่ดีกว่านี้"
ไม่ใช่เศษสวะที่ภูมิหลังต่ำต้อยและสูญสิ้นพลังบำเพ็ญเพียรอย่างกู้ชิงเสวี่ย
ควรจะเป็นพวกเทพธิดาหรือสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่คู่ควรเหมาะสมกับเขา สามารถยืนเคียงข้างและคอยช่วยเหลือเกื้อกูลเขาได้ต่างหาก
ความคิดนี้เดิมทีแสนจะหนักอึ้งเหลือทน
แต่กู้ชิงเสวี่ยกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ราวกับหินก้อนยักษ์ที่ทับถมอยู่ในใจได้หล่นตุบร่วงลงพื้นไปแล้ว
ในเมื่อสามวันให้หลัง เสิ่นอี้ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องจากไป และสัญญาหมั้นหมายก็สมควรต้องถูกถอน
นี่คือความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
แทนที่ตัวเองจะมามัวนั่งวิตกกังวลว้าวุ่นใจ สู้เก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้เอาไว้ให้ดีไม่ดีกว่าหรือ
ถนอมช่วงเวลาสามวันสุดท้ายในฐานะคู่หมั้นของเสิ่นอี้เอาไว้
ถนอมทุกความอ่อนโยนที่เขามอบให้
ถนอมความทรงจำที่จะจารึกอยู่ในใจไปชั่วชีวิตช่วงนี้เอาไว้
ต่อให้สุดท้ายแล้วมันจะเป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่งก็ตามที
อย่างน้อยยามที่ทั้งสองต้องพรากจากกัน ในตอนที่ถูกถอนหมั้น นางก็ยังสามารถโบกมือลาด้วยรอยยิ้มได้
อย่างน้อยในวันข้างหน้าเมื่อหวนนึกถึง ก็ยังสัมผัสได้ถึงรสชาติหวานอมเปรี้ยวจางๆ...
"ถือเสียว่าตัวเองแค่ฝันดีไปตื่นหนึ่งก็แล้วกัน..."
กู้ชิงเสวี่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้น ม่านน้ำตาในดวงตาค่อยๆ สลายไป แทนที่ด้วยความกระจ่างใสหมดจด
นางหยัดกายลุกขึ้นจากสระ หยดน้ำลื่นไหลไปตามเรือนร่าง ส่องประกายสีทองแวววาวภายใต้แสงไฟ
เมื่อเช็ดตัวจนแห้ง กู้ชิงเสวี่ยก็หยิบชุดนอนที่ตัดเย็บจากผ้าไหมสีขาวนวลดุจแสงจันทร์ซึ่งวางอยู่ด้านข้างขึ้นมา
บริเวณปลายแขนเสื้อปักลายดอกหยวนจื่อที่กำลังเบ่งบานอยู่สองสามดอก ฝีเข็มละเอียดประณีต กลีบดอกดูมีชีวิตชีวาราวกับของจริง
กู้ชิงเสวี่ยสวมชุดนอน เนื้อผ้าไหมแนบชิดไปกับเรือนร่าง ถูกความอวบอิ่มที่หน้าอกดันจนนูนเด่นเป็นทรง
เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ กู้ชิงเสวี่ยก็หันไปจัดการกับเส้นผมยาวที่ยังชื้นอยู่เล็กน้อยหน้าคันฉ่องทองเหลือง
ดรุณีน้อยในกระจกมีใบหน้าที่ผ่อนคลาย คิ้วเรียวคลายปม มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มที่ยากจะปิดบัง
ใบหน้าจิ้มลิ้มถูกไอร้อนรมจนแดงระเรื่อ ขับเน้นให้นางดูงดงามหยดย้อยมากยิ่งขึ้นไปอีก
นางฮัมเพลงเบาๆ ไปพลาง จัดเตรียมความเรียบร้อยของใบหน้าไปพลาง หมายใจจะทิ้งความทรงจำแสนงดงามไว้ให้กับชายในดวงใจ
และไม่อยากทิ้งความเสียใจใดๆ ไว้ให้ตัวเองเช่นกัน
สตรีมักแต่งกายงดงามเพื่อชายที่ตนพึงใจ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
กู้ชิงเสวี่ยผลักประตูห้องอาบน้ำออก สายลมยามราตรีพัดปะทะใบหน้า หอบเอากลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ใบหญ้าในลานกว้างมาด้วย
นางก้าวเดินอย่างเบิกบานใจผ่านระเบียงทางเดิน ชายกระโปรงสีขาวพลิ้วไหวเบาๆ ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน
กู้ชิงเสวี่ยในยามนี้มีรอยยิ้มที่ปล่อยวางประดับอยู่บนใบหน้า แววตาสุกใสกระจ่าง ช่างดูแตกต่างจากเด็กสาวที่เดินจากมาด้วยความอ้างว้างเมื่อครู่นี้ราวกับเป็นคนละคน
สิ่งแรกที่จะทำเมื่อกลับไปถึง ก็คือการขอโทษเสิ่นอี้
จากนั้น...
ก็จงใช้เวลาสามวันสุดท้ายนี้ให้คุ้มค่าที่สุด
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยในวินาทีนี้ นางก็ไม่อยากหลงเหลือความเสียใจใดๆ เอาไว้อีกแล้ว
เมื่อผลักประตูบานหลังของห้องนอนเปิดออก สายตาของกู้ชิงเสวี่ยก็สอดส่ายมองหาเงาร่างอันคุ้นเคยเป็นอันดับแรก
"เสิ่นอี้..."
กู้ชิงเสวี่ยท่องประโยคที่จะพูดต่อไปเงียบๆ ในใจ พร้อมกับให้กำลังใจตัวเองอย่างเงียบเชียบ
มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว
"ขอโทษนะ..."
"เมื่อครู่นี้ข้าเอาแต่ใจตัวเองไปหน่อย"
"สามวันนี้ ปล่อยให้ข้าได้ทำหน้าที่คู่หมั้นของเจ้าให้ดีที่สุดเถอะนะ"