- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 56 บุคลิกที่สี่
ตอนที่ 56 บุคลิกที่สี่
ตอนที่ 56 บุคลิกที่สี่
ใต้ปล่องลิฟต์ ลึกลงไปใต้ดินของอาคารผีสิง
พายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอกยาวนานหลายชั่วโมง ไม่ได้ช่วยปลุกซากศพนี้ให้ตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
เขา... ยังคงตายสนิท
กระดูกต้นขาถูกเหล็กเส้นเสียบทะลุจนมิด รอยเลือดไหลซึมลงสู่ก้นปล่องลิฟต์เบื้องล่างไปนานแล้ว ราวกับเลือดในกายเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น
ศีรษะนั่น... ยังคงบิดเบี้ยวอยู่ในองศาที่พิลึกพิลั่นจนเกินมนุษย์มนา แม้กระทั่งเส้นเลือดดำบนลำคอก็ยังถูกบิดจนขาดสะบั้น ชั้นผิวหนังยับย่นบีบอัดเข้าหากัน... ราวกับนอตที่ถูกขันจนแน่นตึง
นี่คือหนึ่งในซากศพมากมายที่เกลื่อนกลาดอยู่ในอาคารป๋อกู่ ทว่า... ก็เป็นศพที่พิเศษที่สุดเช่นกัน
เขาคือจี้หลี่... จี้หลี่ตายไปแล้ว
เพียงแต่ภายในหัวของเขา ดูเหมือนจะยังหลงเหลือดวงวิญญาณอีกหลายดวงที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุม... กำลังค่อยๆ คืบคลานและเคลื่อนไหว
“เขาตายแล้ว ตายสนิทเลยล่ะ ลองดูซากศพที่ยังพอมีความสดใหม่นี่สิ ดูมันสิ... งดงามไหมล่ะ?”
ท่ามกลางความเงียบงันอันยาวนาน น้ำเสียงที่เยือกเย็นถึงขีดสุดราวกับเสียงกระซิบของภูตผี ล่องลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในร่างของซากศพนี้
“แกเป็นใคร...”
บุคลิกที่สามไม่ได้แหลกสลายหายไปพร้อมกับการตายของบุคลิกหลักอย่างจี้หลี่ ในทางกลับกัน... มันต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดมานานหลายชั่วโมงแล้ว
มันเฝ้ารอคอยการตื่นขึ้นของบุคลิกหลักอย่างจี้หลี่มาตลอด รอให้เขาตายแล้วฟื้น เพื่อพามันกลับขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนอีกครั้ง
ทว่า... เมื่อเสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว บุคลิกที่สามกลับรู้สึกหวาดผวาขึ้นมาจับใจ
เสียงนี้เป็นเสียงที่มันไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ใช่เสียงของบุคลิกหลักอย่างจี้หลี่ ไม่ใช่เสียงของบุคลิกที่สอง... แต่มันคือเสียงผู้ชายที่แปลกหูและใหม่เอี่ยม!
“ฉันก็แค่ถามแกว่า... มองเห็นศิลปะที่ซ่อนอยู่ในซากศพนี้ไหม...”
“ศิลปะอะไร?”
“ความงดงามของเลือดเนื้อ ความสิ้นหวัง ความแข็งทื่อ และความหวาดสั่น...”
เมื่อบุคลิกที่สามได้ยินประโยคนั้น มันก็ตระหนักได้ในทันทีว่า... เจ้าของเสียงนี้ จะต้องเป็นบุคลิกที่สี่อย่างแน่นอน!
นี่คือลางบอกเหตุก่อนที่จี้หลี่จะฟื้นคืนชีพ! เป็นบุคลิกพิเศษลำดับที่สี่ที่ปรากฏตัวขึ้นต่อจากมัน!
และนิสัยใจคอที่บุคลิกนี้เผยออกมา... กลับทำให้มันรู้สึกหวาดกลัวจนอธิบายไม่ถูก
“เป็นไง? สัมผัสได้หรือยัง? แกอยากจะลองดูไหมล่ะ?”
“ลอง... ลองยังไง?”
“ฉันยังอ่อนแอเกินไป ไม่มีพลังพอจะยึดครองร่างนี้ได้ แต่แกน่าจะทำได้นะ บุคลิกที่สามอย่างแกก็แค่สวมรอยแย่งรังนก ในตอนที่บุคลิกหลักอย่างจี้หลี่ยังไม่ตื่น ชิงยึดครองร่างของเขาซะ พลิกกระดานขึ้นเป็นบุคลิกหลักแทน! หลังจากนั้น... ฉันจะพาแกไปชื่นชม และสร้างสรรค์งานศิลปะที่งดงามยิ่งกว่านี้! แก... ยินดีไหมล่ะ?”
น้ำเสียงของบุคลิกที่สี่ฟังดูราวกับคนเสียสติ ทว่าเมื่อทะลวงเข้าสู่โสตประสาท มันกลับมีมนต์ขลังบางอย่างที่ยากจะต้านทาน
คล้ายกับว่ามันได้ฝังเหยื่อล่อของปีศาจลงในใจของบุคลิกที่สาม แม้บุคลิกที่สามจะรู้ดีว่าคำพูดของอีกฝ่ายหมายถึงบาปอันไร้ที่สิ้นสุด และผลลัพธ์อันเลวร้ายที่ยากจะจินตนาการถึง
แต่ว่า... มันกลับรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ!
บุคลิกที่สามไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ในตอนที่บุคลิกหลักอย่างจี้หลี่ตาย มันจะสามารถใช้ความคิดทะลวงกำแพงกั้น เข้ายึดครองสมอง และช่วงชิงสิทธิ์ในการควบคุมร่างกายมาได้! ตัวมัน... จะกลายเป็นจี้หลี่เสียเอง!
“ฉัน... ทำได้งั้นเหรอ?”
บุคลิกที่สามเอ่ยถามหยั่งเชิงออกไป ทว่าคำตอบของบุคลิกที่สี่กลับเจือไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“สายไปแล้ว จี้หลี่ตื่นแล้ว!”
ครืน…
โลกทั้งใบกลับคืนสู่ความสงบงันอีกครั้ง บทสนทนาระหว่างสองบุคลิกในหัวยุติลง ทว่าดวงวิญญาณของจี้หลี่... ได้ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว!
นัยน์ตาคู่หนึ่งลืมขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ภายใต้กลิ่นอายแห่งความตายอันเข้มข้น กลับพลิกผันอย่างรวดเร็ว ก่อเกิดเป็นพลังแห่งชีวิต!
เสียงฉีกขาดพิลึกพิลั่นดังขึ้น จี้หลี่ฝืนออกแรงกระชากต้นขาของตัวเองให้หลุดออกจากเหล็กเส้นที่เสียบคาอยู่นั้น!
ความเจ็บปวดทางกายนั้นช่างเล็กน้อยนัก เมื่อเทียบกับการสั่นสะท้านในระดับวิญญาณ
จี้หลี่ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่งภายในปล่องลิฟต์ สีหน้าดูเลื่อนลอยเล็กน้อย... นี่คือผลข้างเคียงของการตายแล้วฟื้น
ทว่าคราวนี้ นัยน์ตาของเขากลับเปลี่ยนไป
ก่อนหน้าที่จะตายลงในครั้งนี้ นัยน์ตาของจี้หลี่ก็เริ่มมีประกายสีเทาหม่นปรากฏให้เห็นอยู่บ้างแล้ว แต่หลังจากฟื้นขึ้นมาในครั้งนี้…
นัยน์ตาของเขากลับกลายเป็นสีดำสลับเทาอย่างสมบูรณ์ ซ้ำยังแบ่งแยกสีกันคนละครึ่งอย่างชัดเจน!
จี้หลี่ค่อยๆ ได้สติฟื้นคืนมา เขาแหงนหน้าขึ้นมองปล่องลิฟต์เบื้องบน ที่แห่งนั้นมีแสงสว่างริบหรี่ลอดผ่านลงมา
ทว่านอกจากแสงสลัวนั้นแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอื่นอีก
“ฉันตายไปนานแค่ไหนแล้ว...”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด แหบพร่าราวกับคนที่หลับใหลไปอย่างยาวนาน
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมา กลับมีเพียงความเงียบงันอันไร้ขอบเขตภายในหัวเท่านั้น
จี้หลี่ขมวดคิ้วมุ่น ลองเอ่ยถามหยั่งเชิงดูอีกครั้ง “บุคลิกที่สอง... บุคลิกที่สาม?”
จนกระทั่งตอนนั้นเอง บุคลิกที่สามถึงยอมเปิดปาก น้ำเสียงของมันเจือไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
“เอ่อ... น่าจะประมาณ 2 ชั่วโมง หรือไม่ก็ 3 ชั่วโมงมั้ง...”
พอได้ยินแบบนั้น จี้หลี่ก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ บุคลิกที่สามดูแปลกไปจากเดิม แต่จะให้บอกว่าแปลกไปตรงไหน เขากลับอธิบายไม่ถูก
“ดูเหมือนบุคลิกที่สองจะหลับลึกไปอีกแล้ว อาการของมันแย่ลงทุกที... มีบุคลิกที่สี่โผล่มาหรือเปล่า?”
บุคลิกที่สามเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะเลือกตอบโกหกออกไป “ฉันไม่ได้ยินเสียงบุคลิกที่สี่เลยนะ”
จี้หลี่สูดลมหายใจเข้าลึก ลองขยับแขนขาดู ขาขวายังคงเหยียดออกได้ไม่เต็มที่ อาการบาดเจ็บจากก่อนหน้านี้ยังคงหลงเหลืออยู่
เขาปลดกระเป๋าเป้ลงจากหลัง อาศัยแสงสว่างรำไรจากเบื้องบนพันแผลอย่างลวกๆ พลางนึกทบทวนถึงรูปถ่ายใบนั้นที่ได้เห็นก่อนตาย
รูปถ่ายใบนั้นทำเอาเขาตกตะลึงจนสติแทบหลุดในตอนนั้น และในขณะเดียวกันมันก็คือกุญแจสำคัญในการไขปริศนาทั้งหมด
รูปถ่ายใบนั้นถูกถ่ายในมุมแอบถ่าย
คนแอบถ่ายตั้งโทรศัพท์มือถือแอบไว้ตรงมุมกำแพง องค์ประกอบในภาพคือแผ่นหลังของถงกวนกับฉางเนี่ยน เบื้องหน้าของพวกเขาคือพนักงานทั่วไปหลายคนที่กำลังเดินออกจากห้องเพื่อลงบันได
ถงกวนกำโทรศัพท์ไว้ในมือแน่นคล้ายกับกำลังจดบันทึกอะไรบางอย่าง ส่วนฉางเนี่ยนกลับชูโทรศัพท์ของโรงแรมขึ้นสูง ท่าทางเหมือนกำลังพยายามหาสัญญาณ
และท่าทางนั้นเอง ที่ทำให้มุมกล้องของคนแอบถ่าย จับภาพฝ่ามือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดปรากฏขึ้นบนหน้าจอมือถือของฉางเนี่ยนได้อย่างชัดเจน!
มันทะลุพรวดออกมาจากหน้าจอของฉางเนี่ยน พุ่งตรงดิ่งเข้าใส่คนแอบถ่ายอย่างจัง!
นี่แหละคือความลับที่ซ่อนอยู่ในรูปถ่ายใบนั้น และเป็นปริศนาระหว่างเสี่ยวหลี่ พี่สวี และเหล่าเซวียทั้งสามคน
การแอบถ่ายของเสี่ยวหลี่ เป็นตัวการดึงวิญญาณร้ายที่ซ่อนอยู่ในโทรศัพท์ของฉางเนี่ยนให้ออกมา!
พนักงานหกคน โทรศัพท์หกเครื่องที่แฝงไปด้วยวิญญาณร้าย ทว่าวิญญาณร้ายที่เกาะติดฉางเนี่ยน กลับถูกดึงออกไปเพราะการแอบถ่ายของเสี่ยวหลี่!
มันมุดเข้าไปสิงอยู่ในโทรศัพท์ของเสี่ยวหลี่แทน และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เหล่าเซวียถูกฆ่าตาย ทั้งๆ ที่ไม่มีพนักงานโรงแรมอยู่ใกล้ตัวเลยสักคน
และในวินาทีนี้ สิ่งที่จี้หลี่มั่นใจได้ก็คือ รอบตัวเขามีวิญญาณร้ายวนเวียนอยู่ถึงสองส่วน
ส่วนแรกคือวิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในโทรศัพท์โรงแรมของเขาตั้งแต่ต้น ส่วนที่สองคือวิญญาณร้ายที่ส่งต่อมาจากฉางเนี่ยนและเสี่ยวหลี่ ซึ่งเป็นตัวที่เข้าสิงร่างและฆ่าเขาไปเมื่อครู่นี้!
สถานการณ์ที่จี้หลี่ต้องเผชิญหน้าในตอนนี้ ตึงเครียดและบีบคั้นยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก
แต่เรื่องราวก็ไม่ได้คลี่คลายง่ายดายขนาดนั้น วิญญาณร้ายที่เข้าสิงจนเขาตายคือวิญญาณร้ายจากโทรศัพท์ของเสี่ยวหลี่
ทว่าจนถึงป่านนี้ เขาก็ยังไม่รู้เลยว่า... วิญญาณร้ายในโทรศัพท์โรงแรมของเขาเอง มันหายหัวไปอยู่ที่ไหน…
บุคลิกที่สามลังเลอยู่นาน ในที่สุดมันก็เอ่ยถามขึ้นมาในหัว
“จี้หลี่... ตอนนี้พวกเรายังพอมีทางออกอยู่อีกไหม...”
พอได้ยินคำถาม จี้หลี่ก็หลุดออกจากภวังค์ความคิด เขาลูบคลำกระเป๋าเสื้อกางเกงไปมา สีหน้าดูร้อนรนเล็กน้อย
ท้ายที่สุด เขาก็คลำเจอซองบุหรี่ หยิบบุหรี่ที่ถูกบีบจนงอหงิกขึ้นมาหนึ่งมวน คาบไว้ในปากแล้วจุดไฟสูบ
อัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่ด้วยความพึงพอใจ
ท่ามกลางควันบุหรี่ที่ลอยคละคลุ้ง จี้หลี่หรี่นัยน์ตาสีดำสลับเทาหม่น ทอดสายตามองเข้าไปในความมืดมิด ก่อนจะเอ่ยถึง “ทางรอด” ที่เขาคิดเอาไว้ตั้งแต่เสี้ยววินาทีก่อนตายออกมา
ทางรอดอีกเส้นทางหนึ่ง... ทางรอดสุดพิเศษ... ทางรอดที่มีเพียงจี้หลี่คนเดียวเท่านั้นที่สามารถใช้ได้!