- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 52 จุดพลิกผันมาถึงแล้ว
ตอนที่ 52 จุดพลิกผันมาถึงแล้ว
ตอนที่ 52 จุดพลิกผันมาถึงแล้ว
“ชั้นสิบแปดซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่...”
ฟางเซิ่นเหยียนกับอวี๋กัวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่มุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนลึกของชั้นบนสุด กลิ่นอายแห่งความตายแผ่ซ่านอยู่รอบทิศ ทำให้สายลมที่พัดผ่านยิ่งหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมจี้หลี่ถึงได้ให้ความสำคัญกับสถานที่แห่งนี้นัก แต่ลึกๆ แล้วกลับมีกลิ่นบางอย่างคอยนำทางอยู่…
มันคือกลิ่นของซากศพ
“ศพของเหล่าเซวียเดิมทีควรจะอยู่บนชั้นห้า แต่เสี่ยวฉีกลับไม่เห็น นั่นแสดงว่ามีบางสิ่งบางอย่างเอาศพไปแล้ว”
อวี๋กัวพึมพำขณะสับเท้าวิ่งสุดกำลัง
ทว่าในเวลานี้ฟางเซิ่นเหยียนไม่มีกะจิตกะใจจะมาคิดเรื่องพวกนั้น ภายในครรลองสายตาอันว่างเปล่า เขาคล้ายกับมองเห็นเส้นด้ายสายหนึ่ง…
เส้นด้ายสีเทาที่ดูเหมือนจะมีตัวตนอยู่จริง แต่กลับมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น กำลังทอดยาวมาจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งบนชั้นสิบแปด
เปลือกตาของเขากระตุกวาบ หันขวับไปมองอวี๋กัวทันที
ทว่าเขากลับพบว่าอวี๋กัวไม่ได้มีปฏิกิริยารับรู้ถึงเส้นด้ายสีเทานี้เลย มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็น
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคำใบ้บางอย่าง มีบางสิ่งกำลังให้ความช่วยเหลือเขาอยู่
ฟางเซิ่นเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองหลังมือซ้ายของตัวเองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ตรงนั้น... มีรอยสักสไตล์โกธิกสีดำรูปทรงประหลาดอยู่ มันคือรอยสักรูปดวงตา…
แต่สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ไม่เปิดโอกาสให้เขามานั่งคิดหาคำตอบเรื่องรอยสัก เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาก็รีบพาอวี๋กัวมุ่งหน้าไปยังต้นตอของเส้นด้ายสีเทาทันที
ไม่นานนัก โถงทางเดินสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ที่แห่งนี้มีร่างไร้วิญญาณห้าศพยืนแข็งทื่ออยู่บนพื้นด้วยท่าทางที่แตกต่างกันไป ทว่าบนใบหน้าของทุกศพล้วนประดับไปด้วยความสับสนและหวาดผวาในวาระสุดท้ายของชีวิต
ฝีเท้าของอวี๋กัวชะงักกึก รู้สึกจุกแน่นในลำคอ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“นี่มันศพของพนักงานทั่วไปห้าคนที่ตายบนชั้นสิบแปดก่อนหน้านี้นี่!”
ทางฝั่งฟางเซิ่นเหยียนหรี่ตาลง การนำทางของเส้นด้ายสีเทาเริ่มเลือนลางลงเมื่อมาถึงตรงนี้ คล้ายกับว่าคำใบ้กำลังจะสิ้นสุดลง
เขาลูบหลังมือซ้ายตามสัญชาตญาณ แล้วพบว่ารอยสักรูปดวงตานั้นมีอาการร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่ามันก็เลือนรางจนเหมือนคิดไปเอง ตอนนี้เขาแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเพราะความตึงเครียดที่ทำให้เลือดสูบฉีดเร็วเกินไป หรือเป็นเพราะรอยสักนั้นเกิดความผิดปกติขึ้นมาจริงๆ
วินาทีต่อมา เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสะเปะสะปะดังมาจากด้านหลัง
ฟางเซิ่นเหยียนรู้ทันทีว่าเป็นถงกวนกับฉางเนี่ยนที่ตามมาทัน เขาสะบัดหัวที่กำลังมึนเบลอ แล้วเอ่ยเร่ง
“เข้าไปข้างในต่อเถอะ บางทีพวกเราอาจจะอยู่ไม่ไกลจากความจริงแล้ว!”
…
“ต้นตอของคำสาปอยู่ในโทรศัพท์โรงแรมของพวกเรา!”
ถงกวนวิ่งนำหน้า ตามรอยเท้าของฟางเซิ่นเหยียนและอวี๋กัว พุ่งทะยานไปจนสุดทางเดินชั้นสิบแปด
ข้างกายมีฉางเนี่ยนที่กำลังอุ้มเสี่ยวฉีที่มีท่าทีสงบนิ่ง
“แต่ที่ฉันไม่เข้าใจเลยก็คือ ตอนนี้เบาะแสทุกอย่างชี้เป้าไปที่มือถือของพวกเราแล้ว ทำไมเนื้อหาภารกิจที่แท้จริงถึงยังไม่โผล่มาสับเปลี่ยนสักที!”
ระหว่างที่วิ่งตะบึงมา ถงกวนหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าจนถึงวินาทีนี้ เนื้อหาบนหน้าจอก็ยังคงเป็นภารกิจลวงอันเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สถานการณ์เช่นนี้บีบให้เขาเริ่มรู้สึกคลางแคลงใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง
สมองของฉางเนี่ยนก็กำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วงเช่นกัน เธอคิดเหมือนกับถงกวนไม่มีผิด
เผชิญเรื่องราวเฉียดตายมามากขนาดนี้จนถึงวินาทีสุดท้าย แต่พวกเขากลับยังไม่รู้กระทั่งเนื้อหาภารกิจที่แท้จริง
จุดพลิกผันที่จะเปิดเผยภารกิจที่แท้จริงอย่างที่ถงกวนบอก... มันอยู่ที่ไหนกันแน่…
ความหวังเดียวในตอนนี้คือการตามรอยต่อไป ฉางเนี่ยนได้แต่ภาวนาในใจว่าสุดปลายโถงทางเดินนี้ จะมีคำตอบที่เธอปรารถนารออยู่
…
ฟางเซิ่นเหยียนและอวี๋กัวมาถึงทางตันแห่งนี้ก่อนล่วงหน้าหนึ่งก้าว ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับดูพิลึกพิลั่นอย่างถึงที่สุด
ร่างไร้วิญญาณของชายแปลกหน้าที่พวกเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน นอนตะแคงศีรษะพับอยู่บนพื้น นิ้วมือทั้งสิบถูกหักจนกระดูกแตก บิดงอออกไปด้านนอกในองศาที่ผิดธรรมชาติอย่างน่าสยดสยอง
ศพของเขานอนขวางอยู่หน้าประตูห้องเก็บของอันมืดมิด
และเมื่ออวี๋กัวเบี่ยงตัวชะโงกหน้าเข้าไปมองภายในห้องเก็บของ เขากลับพบกับร่างผู้เสียชีวิตที่ตายอย่างอนาถอีกสองร่าง ยืนแข็งทื่อราวกับรูปสลักหิน!
ซ้ายหนึ่งร่าง ขวาหนึ่งร่าง ห่างกันราวสองก้าว ทั้งคู่ล้วนมีจุดจบเดียวกัน นั่นคือถูกสิงร่างบังคับให้ฆ่าตัวตาย
ลำตัวหันหน้าเข้าหากำแพง ทว่าศีรษะกลับจ้องมองสบตากับอวี๋กัวอย่างเลื่อนลอย…
ฟางเซิ่นเหยียนนั่งยองๆ อยู่ข้างศพในโถงทางเดินนั้น พินิจพิจารณาอย่างละเอียด
“เขาตายมาสักพักใหญ่แล้ว สภาพศพแข็งเกร็งถึงขีดสุด แต่ท่อนแขนและนิ้วทั้งสิบของเขาถูกคนหักอย่างแรงหลังจากตายไปแล้ว แถมเสื้อผ้าบนตัวศพก็หลุดลุ่ย เหมือนถูกใครบางคนค้นตัวอย่างลวกๆ ฉันเดาว่า... เป็นฝีมือของจี้หลี่!”
อวี๋กัวเดินออกมาจากห้องเก็บของอันหนาวเหน็บ พลางหดคอด้วยความเสียวสันหลัง
“ถ้าอย่างนั้น จี้หลี่จะหักนิ้วทั้งสิบของเขาไปทำไมกันล่ะ?”
ฟางเซิ่นเหยียนเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาเริ่มค้นตัวศพชายคนนั้นไปทั่ว ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยมือเปล่า
“มือถือ... หายไปแล้ว”
อวี๋กัวสูดลมหายใจเข้าลึกจนเย็นวาบ เขาพอจะปะติดปะต่อลำดับเหตุการณ์ตอนนั้นได้คร่าวๆ แล้ว
“จี้หลี่ต้องรู้เบาะแสสำคัญระดับสุดยอดอะไรมาแน่ๆ เขามาถึงที่นี่โดยไม่สนใจศพทางซ้ายกับขวาเลย แต่มุ่งเป้ามาที่ศพชายคนนี้คนเดียว เห็นได้ชัดว่าตอนนั้นเป้าหมายของจี้หลี่ชัดเจนมาก เขาพุ่งตรงไปหามือถือบนตัวชายคนนี้...”
“และเพราะชายคนนี้ตายจากการถูกวิญญาณร้ายสิงร่างให้ฆ่าตัวตาย แขนทั้งสองข้างก็เลยงอพับ นิ้วทั้งสิบแข็งเกร็ง จี้หลี่ปลดล็อกไม่ได้ในทันที เลยจำต้องใช้กำลังหักข้อต่อนิ้วของเขา เพื่อพยายามปลดล็อกมือถือ! นั่นก็แปลว่า... ในมือถือของชายคนนี้มีเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่ทางรอด หรืออาจจะเป็นตัว ‘ทางรอด’ โดยตรงเลยก็ได้!”
ประโยคแรกเป็นการอธิบายของอวี๋กัว แต่ยังพูดไม่ทันจบ ชายหญิงคู่หนึ่งพร้อมกับเด็กหญิงหน้าตาน่ารักก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังฟางเซิ่นเหยียน ประโยคหลังนั้น... เป็นคำพูดเสริมของถงกวนนั่นเอง!
พอได้ยินดังนั้น ฟางเซิ่นเหยียนก็หันขวับกลับไปมองถงกวนที่เพิ่งตามมาถึง ก่อนจะปรายตาจ้องมองเสี่ยวฉีอย่างลึกซึ้ง
“ฉันไม่แนะนำให้นายพาเธอมาด้วยเลย”
“ทำไมล่ะ?”
“คุณพ่อ!!!”
บทสนทนาเพิ่งจะสิ้นสุดลง เสี่ยวฉีก็ดิ้นหลุดออกจากอ้อมกอดของฉางเนี่ยนอย่างกะทันหัน แล้ววิ่งพรวดพราดเข้าไปในห้องเก็บของที่เปิดประตูทิ้งไว้นั้น
ฉางเนี่ยนรีบแทรกตัวตามเข้าไปทันที เธอเริ่มปลอบประโลมเสี่ยวฉีที่กำลังร้องไห้โฮอย่างน่าสงสาร
ถงกวนเห็นภาพนั้นก็ลอบถอนหายใจออกมา แต่สภาพจิตใจกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
เขามองดูศพชายตรงหน้า ล้วงโทรศัพท์ของโรงแรมออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วเปิดหน้าสมุดรายชื่อผู้ติดต่อขึ้นมา
“กฎการฆ่าคนยังคงอยู่ เพียงแต่ทิศทางที่พวกเราเดามันผิดมาตลอด ไม่ใช่ว่าพนักงานที่อยู่ใกล้พวกเราถึงจะตาย แต่พนักงานคนไหนก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโทรศัพท์ของโรงแรมไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม จะเข้าเงื่อนไขการถูกฆ่าทันที ต้นตอของคำสาป... ก็คือโทรศัพท์โรงแรมของพวกเรานี่แหละ!”
ฟางเซิ่นเหยียนและอวี๋กัวไม่รู้เลยว่าความจริงแล้ว ถงกวนได้บันทึกรายชื่อพนักงานทั่วไปทั้งหมดลงในโทรศัพท์ของตัวเองตั้งแต่แรกแล้ว การกระทำของถงกวนในตอนนั้นเป็นเพียงเรื่องไม่ได้ตั้งใจ เขาแค่อยากจะจัดเรียงและบันทึกข้อมูลการตายให้เป็นระเบียบเพื่อง่ายต่อการติดตาม นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะกลายเป็นการส่งพนักงานเหล่านั้นไปตายเสียเอง
ฟางเซิ่นเหยียนขมวดคิ้วมุ่น สำหรับประเด็นนี้เขาคาดไม่ถึงมาก่อนจริงๆ
“ถ้ามองในมุมนี้ เรื่องราวก็กลับกลายเป็นง่ายขึ้นเยอะเลย ขอแค่พวกเรารู้ว่าเนื้อหาภารกิจที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ พวกเราก็พอมีช่องทางให้ลงมือแล้ว”
อวี๋กัวเม้มปากอยู่ด้านข้าง สิ่งที่เขากังวลอยู่ลึกๆ คือทำไมจนป่านนี้วิญญาณร้ายถึงยังไม่ยอมลงมือกับพวกเขาสักที
ในขณะที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นอกประตู ฉางเนี่ยนก็ลูบแผ่นหลังของเสี่ยวฉีเบาๆ พร้อมกับกวาดสายตาสำรวจศพสองร่างในนั้นไปด้วย
ภายใต้แสงไฟสลัว เธอจ้องมองศพของชายวัยกลางคนทางฝั่งขวา สลับกับศพพ่อของเสี่ยวฉีทางฝั่งซ้าย ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างเงียบงัน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เงยหน้าขึ้นขวับ
เธอหยัดกายลุกขึ้นยืนในทันที เดินตรงรี่เข้าไปหาศพชายฝั่งขวา สองตาจ้องเขม็งไปยังนิ้วมือของศพนั้น...