เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 ขบวนแห่ศพยามวิกาล

ตอนที่ 2 ขบวนแห่ศพยามวิกาล

ตอนที่ 2 ขบวนแห่ศพยามวิกาล


5 ทุ่ม 45 นาที วันที่ 21 ตุลาคม... เมืองซานหมิงยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ชีวิตยามค่ำคืนของใครหลายคนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น

ภายในรถแท็กซี่ นัยน์ตาของจี้หลี่หม่นหมองไร้แวว เขาทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่พุ่งทะยานผ่านไปอย่างเงียบงัน... จนกระทั่งมวนบุหรี่ที่คีบไว้ไหม้ลามมาจี้ผิวเนื้อจนแสบร้อน นั่นแหละถึงได้กระชากสติเขาให้หลุดออกจากภวังค์

จุดหมายปลายทางที่ระบุไว้ในอีเมลอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที จี้หลี่กะเวลาเดินทางมาอย่างพอดิบพอดี

เจ็บมาเยอะจนได้บทเรียน... การเฉียดตายปะทะกับวิญญาณอาฆาตมาหลายต่อหลายครั้ง หล่อหลอมให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ถึงแม้จะรู้พิกัดแน่ชัดว่าสถานที่ผีสิงคือ 'ตรอกขอทาน' แต่กฎเหล็กคือ... ห้ามเหยียบเข้าไปก่อนเวลาเด็ดขาด!

การผลีผลามเข้าไปอาจไปกระตุกต่อมให้วิญญาณร้ายลงมือโจมตีก่อนกำหนด และในยามที่ภารกิจยังไม่เริ่มต้น นั่นหมายถึงเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความตาย... โดยไร้ซึ่งทางรอด!

"ฉันนึกออกแล้ว!"

เสียงตะโกนกร้าวทำลายความเงียบงัน สองบุคลิกที่หุบปากเงียบมาตลอดทางเริ่มแผลงฤทธิ์ และเจ้าของเสียงนั้นคือ 'บุคลิกที่สาม' ซึ่งเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ

"ฉันไม่ได้ชื่อจี้หลี่!... ฉันชื่อ จี๋หลี ต่างหาก! ฉันกำลังสะกดจิตคนไข้อยู่ดีๆ แล้วจู่ๆ โผล่เข้ามาอยู่ในร่างนายได้ยังไง!"

"เลิกพล่ามไร้สาระสักทีไอ้สาม! แกนั่นแหละชื่อจี้หลี่... พวกเราทุกคนคือจี้หลี่โว้ย!"

"เป็นไปไม่ได้!"

จี้หลี่ยกมือเกาหัวอย่างอ่อนใจ ไอ้บุคลิกที่สองเป็นพวกหยาบคาย บ้าดีเดือด และไม่มีความทรงจำใดๆ เจือปนหลงเหลืออยู่เลย ส่วนไอ้บุคลิกที่สามนี้ ตั้งแต่โผล่มาเมื่อวานก็แทบจะปิดปากเงียบ ดูทรงแล้วคงมีความพิเศษบางอย่างซ่อนอยู่…

แต่เวลาแค่นี้ไม่พอให้ขบคิดอะไรให้มากความ แท็กซี่ค่อยๆ ชะลอความเร็ว ก่อนจะจอดสนิทตรงปากตรอกที่มืดมิดไร้ผู้คน

"น้องชาย ตรอกขอทานถึงแล้วล่ะ" ลุงคนขับหันมาฉีกยิ้มให้

จี้หลี่ปัดเศษขี้เถ้าบุหรี่ออกจากเสื้อ ล้วงธนบัตรยื่นให้โดยไม่รอเงินทอน เขาคว้ากระเป๋าอุปกรณ์แล้วก้าวลงจากรถทันที

"หุบปากให้หมด เอาชีวิตรอดจากคืนนี้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาเถียงกัน"

บุคลิกที่สามกลืนคำพูดลงคอ ส่วนบุคลิกที่สองก็รู้จักเงียบปากในเวลาที่ควรเงียบ

บัดนี้ ภายในตรอกที่มืดมิดและเงียบสงัดยามวิกาล หลงเหลือเพียงเสียงฝีเท้าของเขาที่ดังก้อง ตรอกแห่งนี้ลึกและแคบ มีเพียงแสงสลัวริบหรี่จากหลอดไฟถนนดวงเดียวตรงกึ่งกลางที่พอจะส่องให้เห็นทาง สองฝั่งแทบไม่มีบ้านเรือนผู้คน มีเพียงกำแพงอิฐก่อตัวทอดยาวสลับกับบานประตูไม้ผุพังที่ถูกปิดตาย ซึ่งต้องเดินลึกเข้าไปเป็นสิบเมตรถึงจะโผล่มาให้เห็นสักบาน

ตรอกขอทาน... ชื่อนี้จี้หลี่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ก่อนหน้านี้เขาลองค้นหาประวัติของสถานที่แห่งนี้ดูแล้ว แต่ก็ไม่พบเรื่องเล่าเขย่าขวัญอะไร ทว่าเมื่อได้มาสัมผัสบรรยากาศวังเวงไร้เงาคนด้วยตัวเอง ความเย็นเยียบก็แล่นปลาบจับขั้วหัวใจ... สถานที่แห่งนี้ ดูราวกับถูกสร้างมาเพื่อเป็นรังของพวกผีสางวิญญาณร้ายโดยเฉพาะ

จี้หลี่ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา... 5 ทุ่ม 58 นาที

เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 นาที ก่อนที่ความสยดสยองจะเริ่มต้นขึ้น!

แต่ในเสี้ยววินาทีที่เขากำลังวางกระเป๋าเป้ลงบนพื้น เสียงหัวเราะหยอกล้อก็ดังแว่วมาจากทางด้านหลัง!

"ลิ่วจื่อ วันนี้แกซัดไปซะเยอะ ยังจำทางกลับบ้านได้หรือเปล่าวะเนี่ย"

"ถุย! ข้ามีสติตั้งเยอะเว้ย ดูสิ... ข้าเดินเป็นเส้นตรงเป๊ะเลยเห็นไหม!"

"พวกแกสองคนน่ะ... เดินช้าๆ หน่อยสิวะ!"

จี้หลี่ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อหันไปมองก็พบกับเงาร่างสามสายกำลังเดินซวนเซไร้ทิศทาง... ไอ้พวกขี้เมา

อีกแค่ 2 นาทีวิญญาณอาฆาตก็จะปรากฏตัว ตรอกทั้งเส้นนี้กำลังจะกลายเป็นแดนประหาร! การที่มีคนนอกโผล่มาแทรกแซงเช่นนี้ ย่อมทำให้ภารกิจเกิดความผันผวนอย่างแน่นอน!

ทว่าจี้หลี่กลับไม่แสดงความร้อนรนออกมาทางสีหน้า เขาไม่ได้ขยับตัวเข้าไปห้ามปรามคนทั้งสาม ทำเพียงแค่ยืนมองเงาร่างโอนเอนพวกนั้นเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

"ฮี่ฮี่... ไอ้พวกนี้มันซวยซับซวยซ้อนจริงๆ แต่นี่แหละคือข่าวดีของพวกเรา" บุคลิกที่สองหัวเราะเยาะในลำคอ โพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

วูบ…

จู่ๆ จี้หลี่ก็รู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอย ลมหนาวเยือกเย็นที่ไม่รู้ทิศทางพัดกรีดผิวหนังอย่างกระทันหัน ขนอ่อนลุกชันราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง... เขาหันขวับกลับไปมองข้างหน้าทันที!

ภาพเบื้องหน้ากลับแปรเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง!

ภายใต้แสงไฟถนนสลัว กระดาษเงินกระดาษทองปลิวว่อนคลุ้งไปทั่วฟ้า กลุ่มคนในชุดไว้ทุกข์สีขาวโพลนกำลังแบกโลงศพ มุ่งหน้ามาทางพวกจี้หลี่อย่างเชื่องช้า... และเงียบงันไร้สรรพเสียง!

"นี่ข้าเมาจนตาฝาดไปป่าววะ? ห่าเอ๊ย ใครมาแห่ศพตอนเที่ยงคืนวะเนี่ย!" ชายร่างท้วมยืนตัวแข็งทื่อ ปากคอสั่นพึมพำออกมา

"ลิ่วจื่อ ซวยแล้วเว้ย! รีบถอยเร็วเข้า!" ชายร่างผอมสูงที่พยุงเพื่อนอยู่หน้าถอดสี รีบลากแขนเพื่อนให้หันหลังกลับ

นอกจากจี้หลี่แล้ว ไอ้พวกขี้เมาทั้งสามต่างลนลานวิ่งหนีกลับไปทางเดิม เขายืนมองภาพนั้นนิ่งๆ โดยไม่คิดจะเอ่ยปากห้าม

ภารกิจเริ่มต้นขึ้นแล้ว... พวกมันไม่มีทางรอดออกไปจากตรอกนี้ได้หรอก!

ขบวนแห่ศพคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ จี้หลี่เงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าหนักทึบ สายตาจดจ้องไปที่โลงศพใบนั้นไม่กะพริบ

'ผีในคราวนี้... มันจะโผล่มาในรูปแบบไหนกันแน่!'

ไม่ใช่แค่โลงศพที่ดูสยองขวัญ แต่พวกคนแบกหามในชุดไว้ทุกข์ก็ประหลาดวิปริตไม่แพ้กัน ทุกร่างมีใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ รูปร่างสัดส่วนเท่ากันเป๊ะ... ราวกับถูกหล่อหลอมออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน

ระยะห่างหดสั้นลงเรื่อยๆ จี้หลี่กระชับกระเป๋าในมือแน่น แผ่นหลังแนบชิดกำแพง เขากลั้นหายใจเพ่งมองคนหัวแถวที่เดินผ่านหน้าไป... ทว่าพวกมันกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา

ราวกับเขาไร้ตัวตน…

ความเมินเฉยนั้นยิ่งทวีความรู้สึกขนลุกซู่ในใจ ภารกิจเพิ่งเริ่มไปได้ไม่ถึง 5 นาที ตอนนี้ยังถือว่าอยู่ในช่วงเวลาสังเกตการณ์

เขาจ้องมองพวกคนชูธงนำขบวนที่เดินผ่านไปในระยะประชิด... ใกล้จนน่าจะได้ยินเสียงลมหายใจ ทว่า... กลับเงียบสนิท ไร้ซึ่งเสียงลมหายใจแม้แต่นิดเดียว!

'หรือว่าพวกมัน... ไม่ใช่คน?'

จังหวะนั้นเอง ไอ้ขี้เมาสามคนที่เพิ่งวิ่งหนีหางจุกตูดไปเมื่อครู่ กลับวิ่งหอบแฮ่กหน้าตาตื่นย้อนกลับมาทางเดิม พวกเขาเบิกตากว้างอ้าปากค้าง เมื่อเห็นจี้หลี่ยืนขนาบอยู่ข้างขบวนแห่ศพ

"นี่... นี่มันผีหลอกชัดๆ! ทำไมหาทางออกไม่เจอวะ!" ลิ่วจื่อ ไอ้หนุ่มร่างอ้วนตะโกนลั่นด้วยความขวัญผวา

ตึง!!

สิ้นเสียงของลิ่วจื่อ ขบวนแห่ศพทั้งขบวนก็หยุดกึกในฉับพลัน! พวกคนแบกหามทิ้งโลงศพกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ก่อนที่สายตาทุกคู่จะหันขวับมาจ้องเขม็งที่ลิ่วจื่อเป็นตาเดียว!

จี้หลี่ขมวดคิ้วแน่น 'หรือว่าคำพูดของไอ้อ้วนนั้น... จะไปกระตุกเงื่อนไขอะไรเข้า...'

"เหี้ย!!" ลิ่วจื่อร้องลั่น เข่าทรุดฮวบแทบจะล้มลุกคลุกคลาน โชคดีที่ไอ้ผอมสูงกับเพื่อนอีกคนที่ย้อมผมทองรีบเข้ามาหิ้วปีกเอาไว้ทัน

"แกหุบปากเลย! หุบปาก!" ไอ้ผอมสูงที่ดูจะมีสติกว่าเพื่อน รีบก้มหัวปะหลกๆ ขอขมาลาโทษรัวๆ

กลุ่มร่างสีขาวโพลนยืนนิ่งงันอยู่นานนับนาที ก่อนจะก้มลงแบกโลงศพขึ้นบ่าแล้วก้าวเดินต่อไป พวกมันยังคงทำเหมือนจี้หลี่เป็นธาตุอากาศ และมุ่งหน้าตรงไปทางพวกของลิ่วจื่อ

"แห่ศพตอนเที่ยงคืนเนี่ยนะ..."

ขบวนแห่ศพเคลื่อนผ่านไปได้กว่าครึ่งขบวน คล้ายกับกำลังจะเดินทะลุออกไปจากตรอกขอทาน

ลิ่วจื่อแขม่วพุงรีบทำตัวลีบแนบชิดติดกำแพง ร่างอวบอ้วนสั่นเทาเป็นเจ้าเข้า สายตาหวาดผวาจ้องมองร่างชุดขาวที่เดินทื่อเป็นมนุษย์ไม้ทีละคนๆ... หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกคอหอย

โชคยังดีที่พวกมันดูเหมือนจะไม่สนใจเขาอีกต่อไป ชายร่างท้วมยกมือปาดเหงื่อกาฬบนใบหน้า ลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นพวกคนแบกโลงศพกำลังจะเดินผ่านไป... ขอแค่พวกมันพ้นระยะไปได้ เขาก็คงรอดตัว

แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น สายตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปมองโลงศพไม้ทึบสีดำขลับใบนั้น แล้วกวาดตามองลักษณะของพวกคนแบกโลงอีกครั้ง

จู่ๆ ลิ่วจื่อก็รู้สึกตะหงิดใจขึ้นมาแปลกๆ... ราวกับจับสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างได้ เขายกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ

แต่แล้วในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เสียงแผ่วเบาบางอย่างก็ดังขึ้น!

ดวงตาตี่เล็กราวกับเมล็ดถั่วของเขาเบิกกว้างทะลัก การมองเห็นถูกกลืนกินวูบลงในพริบตา ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดำดิ่งสู่ห้วงลึกแห่งความมืดมิด

ปากอ้าค้างกว้างสุดขากรรไกร ทว่าลำคอกลับตีบตันราวกับถูกบางสิ่งอุดเอาไว้แน่น เขาเค้นเสียงแหบพร่าออกมาได้อย่างยากลำบาก

"นี่มัน.. อะไร..."

สิ้นคำพูดที่ยังไม่ทันจบประโยค... ร่างอ้วนท้วนของเขาก็อันตรธานหายวับไปจากตรงนั้นอย่างเป็นปริศนา!

กว่าไอ้ผอมสูงกับไอ้หัวทองจะรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ความเย็นเยียบก็แล่นปราดจนขนหัวลุกซู่!

ลิ่วจื่อ... หายสาบสูญไปต่อหน้าต่อตาโดยไร้ร่องรอย!

บริเวณที่เขาเคยยืนอยู่... บัดนี้หลงเหลือเพียงกระดาษเงินกระดาษทองที่ร่วงหล่นกองเกลื่อนกลาดเต็มพื้น…

จบบทที่ ตอนที่ 2 ขบวนแห่ศพยามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว