- หน้าแรก
- ข้าอาศัยสายเลือดนักรบไร้พ่าย ก้าวสู่โลกผู้บำเพ็ญเพียร
- บทที่ 20 จุดประสงค์ของอาเต๋อป้าย และพิธีการที่เสร็จสิ้น
บทที่ 20 จุดประสงค์ของอาเต๋อป้าย และพิธีการที่เสร็จสิ้น
บทที่ 20 จุดประสงค์ของอาเต๋อป้าย และพิธีการที่เสร็จสิ้น
บทที่ 20 จุดประสงค์ของอาเต๋อป้าย และพิธีการที่เสร็จสิ้น
"เฒ่าปีศาจพิษ นี่หมายความว่าอย่างไร?"
อิงชางเทียนมองอาเต๋อป้ายอย่างระแวดระวัง เขาพยายามดึงแขนกลับแต่ก็ไม่เป็นผล
"ไม่มีอะไร งานแต่งงานอันยิ่งใหญ่นี้ ข้าจะเป็นคนคุ้มครองเอง!"
"เจ้า..."
แววตาของอิงชางเทียนวูบไหว
เขารีบชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในใจอย่างรวดเร็ว
แม้จะไม่รู้ว่าอาเต๋อป้ายตั้งใจจะยื่นมือเข้าช่วยมากน้อยเพียงใด แต่เขาก็ไม่คิดจะเสี่ยง
หากมีเพียงอู๋ชิงเฉิงคนเดียวก็แล้วไปเถิด เขามั่นใจว่าสามารถรับมือนางได้
แต่อาเต๋อป้ายนั้นต่างออกไป ชายผู้นี้มีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับตัวเขาเอง
"ฮึ่ม!"
อิงชางเทียนสะบัดแขนเสื้ออันวิจิตรตระการตา ก่อนจะเดินกลับไปที่นั่งของตนด้วยความฮึดฮัดขัดใจ
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็ต้องบันดาลโทสะในทันที
โต๊ะของเขาถูกตั้งโดดเดี่ยวอยู่ที่เดิม
เหล่านักบวชและยายเฒ่าที่อยู่ทั้งสองข้างยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
แต่ไอ้พวกบัดซบด้านหลังที่ไปหลบซ่อนตัวเสียตั้งไกลนั่นมันหมายความว่าอย่างไร!
"พวกเจ้าทุกคน กลับมานี่เดี๋ยวนี้!!"
กลุ่มคนที่ประดับรอยยิ้มเจื่อนๆ บนใบหน้าจำต้องเดินกลับมายังตำแหน่งเดิมอย่างว่าง่าย
หลังจากนั่งลง แต่ละคนล้วนรู้สึกกระสับกระส่าย
พวกเขาได้แต่สวดภาวนาในใจ ขออย่าให้ชายที่ชิงตัวเจ้าสาวไม่สำเร็จผู้นี้เกิดคลุ้มคลั่งหาเรื่องพวกตนเลย
พวกเขาก็แค่อยากกินเลี้ยงอย่างสงบ ทำไมมันถึงได้ยากเย็นนัก?
"เจ้าตำหนักอู๋ เชิญดำเนินพิธีต่อเถิด"
เมื่อกล่าวจบ ร่างของอาเต๋อป้ายก็วูบไหว พริบตาเดียวก็กลับไปนั่งยังที่นั่งที่จัดไว้ให้
กู๋ตี้ลี่นั่งอยู่ข้างๆ เขา
"ท่านหัวหน้าอา ขอแสดงความยินดีด้วย ท่านกำลังจะได้ในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว"
เมื่อเผชิญกับการหยอกล้อของกู๋ตี้ลี่ อาเต๋อป้ายเพียงยิ้มบางๆ โดยไม่ตอบโต้สิ่งใด
กู๋ตี้ลี่เบ้ปากด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะหันความสนใจกลับไปยังลานประลองยุทธ์อีกครั้ง
พิธีมงคลสมรสยังคงดำเนินต่อไป
"เอ่อ ข้าเดินต่อจากตรงที่เพิ่งลงมาได้ไหม?"
อู๋ชิงเฉิงกลอกตาใส่หลินอี้เทียน นางแตะปลายเท้าเบาๆ แล้วทะยานร่างกลับขึ้นไปบนลานประลองยุทธ์อย่างสง่างาม
"รีบปีนขึ้นไปเถอะ จบงานนี้แล้ว เราค่อยมาคุยเรื่องยาบำรุงสิบขนานกันดีๆ"
ป๋ายจีผลักหลินอี้เทียนเบาๆ แล้วเดินผละออกไป
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น หลินอี้เทียนก็ได้แต่หอบแฮ่กๆ ขณะปีนบันไดขึ้นไปอีกครั้ง
ระหว่างที่ปีน เขาก็คอยเหลียวหลังไปมองพวกตัวก่อกวนเหล่านั้น
เมื่อเห็นว่าแม้สีหน้าของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป แต่ทุกคนก็นั่งนิ่งอย่างมั่นคง
ในที่สุดครั้งนี้ หลินอี้เทียนก็ขึ้นไปถึงยอดลานประลองยุทธ์ได้อย่างไร้อุปสรรค
เมื่อเรียวเท้าหยกของอู๋ชิงเฉิงปรากฏแก่สายตาเป็นสิ่งแรก
หัวใจของหลินอี้เทียนที่แต่เดิมสงบนิ่ง หรือถึงขั้นรำคาญใจนิดๆ กลับเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที
ลมหายใจของเขาถี่กระชั้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
โรคแพ้ความสูงบ้าบอนี่ หลินอี้เทียนคิดในใจ
เมื่อหลินอี้เทียนขึ้นไปถึงจุดสูงสุด
ร่างอรชรของอู๋ชิงเฉิงที่นั่งอย่างสง่างามอยู่บนเกี้ยวหงส์ก็ปรากฏแก่สายตาอย่างเต็มตา
เมื่อครู่เขามองนางจากด้านล่างและไม่ได้คิดอกุศลใดๆ
แต่ตอนนี้ พอได้มองนางอีกครั้ง ทำไมถึงเริ่มมีความคิดฟุ้งซ่านผุดขึ้นมาได้ล่ะ?
ความคิดฟุ้งซ่านพวกนี้จะส่งผลต่อความสามารถในการขี่ถั่วเซียนของเขาหรือไม่นะ?
"บ่าวสาวคำนับฟ้าดิน!!"
ทางด้านขวาของเกี้ยวหงส์ ซึ่งเป็นฝั่งซ้ายของหลินอี้เทียน จู่ๆ ผู้อาวุโสใหญ่ก็ตะโกนขึ้นมาสุดเสียง ทำเอาหลินอี้เทียนสะดุ้งโหยง
หลังจากผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวดจากป๋ายจี ความกล้าของเขาก็มีมากขึ้นไม่น้อย
เขายังไม่ลืมที่จะถลึงตาใส่ผู้อาวุโสใหญ่อย่างดุดัน
เมื่อครู่ตอนที่ข้าโดนรังแก เจ้าไม่เห็นจะโผล่หัวมาช่วย ทีตอนนี้ล่ะมายืนตะโกนปาวๆ อยู่ได้
น่ารังเกียจชะมัด!
อู๋ชิงเฉิงลุกขึ้นจากเกี้ยวหงส์ ส่วนหลินอี้เทียนก็ค่อยๆ เดินเข้าไปขนาบข้างนาง
เขาชำเลืองมองอู๋ชิงเฉิงด้วยความแปลกใจ ร่างกายของนางดูเหมือนกำลังสั่นเทาเล็กน้อย
ทว่าความรู้สึกนั้นก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองหันหลังกลับ เผชิญหน้าไปยังทิศทางของแขกเหรื่อที่อยู่เบื้องล่าง
"คำนับครั้งที่หนึ่ง!!!"
ทั้งสองค้อมกายลงเล็กน้อย
"คำนับครั้งที่สอง!!!"
พวกเขาค้อมกายลงอีกครั้ง
"คำนับกันและกัน!!!"
ทั้งสองค่อยๆ หันหน้าเข้าหากัน
สบตากันและกัน
หลินอี้เทียนมองไม่เห็นใบหน้าของอู๋ชิงเฉิงอย่างชัดเจนนัก แต่ใบหน้าของเขากลับดูแดงระเรื่อเล็กน้อย
ความรู้สึกเขินอายนี้มันคืออะไรกัน?
หรือว่าจิตใจของเขาจะไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป แล้วมันจะส่งผลต่อการขี่ถั่วเซียนของเขาหรือไม่?
โชคดีที่การคำนับเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว หลินอี้เทียนจึงลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
"ดื่มสุรามงคล!!!"
สุรามงคลคล้องแขนงั้นหรือ?
สวรรค์!
หลินอี้เทียนเบิกตากว้าง จ้องมองอู๋ชิงเฉิงตรงหน้าอย่างเหม่อลอย
สายตาของเขาทะลุผ่านช่องว่างของม่านลูกปัด และคราวนี้เขาก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน
พวงแก้มดั่งหยกของอู๋ชิงเฉิงซับสีเลือดฝาดระเรื่อ
ทั้งสองรับจอกสุราที่สาวใช้นำมามอบให้ ก่อนที่ท่อนแขนของคนทั้งคู่จะค่อยๆ คล้องกันและกัน
เมื่อได้กลิ่นกายหอมกรุ่นที่ลอยโชยมาจากร่างของอู๋ชิงเฉิง หลินอี้เทียนก็รู้สึกราวกับลมหายใจของตนจะหยุดเต้น
"เสร็จสิ้นพิธี!!!"
เมื่อสิ้นเสียงของผู้อาวุโสใหญ่ พลุดอกไม้ไฟก็ถูกจุดปะทุขึ้นเหนือลานประลองยุทธ์ สว่างไสวเต็มท้องฟ้า
เหล่าศิษย์ตำหนักหลานเยว่ต่างลุกขึ้นยืน โห่ร้องแสดงความยินดีพร้อมกับปรบมือเกรียวกราว
ผู้ที่มาร่วมงานด้วยความตั้งใจดีต่างก็เริ่มกล่าวคำอวยพร
ส่วนกลุ่มคนที่หวังมากินดื่มฟรีก็ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ
เมื่อมองดูดอกไม้ไฟที่พร่างพรายเต็มท้องฟ้า อู๋ชิงเฉิงก็รู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ
นาง... แต่งงานแล้วจริงๆ หรือนี่?
มีความเศร้าหมองเจืออยู่จางๆ มีความสูญเสียปะปนอยู่ลึกๆ แต่กลับไม่ได้รู้สึกเสียใจมากนัก
ขณะที่กำลังครุ่นคิด นางก็หันไปมองชายที่นางเก็บมาได้ซึ่งยืนอยู่ข้างกาย
แววตาที่เดิมทีเคยอ่อนโยนพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในพริบตา
ในจังหวะที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ลึกซึ้งเช่นนี้ ชายผู้นี้กลับเสกเมฆสีขาวมาจากไหนก็ไม่รู้
เขากำลังตบตีเมฆสีขาวก้อนนั้น ท่าทางเหมือนอยากจะปีนขึ้นไปแต่ก็หวาดหวั่นไม่กล้า
เมื่อเห็นพฤติกรรมของหลินอี้เทียน อู๋ชิงเฉิงก็บันดาลโทสะทันที นางถลกกระโปรงขึ้นแล้วเตะอัดเข้าที่บั้นท้ายของเขาอย่างแรง
"โอ๊ย บ้าเอ๊ย! ใครเตะข้าฟะ! ตาเฒ่าป๋าย เป็นเจ้าใช่ไหม!! ไม่อยากได้เมียแล้วหรือไง!!"
ป๋ายจีถึงกับพูดไม่ออก...
ลูกเตะนั้นส่งให้หลินอี้เทียนลอยกระเด็นขึ้นไปบนถั่วเซียนพอดี
ตอนนี้เขากำลังนอนแผ่หราอยู่บนนั้นพลางลูบบั้นท้ายตัวเองปอยๆ
ความจริงแล้วมันไม่ได้เจ็บเลยสักนิด แต่คนเรามันก็ต้องแกล้งทำเป็นเจ็บไว้ก่อน!
มิเช่นนั้นเขาจะรีดไถ... หรือหาข้ออ้างแลกของมีค่าจากคนอื่นได้อย่างไร?
ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วเขาสามารถขี่ถั่วเซียนได้!
"วะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" เขานั่งอยู่บนถั่วเซียนแล้วหัวเราะร่าอย่างคนโง่งม
"หึ สวะก็คือสวะ แต่งงานทีดีใจจนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปเลย"
คำพูดของอิงชางเทียนเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย แต่ลึกๆ ในใจ เขากลับปรารถนาที่จะเข้าไปแทนที่หลินอี้เทียนเสียเอง
ท่ามกลางแขกเหรื่อมากมาย มีคนผู้หนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้า
คนผู้นั้นคืออาเต๋อป้าย ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มอบของขวัญล้ำค่าและรับประกันงานแต่งงานของคนทั้งสอง
"ในเมื่อพิธีเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าตำหนักอู๋ โปรดตามข้ากลับแดนทักษิณเถิด"
อาเต๋อป้ายผนึกปราณขยายเสียงของตน ทำให้ได้ยินดังก้องไปทั่วทุกทิศทาง
ลานประลองยุทธ์ที่เคยอึกทึกครึกโครมพลันเงียบสงัดลงในพริบตา
หลงเหลือเพียงเสียงพึ่บพั่บของกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่างรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่างางแต่งงานอันยิ่งใหญ่ของจักรพรรดินีจะมีจุดหักมุมมากมายถึงเพียงนี้
นับว่าเป็นงิ้วฉากเด็ดที่แสดงให้ชมอย่างต่อเนื่องเสียจริงๆ
ผู้คนในตำหนักหลานเยว่ล้วนเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ
ในฐานะผู้ครอบครองแดนเหนืออ้างว้าง มีกี่ปีแล้วที่พวกเขาต้องถูกหยามเกียรติเช่นนี้?
ทีแรกก็จงหยวน แล้วตอนนี้ก็แดนทักษิณอีก
แต่ละฝ่ายต่างไม่เห็นตำหนักหลานเยว่อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ทีแรกอิงชางเทียนก็ตกตะลึง แต่หลังจากครุ่นคิดเพียงครู่ เขาก็สงบสติอารมณ์ลงและรอดูสถานการณ์ต่อไป
"ว่าอย่างไร คิดจะเล่นบทตั๊กแตนจับจั๊กจั่น โดยไม่รู้ว่ามีนกขมิ้นอยู่ข้างหลังอย่างนั้นหรือ?"
น้ำเสียงของกู๋ตี้ลี่ลอยแว่วเข้าหูของอิงชางเทียนอย่างแผ่วเบา
สีหน้าของอิงชางเทียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เขากลับเลือกที่จะนิ่งเงียบ
แม้จะไม่เกรงกลัวสตรีผู้นี้ แต่ทางที่ดีก็ไม่ควรไปยั่วยุยุแหย่นางในเวลานี้
เมื่อเห็นว่าอิงชางเทียนไม่ตอบโต้นาง กู๋ตี้ลี่ก็รู้สึกเบื่อหน่าย จึงหันไปหาพระถังซัมจั๋งแทน
"ผู้อาวุโสถัง ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?"