เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 82 สายตาที่ลอบมองในภัตตาคาร

ตอนที่ 82 สายตาที่ลอบมองในภัตตาคาร

ตอนที่ 82 สายตาที่ลอบมองในภัตตาคาร


ตอนที่ 82 สายตาที่ลอบมองในภัตตาคาร

 ซ่งซิ่วเฟิงขัดไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเดินตามซ่งอวิ๋นชูเข้าไปในภัตตาคาร

เฮ้อ

ซ่งอวิ๋นชูไหววูบในดวงตา มันฝรั่งราคากิโลกรัมละไม่กี่เฟิน พอเปลี่ยนรูปร่าง จับลงกระทะเติมเครื่องปรุงผัดฉ่าเดียว ก็กลายเป็นอาหารจานละ 2 หยวนในภัตตาคารฮุ่ยชุ่ยไปเสียแล้ว ช่างแตกต่างกันจริงๆ

พนักงานเสิร์ฟที่นี่สวมชุดถังที่ตัดเย็บจากผ้าไหม ผู้หญิงสีแดง ผู้ชายสีเขียว เดิมทีมันควรจะดูแปลกใหม่และเจริญตา

แต่ทว่า...ทำไมพนักงานทุกคนต้องสวมหมวกสีขาวไว้บนหัวด้วยล่ะ? ไม่ว่าชายหรือหญิง

โอ๊ย...

นี่ถือเป็นจุดบอดครั้งใหญ่ ดูลักลั่นพิกลพิการชอบกล

ซ่งอวิ๋นชูชำเลืองมองการตกแต่งชั้นหนึ่ง โต๊ะเก้าอี้ไม้ทรงกลมสี่ขาแบบเครื่องสำริดโบราณดูโอ่อ่าหนักแน่น

แต่กลับไม่ค่อยมีคนนั่งทานอาหาร ก็แน่ละ ค่าบริการสูงลิบขนาดนี้ น้อยคนนักที่จะจ่ายไหว

ถ้าเธอไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีใหม่ชั่วข้ามคืน ก็คงไม่มีทางมาทานที่นี่เหมือนกัน

ซ่งอวิ๋นชูบอกคุณปู่ว่า "เราขึ้นไปดูชั้นสองกันเถอะค่ะ"

"ได้สิ" ซ่งซิ่วเฟิงแม้จะใช้ชีวิตในสือจวงมาสี่สิบกว่าปี แต่ก็นับเป็นครั้งแรกที่ได้ก้าวเข้ามาที่นี่ จึงมองโน่นมองนี่ด้วยความสนใจ

บันไดทำจากไม้กระดาน ราวบันไดเป็นไม้เข้าสลักแบบเข้าเดือย ให้ความรู้สึกย้อนยุคกลับสู่ธรรมชาติ

...

ผังของชั้นสองต่างจากชั้นหนึ่ง โดยแบ่งเป็นห้องส่วนตัวย่อยๆ ที่กั้นด้วยฉากกั้นลาย "เหมย กล้วยไม้ ไผ่ เบญจมาศ"

ซ่งอวิ๋นชูจงใจเลือกที่นั่งริมหน้าต่างด้านทิศใต้ พนักงานสาวนำเมนูมาให้ เธอรับมาเปิดดูแล้วสั่งอาหารทันที

"ปลาหลีฮื้อเปรี้ยวหวาน, หมูชุบแป้งทอด (กัวเปาโร่ว), ซี่โครงหมูน้ำแดง, แล้วก็ไข่เจียวใส่พริกค่ะ อ้อ... ขอหมั่นโถวแป้งขาวสี่ลูกด้วยนะ"

เดิมทีซ่งอวิ๋นชูอยากสั่งเบียร์สักสองขวด แต่พอนึกได้ว่าคุณปู่อายุมากแล้ว การดื่มเหล้าไม่ดีต่อสุขภาพ เธอจึงไม่ได้สั่ง

แต่เธอยังมีความคิดอื่น จึงถามคุณปู่ว่า

"กินหมั่นโถวอย่างเดียวมันจะแห้งคอไปหน่อย ปู่อยากทานโจ๊กไหมจ๊ะ?"

ซ่งซิ่วเฟิงตกตะลึงกับท่าทางการสั่งอาหารแบบไม่กะพริบตาของหลานสาวไปเรียบร้อยแล้ว

สวรรค์!

อวิ๋นชูสั่งแต่เมนูเนื้อสัตว์ทั้งนั้นเลยเหรอ? ที่นี่มันฝรั่งผัดฝอยยังจานละ 2 หยวน แล้วพวกเมนูเนื้อพวกนี้ไม่จานละ 10 หยวนเลยหรือไง? กับข้าวอย่างเดียวก็เท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนแล้ว! นี่ตั้งสี่อย่างนะ? ก็ต้อง 40 หยวนน่ะสิ นี่ยังประเมินไว้ต่ำๆ นะนั่น

ซ่งซิ่วเฟิงรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง เด็กคนนี้ไม่ใช่แค่หมูสนามหรือมือเติบแล้ว แต่นี่มัน "ล้างผลาญ" ชัดๆ

เงินหนึ่งพันหยวน ถ้าใช้แบบนี้ ไม่กี่เดือนก็เกลี้ยง ซ่งซิ่วเฟิงรีบส่ายหน้าทันควัน "ปู่ไม่กินโจ๊กหรอก"

ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด ซ่งอวิ๋นชูหันไปบอกพนักงานทันที

"คุณปู่ไม่ทานโจ๊ก งั้นรบกวนบอกพ่อครัวทำซุปเครื่องในแกะให้ที่หนึ่งค่ะ"

"ได้ค่ะสหาย สรุปเป็นกับข้าวสี่อย่าง เพิ่มซุปเครื่องในแกะอีกหนึ่งนะคะ"

ซุปเครื่องในแกะ?

ซ่งซิ่วเฟิงนึกเสียใจภายหลัง รู้อย่างนี้สั่งโจ๊กสักชามยังดีกว่า พนักงานรีบจดลงสมุดบันทึกแล้วถามต่อ

"ไม่ทราบว่าต้องการสั่งอะไรเพิ่มอีกไหมคะ?"

"ไม่เอาแล้วค่ะ"

ซ่งซิ่วเฟิงชิงพูด "ไม่เอาแล้วจ้ะ แค่นี้ก็กินกันไม่หมดแล้ว"

...

หลังจากพนักงานเดินจากไป

ซ่งซิ่วเฟิงจึงกระซิบถาม "อวิ๋นชู สั่งสี่อย่างซุปหนึ่งอย่างแบบนี้ สองคนจะกินหมดเร็วนะ?"

ซ่งอวิ๋นชูอธิบาย "คุณปู่คะ ถ้ากินไม่หมดก็ห่อกลับบ้านได้ไงคะ เอาไว้กินมื้อเย็น ปู่ไม่ต้องเสียดายเงินหรอกค่ะ นานๆ เราจะมากันที"

ซ่งซิ่วเฟิงกัดฟันกรอด "หลานคนนี้นี่นะ... เอาเถอะ วันนี้ลองชิมรสชาติอาหารภัตตาคารดูสักหน่อย"

เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา

ไม่กี่นาทีต่อมา ไข่เจียวใส่พริกและหมั่นโถวก็ถูกยกมาเสิร์ฟเป็นอย่างแรก

...

การหยอกล้อพูดคุยของสองปู่หลานดึงดูดความสนใจของชายวัยกลางคนที่นั่งทานอาหารอยู่ในห้องกั้นข้างๆ

เขาอายุประมาณสี่สิบถึงห้าสิบปี มีหนวดเคราครึ้ม เขามองเห็นเสี้ยวหน้าอันหมดจดของซ่งอวิ๋นชูผ่านช่องว่างของฉากกั้น

หืม? เด็กสาวคนนี้สวยมาก

แต่ทว่า...

เมื่อเขาสังเกตเห็น ปิ่นหยกขาว ที่ปักอยู่บนผมของซ่งอวิ๋นชู แววตาของเขาก็พลันลุ่มลึกดุจน้ำหมึก แต่ไม่นานนัก ซ่งอวิ๋นชูก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่ลอบมองมาจากด้านข้าง เธอจึงหมุนเก้าอี้หันหลังให้ชายคนนั้นแล้วก้มหน้าทานอาหารต่อ

เหอะ!!! เกิดมาหน้าตาดีนี่มันมักจะดึงดูดแมลงวันจริงๆ

ซ่งอวิ๋นชูบอกคุณปู่ "ถึงกับข้าวที่นี่จะแพงกว่าร้านอื่นหน่อย แต่ปริมาณก็ใช้ได้เลยนะคะ ปู่ทานเยอะๆ นะคะ ของเหลือค้างคืนมันไม่อร่อย"

ซ่งซิ่วเฟิงชิมไปคำหนึ่งแล้ววิจารณ์ว่า "อวิ๋นชู รสชาติก็พอๆ กับร้านแถวบ้านเรานะ ไม่เห็นจะอร่อยวิเศษตรงไหนเลย"

ซ่งอวิ๋นชูกล่าว "ปู่คะ เมนูไข่เจียวใส่พริกมันไม่ได้ทำยากหรอกค่ะ แต่อีกสี่อย่างที่เหลือนั่นน่ะต้องอร่อยแน่ๆ"

จานนี้เธอสั่งมาให้คุณปู่เพราะเห็นว่าท่านอายุมาก ฟันฟางไม่ค่อยดี มันนิ่ม... ย่อยง่าย

ไม่นาน กับข้าวอีกสี่อย่างก็ทยอยมาเสิร์ฟจนครบ ทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติครบเครื่อง

แต่พอวางจนเต็มโต๊ะ ซ่งอวิ๋นชูก็สังเกตเห็นความผิดปกติ

เอ๊ะ?

ทำไมมีอาหารเกินมาสองอย่างล่ะ? มีซาลาเปาหนึ่งจาน กับไข่เยี่ยวม้าทรงเครื่องอีกจาน

ซ่งอวิ๋นชูถามพนักงาน "คุณเสิร์ฟผิดโต๊ะหรือเปล่าคะ? ฉันไม่ได้สั่งสองอย่างนี้ค่ะ"

พนักงานตอบ "ไม่ผิดหรอกค่ะสหาย อาหารสองจานนี้ทางร้านสมนาคุณให้ค่ะ"

ซ่งอวิ๋นชูขมวดคิ้ว "สมนาคุณเหรอคะ? ที่นี่มีกิจกรรมแบบนี้ด้วยเหรอ?"

"ใช่ค่ะสหาย ลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิน 50 หยวน ทางร้านจะมีของสมนาคุณให้ค่ะ" พนักงานอธิบาย

"ฮ่าๆ" ซ่งอวิ๋นชูดีใจ "ดีจัง งั้นวันหลังหนูจะมาที่นี่อีก"

อะไรนะ?

ซ่งซิ่วเฟิงได้ยินพนักงานบอกว่ากับข้าวที่หลานสาวสั่งเมื่อกี้ ราคาเกิน 50 หยวน?

เขารีบซดซุปแกะอึกใหญ่เพื่อข่มขวัญ กับข้าวโต๊ะนี้แพงมหาโหดจริงๆ!

...

หลังทานเสร็จ ซ่งอวิ๋นชูเรียกพนักงานมาห่อของที่เหลือกลับบ้าน

แต่ในยุคนี้ยังไม่มีถุงพลาสติกหรือกล่องโฟม และก็ไม่สามารถเอาถาดของร้านกลับไปได้

ซ่งอวิ๋นชูไม่อยากลำบากแบกจานมาคืนถึงที่นี่หรอกนะ

พนักงานเองก็ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์การห่อกลับ ซ่งอวิ๋นชูจึงเสนอความคิดให้ใช้กระดาษไขห่อแทน

แต่ซุปแกะเป็นของเหลว ใช้กระดาษห่อไม่ได้

ซ่งอวิ๋นชูจึงเสนอ "คุณปู่คะ ปู่ซดซุปแกะให้หมดเถอะค่ะ มันเอากลับไม่ได้"

"ได้เลย"

ซ่งซิ่วเฟิงเชื่อฟังหลานสาว ยกชามซุปขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ยอมท้องแตก ดีกว่าเสียของ

...

ไม่กี่นาทีต่อมา ซ่งอวิ๋นชูก็หิ้วห่อกระดาษไขห้าห่อเดินออกจากภัตตาคารฮุ่ยชุ่ยพร้อมกับคุณปู่

"คุณปู่คะ กับข้าวที่นี่อร่อยใช่ไหมล่ะ?"

"ก็งั้นๆ แหละ"

ซ่งซิ่วเฟิงจงใจพูดข่มไว้ เพราะเขาไม่อยากให้อวิ๋นชูมาที่นี่อีกในครั้งหน้า

...

ชายไว้หนวดเคราครึ้มคนที่แอบมองเมื่อกี้ ไพล่มือยืนอยู่บนบันไดทางเข้าภัตตาคารราวกับภูตผี

ดวงตาที่แหลมคมดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของซ่งอวิ๋นชูที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป เขาหันไปสั่งคนชุดดำข้างกายว่า

"เจ้าจงแอบตามปู่หลานคู่นี้ไป แล้วกลับมารายงานข้าว่าพวกเขาพักอยู่ที่ไหน"

"รับทราบครับ!"

ชายชุดดำรีบก้าวลงจากบันไดตามไปทันที

...

ซ่งอวิ๋นชูกับคุณปู่ยังเดินไม่ถึงป้ายรถเมล์ ก็เห็นรถเมล์สาย 224 กำลังจะเข้าจอดพอดี

เธอพยุงคุณปู่วิ่งเหยาะๆ ไปสองสามก้าวเพื่อให้ทันรถ ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ประตูรถจะปิดลง ชายชุดดำคนหนึ่งก็พุ่งพรวดขึ้นมาบนรถ ซ่งอวิ๋นชูหันไปมองเขาด้วยความสงสัยแวบหนึ่ง ไม่ว่ายุคสมัยไหน คนที่สวมชุดดำล้วนดูสะดุดตาเสมอ

เขารูปร่างผอมบาง หน้าตาธรรมดา แต่ที่หางตามีรอยแผลเป็นจางๆ อยู่รอยหนึ่ง

...

ยี่สิบนาทีผ่านไป ซ่งอวิ๋นชูพยุงคุณปู่ลงจากรถเมล์ ในขณะเดียวกันชายชุดดำคนนั้นก็ลงมาด้วย แล้วเดินตามพวกเขามาห่างๆ

รักษาระยะไม่ใกล้ไม่ไกล ซ่งอวิ๋นชูพยุงคุณปู่ข้ามถนน ตอนที่เธอหันกลับไปมองว่ามีรถยนต์ผ่านมาหรือไม่ เธอก็สังเกตเห็นชายชุดดำคนนั้นยืนอยู่ห่างออกไปประมาณสิบเมตร หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

เธอก็เห็นไอ้หมอนี่อยู่บนรถเมล์แล้ว ทำไมมาเห็นที่นี่อีก?

มันจะเป็นเรื่องบังเอิญอย่างนั้นเหรอ?

เพราะซ่งอวิ๋นชูเคยพลาดท่าเสียทีมาแล้วครั้งหนึ่ง เธอจึงระแวดระวังตัวเป็นพิเศษ

 

จบตอนที่ 82

จบบทที่ ตอนที่ 82 สายตาที่ลอบมองในภัตตาคาร

คัดลอกลิงก์แล้ว