เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 81 ภัตตาคารรวบรวมเลิศรส (ฮุ่ยชุ่ย)

ตอนที่ 81 ภัตตาคารรวบรวมเลิศรส (ฮุ่ยชุ่ย)

ตอนที่ 81 ภัตตาคารรวบรวมเลิศรส (ฮุ่ยชุ่ย)


ตอนที่ 81 ภัตตาคารรวบรวมเลิศรส (ฮุ่ยชุ่ย)

 

พวกเขายืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายริมถนน เนื่องจากเป็นช่วงเที่ยงวันพอดี คนที่ป้ายจึงค่อนข้างบางตา

ซ่งอวิ๋นชูบอกกับคุณปู่ว่า "ปู่เดินตามหนูมาเลยนะจ๊ะ เพื่อนร่วมงานบอกหนูว่ามีร้านหนึ่งอาหารอร่อยมาก หนูจะพาปู่ไปลอง"

"ได้สิ" ซ่งซิ่วเฟิงตอบรับด้วยความปลาบปลื้ม เขารู้สึกว่าในที่สุดเขาก็มีที่พึ่งเสียที

หลานสาวคนนี้เริ่มฉายแววพึ่งพาได้ ไม่ประหม่า ไม่กลัวคน แถมยังมีใจกล้าพาเขามาลงภัตตาคารอีกด้วย

...

ห้านาทีต่อมา ซ่งอวิ๋นชูพยุงคุณปู่ขึ้นรถเมล์สายวงกลม บนรถมีที่นั่งว่างมากมาย พวกเขานั่งคู่กันไปตลอดทาง

ยี่สิบนาทีผ่านไป ซ่งอวิ๋นชูพยุงคุณปู่ลงจากรถเมล์ "คุณปู่คะ วันนี้เราจะไปกินข้าวที่ร้านที่ใหญ่และดีที่สุดในสือจวงกันค่ะ"

เธออยากใช้เวลาอยู่กับคุณปู่ให้มากที่สุดก่อนจะจากไป เพื่อชดเชยความเสียดายที่เกิดขึ้นจากนิสัยเดิมของเจ้าของร่างคนเก่า

ซ่งซิ่วเฟิงกังวล "ลูกเอ๊ย ร้านใหญ่แบบนี้กับข้าวต้องแพงแน่ๆ เลยใช่ไหม?"

คนแก่ที่ประหยัดมาทั้งชีวิตย่อมอดกังวลเรื่องเงินไม่ได้

เฮ้อ!

ซ่งอวิ๋นชูทอดถอนใจในอก ซ่งเฉิงเหล่ยมีสมบัติแก้วแหวนเงินทองเก็บไว้เต็มบ้าน แต่กลับปล่อยให้พ่อแม่มีชีวิตที่ยากลำบากมาตลอดชีวิต แม้แต่จะไปกินข้าวที่ร้านอาหารสักมื้อยังไม่กล้า ลูกอกตัญญูแบบนี้ ต่อให้ติดคุกก็ยังถือว่าปรานีไปเสียด้วยซ้ำ

คนอะไรนิสัยแย่ชะมัด!

ซ่งอวิ๋นชูปลอบเขา "คุณปู่คะ หนูมีเงินจะกลัวอะไร แพงก็แพงหน่อย ร้านใหญ่กับข้าวอร่อย บริการก็ดีนะคะ"

ซ่งซิ่วเฟิงเตือนเสียงเบา "อวิ๋นชู มีเงินก็ต้องรู้จักประหยัดนะ ตอนนี้หลานตัดขาดกับพ่อแล้ว เขาคงไม่มาดูแลหลานอีกแล้วล่ะ"

ซ่งอวิ๋นชูกล่าว "คุณปู่คะ เรื่องวันข้างหน้าไว้ค่อยว่ากัน แต่ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยมาดูแลหนูอยู่แล้ว ปู่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หนูไม่มีทางขัดสนเงินทองแน่นอน อีกอย่าง เงินน่ะมันต้องหามาใช้ ไม่ใช่แค่เก็บออมอย่างเดียวนะคะ"

เธอกล่าวอย่างมั่นใจ

หืม? ซ่งซิ่วเฟิงสงสัย "อวิ๋นชู หลานจะหาเงินยังไง? เงินเดือนเดือนละแค่สิบหยวนเองนะ"

ซ่งอวิ๋นชูเหลือบมองรอบตัวว่าไม่มีใคร "คุณปู่คะ ตอนนี้ยังหาเงินไม่ได้หรอก นโยบายรัฐยังไม่เอื้ออำนวย ต้องรออีกสักพักค่ะ

วันก่อนหนูไปเสี่ยงเซียมซีที่เขาลิ่วไถ นักพรตบอกว่าอีกสิบสองปีข้างหน้าหนูจะรวยมหาศาล เงินทองไหลมาเทมาเลยล่ะค่ะ"

สิบสองปีที่เธอว่าก็คือปี 1978 นั่นเอง ตอนที่นโยบายทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป

ซ่งซิ่วเฟิงยังคงกังวลไม่หาย "คำทำนายมันจะแม่นขนาดนั้นเลยเหรอ? หลานจะเชื่อทั้งหมดไม่ได้นะ อีกอย่าง เงินหนึ่งพันหยวนนี่มันจะใช้พอถึงสิบสองปีเชียวเหรอ?"

ช่วงนี้ซ่งอวิ๋นชูใช้เงินไม่น้อยเลย หากใช้ด้วยความเร็วระดับนี้ หนึ่งพันหยวนคงหมดภายในปีเดียว มือเติบเกินไปหน่อยแล้ว

อวิ๋นชูคนนี้ นิสัยเปลี่ยนไปแบบกลับหน้ามือเป็นหลังมือจริงๆ

"คุณปู่คะ ไม่ต้องห่วงหนูหรอกค่ะ" ซ่งอวิ๋นชูเริ่มพล่ามต่อ

"ถ้าเงินพวกนี้หมดไป ก็ยังมีลู่หยุนเช่ออยู่ไม่ใช่เหรอคะ? หนูเป็นเมียเขา เขาไม่เลี้ยงหนูได้ยังไง?"

ในใจซ่งอวิ๋นชูแอบคิดว่า ตอนนี้เธอเป็นมหาเศรษฐินีตัวจริง ทั่วประเทศคงหาคนมีเงินเยอะเท่าเธอได้ยาก

เพียงแต่เธอต้องไม่แสดงความรวยออกมาให้ใครเห็น

ซ่งซิ่วเฟิงคิดตามแล้วบอกว่า "ก็จริง ลู่หยุนเช่อเป็นถึงผู้พัน เงินเบี้ยเลี้ยงคงไม่น้อย แต่เขาจะให้หลานหมดเลยเหรอ?"

พูดไปพูดมาเขาก็กลับมากังวลอีก เขาหยุดเดินพลางขมวดคิ้วมุ่น

"อวิ๋นชู ปู่รู้สึกว่าเรื่องสลับตัวเจ้าสาวครั้งนี้มันดูรวบรัดไปหน่อยนะ ไม่ต้องพูดถึงว่าทำไมตระกูลลู่ถึงได้รีบร้อนขนาดนี้ เอาแค่ตัวลู่หยุนเช่อเอง นิสัยดูเดาใจยาก ปู่มองไม่ออกเลยว่าเขารู้สึกยังไง"

"ตอนที่หลานชนเขา ปฏิกิริยาเขามั่นคงมาก ตามหลักแล้วถ้ามีเด็กสาวมาพุ่งชนใส่ตัว อย่างน้อยก็น่าจะมีความเคอะเขินบ้างใช่ไหม? แต่เขาไม่มีเลย ไม่มีความรู้สึกอะไรสักนิด ดูเยือกเย็นเกินไป"

ซ่งซิ่วเฟิงผ่านโลกมาครึ่งค่อนชีวิต เห็นคนมานับไม่ถ้วน แต่สำหรับชายคนนี้ เขามองไม่ออกจริงๆ

"คุณปู่คะ เขาเป็นทหาร พลังใจและการควบคุมอารมณ์ต้องแข็งแกร่งมาก มีสำนวนหนึ่งที่ว่า 'นิ่งสงบเผชิญความเปลี่ยนแปลง' นั่นแหละค่ะคือตัวเขา ถ้าเจอเรื่องแค่นี้แล้วคุมอารมณ์ไม่อยู่ จะขึ้นเป็นผู้พันได้ยังไงล่ะคะ?"

ซ่งอวิ๋นชูกล่าวอย่างมั่นใจ แต่ความจริงความรู้เรื่องนิสัยของลู่หยุนเช่อของเธอก็จำกัดอยู่แค่ไม่กี่บรรทัดที่เขียนไว้ในนิยาย

ลู่หยุนเช่อคนนี้ หลังแต่งงานแค่วันเดียวก็สะบัดก้นออกจากปักกิ่งมุ่งหน้าไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือแบบที่วัวร้อยตัวก็ฉุดไม่อยู่

ซ่งเฟยเฟยที่สวยปานนางฟ้ากลับไม่ได้แตะแม้แต่เส้นขนของเขาในคืนเข้าหอ

คนธรรมดาที่ไหนจะทำแบบนี้ได้?

ทำได้ยากมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชายหนุ่มเลือดร้อนที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่านเลย ไม่อย่างนั้น ซ่งเฟยเฟยที่ย้อนอดีตมาคงไม่พยายามทุกวิถีทางเพื่อสลับตัวเจ้าสาวหรอก ในมุมหนึ่งหล่อนคงรู้สึกว่าลู่หยุนเช่อเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ขุนไม่ขึ้น

และอีกมุมหนึ่ง คือเขาสิ้นชีพตั้งแต่ยังหนุ่ม หลังแต่งงานแล้วจากไป ก็คือจากลาชั่วชีวิต

เพราะลู่หยุนเช่อในนิยายเป็นแค่ตัวประกอบเกรดเอ บทบาทน้อยมาก

ผู้เขียนไม่ได้เขียนแม้แต่ความรู้สึกนึกคิดของเขาเลยด้วยซ้ำ

แต่ซ่งอวิ๋นชูเตรียมใจไว้แล้ว เธอจึงพยายามปลอบใจให้คุณปู่คลายกังวล

หล่อนหว่านล้อมปู่ ว่าลู่หยุนเช่อเป็นคนมีศีลธรรมไว้ใจได้ และเธอก็ไม่ใช่ซ่งเฟยเฟยเสียหน่อย

ซ่งซิ่วเฟิงยังคงมีสีหน้าไม่สู้ดี

"ต่อให้เขาจะเป็นทหาร มีจิตใจเข้มแข็งแค่ไหน แต่ปู่สังเกตเห็นว่าเขาไม่เคยยิ้มเลยสักครั้ง เอาแต่ตีหน้าขรึมตลอด อวิ๋นชู      ลู่หยุนเช่อเขาเป็นคนอารมณ์ร้ายหรือเปล่า? ต่อไปถ้าโกรธขึ้นมา เขาจะไม่ลงไม้ลงมือกับหลานเหรอ?"

"เขาตัวใหญ่ขนาดนั้น หมัดเดียวไม่ทำให้หลานกระอักเลือดตายไปครึ่งตัวเลยเหรอ? อวิ๋นชู ปู่ว่าเราลองพิจารณาใหม่อีกทีดีไหม?"

เขายิ่งคิดยิ่งเป็นห่วง

อะไรนะ?

พิจารณาใหม่?

ซ่งอวิ๋นชูไม่นึกเลยว่าคุณปู่จะไม่ไว้ใจลู่หยุนเช่อขนาดนี้ แต่เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว

เธอจึงเกลี้ยกล่อมต่อ "คุณปู่คะ เขาเป็นทหาร มีวินัยกองทัพคอยกำกับอยู่ เขาไม่ตีคนหรอกค่ะ นิสัยใจคอไม่มีปัญหาแน่นอน คราวก่อนตอนหนูเจออันตราย เขาก็เป็นคนช่วยหนูไว้นะคะ ลู่หยุนเช่อคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตหนูเลยล่ะ"

"ส่วนเรื่องเงินเบี้ยเลี้ยง ปู่ก็สบายใจได้เลย ถ้าเขาไม่ให้ หนูเองก็ไม่อดตายหรอกค่ะ แค่ขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรมาขายก็อิ่มท้องแล้ว สรุปคือ 'ถึงภูเขาจะมีทางตัดผ่าน ถึงท่าน้ำจะมีเรือข้าม' ปู่คะ เราไปกันเถอะ"

ซ่งอวิ๋นชูพยุงเขาเดินต่อ "ใกล้ถึงแล้วค่ะ"

ซ่งซิ่วเฟิงยังดูไม่ค่อยเต็มใจนัก "ลูกเอ๊ย ปู่ก็เห็นว่าเขาเป็นทหาร พ่อกับปู่เขาก็เป็นทหารหรอกนะ ไม่อย่างนั้นปู่คงไม่กล้าปล่อยหลานให้แต่งกับเขาจริงๆ ความจริงเจ้าหนูเหลียงเฉิงนั่นก็ไม่เลวนะ อย่างน้อยก็เห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย"

เหลียงเฉิง?

ซ่งอวิ๋นชูไหววูบในดวงตา "คุณปู่คะ อย่าคิดมากเลยค่ะ คิดเยอะจนผมขาวหมดแล้ว หนูมองพี่เฉิงเป็นแค่พี่ชายแท้ๆ มาตลอด เป็นสามีภรรยากันไม่ได้หรอกค่ะ ปู่คะ ปู่เห็นหรือยัง? นั่นไงคะร้านอาหาร ภัตตาคารฮุ่ยชุ่ย "

เธอชี้ไปยังอาคารสามชั้นที่อยู่ไม่ไกล เป็นภัตตาคารสไตล์จีนดั้งเดิม หลังคาทรงปีกนกสีแดง อิฐสีเขียว รูปทรงดูมั่นคงภูมิฐานและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายทางวัฒนธรรม ดูคลาสสิกและมีเสน่ห์แบบตะวันออก ใต้ชายคาทั้งสี่ด้านยังแขวนโคมไฟสีแดงเรียงรายเป็นแถว สวยงามมาก ภัตตาคารฮุ่ยชุ่ยมีชื่อเสียงโด่งดังมากในสือจวง ว่ากันว่าชาวจีนโพ้นทะเลจากอเมริกาเป็นคนมาเปิดไว้เมื่อสิบห้าปีก่อน ต่อมาด้วยเหตุผลบางประการเขาต้องกลับประเทศ จึงได้บริจาคภัตตาคารแห่งนี้ให้กับรัฐบาล

ตอนนี้จึงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ภัตตาคารฮุ่ยชุ่ยแห่งนี้เป็นแลนด์มาร์กของสือจวงที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดดเด่นมาก

ซ่งซิ่วเฟิงมองตามทิศที่เธอชี้แล้วก็ถึงบางอ้อ

"อ๋อ อวิ๋นชู ที่แท้หลานหมายถึงร้านนี้นี่เอง? ที่นี่ราคาไม่เบาเลยนะ ปู่ได้ยินมาว่ามันฝรั่งผัดฝอยจานเดียวขายตั้งสองหยวนแน่ะ"

เขาเริ่มจะถอดใจ ร้านนี้มันฟันหัวแบะชัดๆ

ซ่งอวิ๋นชูไม่สนใจเลยสักนิด "ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณปู่ เรามาร้านอาหารก็ไม่ต้องสั่งมันฝรั่งผัดสิคะ จะขายห้าหยวนก็ไม่เกี่ยวกับเรา ป่ะ เข้าไปกันเถอะค่ะ"

 

จบตอนที่ 81

จบบทที่ ตอนที่ 81 ภัตตาคารรวบรวมเลิศรส (ฮุ่ยชุ่ย)

คัดลอกลิงก์แล้ว