- หน้าแรก
- พันธนาการแห่งมารและกายาศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 13 - เคล็ดกระบี่มหาอนัตตา
บทที่ 13 - เคล็ดกระบี่มหาอนัตตา
บทที่ 13 - เคล็ดกระบี่มหาอนัตตา
บทที่ 13 - เคล็ดกระบี่มหาอนัตตา
★★★★★
คนที่ฉินเฟิงพามาสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ด อีกคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด บัดนี้ต่างก็ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับศิษย์ใหม่ที่เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหก ทุกคนต่างก็พูดอะไรไม่ออก พรสวรรค์ระดับเก้าดาวมันน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
การต่อสู้ในครั้งนี้แพร่สะพัดไปทั่วลานนอกอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เรื่องผลการต่อสู้ในครั้งนี้ก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่ว
เย่ชิงเฉินใช้ระดับการฝึกตนขั้นหกเอาชนะเหลียงฉีที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุดได้ เรื่องพรรค์นี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดจินตนาการ บรรดาศิษย์จำนวนมากเริ่มพากันออกตามหาเย่ชิงเฉินอย่างบ้าคลั่ง เพราะอยากจะเห็นกับตาตัวเองว่าเขาจะมีท่วงท่าสง่างามเพียงใด
ทว่าเย่ชิงเฉินกลับราวกับอันตรธานหายไปกับตา ต่อให้พวกเขาจะพลิกแผ่นดินหาทั่วสำนักศึกษาเขาเขียวก็ไม่มีใครพบเห็นร่องรอยของเขาเลย!
เมื่อเป็นเช่นนี้ บางคนจึงเริ่มเบนความสนใจไปที่มู่เสี่ยวเสี่ยวและเซียวเหอซึ่งมีความสนิทสนมกับเย่ชิงเฉิน ที่พักของคนทั้งสองถูกปิดล้อมจนแทบไม่มีทางเดิน แม้กระทั่งศิษย์หญิงคนที่ให้เย่ชิงเฉินยืมกระบี่ก็ยังพลอยโดนรบกวนอยู่บ่อยครั้งไปด้วย
"เจ้าหนู เจ้านี่ขยันสร้างความวุ่นวายจริงๆ เลยนะ ดูพวกสิ ตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะฝึกซ้อมกันหมดแล้ว..."
ภายในห้องโถงของเกล็ดตึกแห่งหนึ่ง ชายชรายืนอยู่ริมระเบียงพลางทอดสายตามองดูความวุ่นวายของศิษย์ลานนอกเบื้องล่าง บนใบหน้าอันชราภาพนั้นประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
ชายชราผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสเจียง เจ้าสำนักศึกษาเขาเขียวนั่นเอง ส่วนที่ด้านหลังของเขาไม่ไกลนัก มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ เด็กหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลาหมดจด แม้จะยังคงมีร่องรอยความเยาว์วัยอยู่บ้าง แต่ดวงตากลับลึกล้ำเสียจนไม่มีใครกล้าสบตาตรงๆ
เขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเย่ชิงเฉิน ศิษย์ใหม่ผู้เพิ่งจะเอาชนะยอดฝีมือลานนอกสองคนรวดจนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสำนักศึกษา!
"ผู้อาวุโสเจียงอย่าล้อข้าเล่นเลยขอรับ ข้าเองก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้สักหน่อย..."
เย่ชิงเฉินส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มพลางกล่าวว่า "แต่ว่า เรื่องที่ข้าทำกระบี่ของศิษย์พี่หญิงคนนั้นหักไป ข้าคงต้องรบกวนผู้อาวุโสเจียงช่วยหากระบี่เล่มใหม่ไปชดใช้ให้นางแทนข้าด้วยนะขอรับ ถือเสียว่าผู้น้อยติดค้างหนี้บุญคุณท่านครั้งหนึ่ง"
"เรื่องขี้ผงแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจหรอก"
ดวงตาของผู้อาวุโสเจียงฉายประกายแวบหนึ่ง เขาหันมามองเย่ชิงเฉินพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "อีกอย่าง เมื่อกี้เจ้าบอกว่าติดค้างหนี้บุญคุณข้าใช่ไหม?"
"เอ่อ... ขอเพียงไม่ขัดต่อคุณธรรมในใจ ผู้น้อยย่อมยินดีช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถขอรับ"
เมื่อเห็นสายตาแปลกๆ ของผู้อาวุโสเจียง เย่ชิงเฉินก็ชะงักไปเล็กน้อย ในใจเกิดลางสังหรณ์แปลกๆ ขึ้นมาทันที
"ดีมาก!"
ผู้อาวุโสเจียงหัวเราะลั่นพลางกล่าวว่า "เจ้าหนู จำคำพูดในวันนี้ของเจ้าไว้ให้ดีล่ะ วันหน้าหากข้ามีเรื่องต้องการให้ช่วย เจ้าห้ามกลับคำเด็ดขาด!"
ใจของเย่ชิงเฉินกระตุกวาบ แย่แล้ว เขาโดนตาเฒ่าคนนี้ขุดหลุมฝังเข้าให้แล้ว แต่เมื่อพูดออกไปแล้วก็ยากจะคืนคำ หวังว่าวันข้างหน้าตาเฒ่าคนนี้จะไม่ขอให้เขารั้งอยู่ที่นี่เพื่อสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักอะไรทำนองนั้นหรอกนะ
"ช่วงหลายวันนี้เจ้าก็พักรักษาตัวและฝึกฝนอยู่ที่นี่ไปก่อนเถอะ ถือโอกาสนี้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการฝึกตนกับหลานเสวี่ยด้วย คอยช่วยชี้แนะกันและกัน รอจนกว่าเรื่องวุ่นวายข้างนอกจะซาลงแล้ว เจ้าค่อยออกไปก็ยังไม่สาย..." ผู้อาวุโสเจียงกล่าว
"ขอรับ ขอบคุณผู้อาวุโสเจียงที่คอยดูแลผู้น้อยเป็นอย่างดี" เย่ชิงเฉินพยักหน้ารับคำ
ผู้อาวุโสเจียงสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป ปล่อยให้เย่ชิงเฉินได้ฝึกฝนวิชาอย่างสงบเพียงลำพัง พื้นที่ชั้นสองของเกล็ดตึกเงียบสงบมาก สงบเสียจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง สภาพแวดล้อมเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนปรารถนาอย่างยิ่ง!
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในเกล็ดตึกแห่งนี้ยังมีค่ายกลรวบรวมพลังปราณติดตั้งอยู่ด้วย จึงไม่ต้องกังวลเรื่องพลังปราณจะเหือดแห้งเลยแม้แต่น้อย ในยามปกติ มีเพียงผู้อาวุโสเจียงและเจียงหลานเสวี่ยเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้ามาฝึกฝนในสถานที่แห่งนี้!
บัดนี้ เย่ชิงเฉินได้รับสิทธิ์เป็นกรณีพิเศษ นี่แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความคาดหวังที่ผู้อาวุโสเจียงมีต่อเขาอย่างชัดเจน แน่นอนว่าเขาจะทำให้ผู้อาวุโสเจียงต้องผิดหวังไม่ได้ และเพื่อเตรียมรับมือกับศัตรูที่ยากจะคาดเดาตามที่หนานกงเยี่ยนเอ๋อร์เคยเตือนไว้ เขาจำเป็นต้องใช้สอยทุกทรัพยากรที่มีเพื่อทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วที่สุด!
เคล็ดวิชาใจศักดิ์สิทธิ์หมุนวน พลังปราณแห่งฟ้าดินโดยรอบหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเย่ชิงเฉินอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากผ่านการต่อสู้กับเหลียงฉี เย่ชิงเฉินก็เริ่มมีความเข้าใจในวิถีกระบี่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว นั่นถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้ใช้เพลงกระบี่ต่อสู้จริง ประสบการณ์และสภาพจิตใจของเขาจึงได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล!
ในขณะนี้ ในหัวของเขากำลังจำลองภาพของเพลงกระบี่ที่เรียนมาจากหนานกงเยี่ยนเอ๋อร์ เพลงกระบี่นั้นมีชื่อว่า เคล็ดกระบี่มหาอนัตตา
กระบวนท่าที่หนึ่ง ทลายสวรรค์
กระบวนท่าที่ที่สอง ดับสูญ
กระบวนท่าที่สาม สุญตา
เพลงกระบี่ชุดนี้มีเพียงสามกระบวนท่า หรือจะบอกว่ามีเพียงสามกระบี่ก็ได้ ทว่าในแต่ละกระบี่กลับแฝงไปด้วยกระบวนท่าย่อยๆ อีกนับไม่ถ้วน เปลี่ยนแปลงพลิกแพลงได้ตลอดเวลา ลึกล้ำยากแท้หยั่งถึง!
อย่างไรก็ตาม แม้หนานกงเยี่ยนเอ๋อร์จะสอนเพลงกระบี่ให้เขา แต่กลับไม่ได้สอนวิธีกระบี่ขั้นพื้นฐานให้กับเขาเลย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาบอกคนอื่นว่าตนเองใช้กระบี่ไม่เป็น
การที่เขาเอาชนะเหลียงฉีได้เมื่อครั้งก่อน ส่วนใหญ่เป็นเพราะความได้เปรียบในเรื่องระดับชั้นของเพลงกระบี่ หากเป็นเพลงกระบี่ในระดับเดียวกัน เกรงว่าเขาคงไม่ใช่คู่มือของเหลียงฉีแน่ และบางทีมือกระบี่ทั่วไปก็อาจจะทำให้เขารับมือได้ยากลำบากแล้วด้วยซ้ำ
อีกทั้งหนานกงเยี่ยนเอ๋อร์ยังเคยบอกว่า เพลงกระบี่ที่เขาแสดงออกมานั้นยังไม่ใช่อานุภาพที่แท้จริงของมัน เป็นเพราะระดับการฝึกตนของเขาต่ำเกินไป
ในตอนนั้นเขาเข้าใจว่านั่นหมายถึงระดับการฝึกยุทธ์ แต่เมื่อมาคิดดูในตอนนี้ บางทีเขาอาจจะเข้าใจผิดไป ตัวเขาไม่ได้ขาดแคลนในเรื่องระดับการฝึกตน แต่เขากำลังขาดแคลนการสะสมประสบการณ์ในวิถีกระบี่ต่างหาก!
เพลงกระบี่ระดับปฐพีชุดนี้ หากเปลี่ยนให้เหลียงฉีเป็นคนใช้ อานุภาพคงจะเหนือชั้นขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวแน่นอน!
...
เมื่อเวลาล่วงเลยไป บรรดาศิษย์ในสำนักศึกษาก็ค่อยๆ หลงลืมชื่อของเย่ชิงเฉินไปทีละน้อย ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตและฝึกฝนวิชาตามปกติ แม้บางครั้งจะมีการพูดถึงบ้าง แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นและบ้าคลั่งเหมือนในตอนแรกแล้ว
ในวันนี้ เย่ชิงเฉินก้าวเดินออกจากเกล็ดตึกในที่สุด กลิ่นอายทั่วร่างของเขาดูสุขุมและหนักแน่น แฝงไว้ด้วยพลังที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
การเก็บตัวฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้ระดับการฝึกตนของเขาบรรลุจากผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกสู่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดได้สำเร็จ วิชาเวทที่เรียนมาจากตำหนักเวทก็ยิ่งใช้งานได้อย่างลื่นไหลและแตกฉานมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถนำวิชาเวทบางวิชามาผสานรวมกันเพื่อสร้างวิชาเวทบทใหม่ที่มีอานุภาพร้ายกาจยิ่งขึ้นได้อีกด้วย!
วิชาเวทที่ผสานระหว่างอสนีบาตฟาดฟันและเกล็ดน้ำค้างเหมันต์ทลายล้าง มีชื่อว่า พันอสนีบาตคุกเหมันต์
วิชาเวทที่ผสานระหว่างบึงโคลนมรณะและเถาวัลย์หนามพันธนาการ มีชื่อว่า พันธนาการยมโลก
วิชาเวทผสานทั้งสองนี้ถือเป็นวิชาเวทที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ของเย่ชิงเฉิน ส่วนวิชาเวทพื้นฐานอื่นๆ นั้นเขาสามารถใช้งานมันได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย สะบัดมือเบาๆ ก็ร่ายคาถาออกมาได้แล้ว!
เมื่อเดินออกจากเกล็ดตึก เย่ชิงเฉินก็ตรงไปยังลานฝึกซ้อมทันที สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเซียวเหอที่กำลังประลองฝีมืออยู่กับคนอื่น เซียวเหอรับมือกับการจู่โจมของคนสามคนได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเผยให้เห็นกล้ามเนื้ออันทรงพลังที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังอันมหาศาล
"เซียวเหอ"
เย่ชิงเฉินเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับเอ่ยปนหัวเราะ "อารมณ์ดีจริงนะ สนใจมาลองฝีมือกับข้าสักหน่อยไหม..."
เซียวเหอชะงักไปทันที เขาถอยฉากออกมาและมองเย่ชิงเฉินด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ส่วนคนสามคนที่กำลังประลองกับเขาก็หันมามองเช่นกัน ในดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมและศรัทธา
ที่พวกเขาพยายามเข้าหาเซียวเหอในช่วงนี้ ก็เป็นเพราะต้องการสร้างความสนิทสนมเพื่อหวังจะให้เย่ชิงเฉินช่วยชี้แนะวิชาให้ นึกไม่ถึงเลยว่าในวันนี้ความหวังของพวกเขาจะเป็นจริงขึ้นมาแล้ว!
"เจ้าเนี่ยนะ?"
เซียวเหอเลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าวอย่างได้ใจ "เมื่อก่อนตอนที่พวกเราต่อสู้กัน เจ้าไม่เคยเอาชนะข้าได้เลยนะ ลืมไปแล้วหรือไง?"
"นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้เจ้ากล้าลองดีกับข้าอีกสักตั้งไหมล่ะ?" เย่ชิงเฉินท้าทาย
แววตาของเซียวเหอฉายประกายแหลมคม เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าในตอนนี้เย่ชิงเฉินจะแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใด
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาพยายามฝึกฝนอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน คอยประลองฝีมือกับคนอื่นตลอดเวลา ก็เพียงเพื่อต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าพรสวรรค์ไม่ได้เป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง และในตอนนี้ ก็ถึงเวลาที่เขาจะได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว!
"เดี๋ยวก่อน!"
ในตอนที่เย่ชิงเฉินกำลังจะก้าวเท้าเข้าไป เซียวเหอก็รีบยกมือทำสัญญาณห้าม สีหน้าดูเลิ่กลั่กพลางกล่าวว่า "หากข้าอัดเจ้าจนหมอบ ยัยผู้หญิงบ้าคนนั้นคงจะไม่กลับมาล้างแค้นข้าหรอกนะ?"
ผู้หญิงบ้าคนนั้น? หมายถึงหนานกงเยี่ยนเอ๋อร์งั้นหรือ?
เจ้านี่ยังฝังใจกับเรื่องที่โดนหนานกงเยี่ยนเอ๋อร์ตบหน้าจนคว่ำในวันนั้นอยู่สินะ?
เย่ชิงเฉินหัวเราะอย่างอ่อนใจพลางส่ายหัว "ไม่หรอก"
"ดี! งั้นข้าจะลงมือแล้วนะ เจ้าห้ามออมมือเด็ดขาด ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าความสามารถของข้าในตอนนี้จะอยู่ในระดับไหน!"
สิ้นเสียงคำราม กลิ่นอายทั่วร่างของเซียวเหอก็แปรเปลี่ยนไปทันที พลังอันบ้าคลั่งและแข็งแกร่งประดุจกำแพงเหล็กแผ่ซ่านออกมา ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของลานฝึกซ้อมเอาไว้ในพริบตา!
[จบแล้ว]