- หน้าแรก
- พันธนาการแห่งมารและกายาศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 7 - ฝึกฝนวิชาเวท
บทที่ 7 - ฝึกฝนวิชาเวท
บทที่ 7 - ฝึกฝนวิชาเวท
บทที่ 7 - ฝึกฝนวิชาเวท
★★★★★
ระหว่างที่กำลังคิด ร่างของคนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาจากนอกตำหนัก คนผู้นั้นคือผู้อาวุโสสิงนั่นเอง
เขาเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสเจียงพลางกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ข้างหู สีหน้าของผู้อาวุโสเจียงแปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุด
ครู่ต่อมาผู้อาวุโสเจียงก็ลุกขึ้นยืน เขายิ้มให้เย่ชิงเฉินแล้วเอ่ยว่า "เจ้าหนู พวกข้าปรึกษากันแล้วว่านับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าสามารถเข้าออกทุกพื้นที่ในสำนักศึกษาเขาเขียวได้อย่างอิสระ เคล็ดวิชาและวิทยายุทธ์ในตำหนักยุทธ์และตำหนักเวทเจ้าก็สามารถเปิดอ่านได้ตามใจชอบ ขอเพียงไม่นำมันออกไปจากสำนักศึกษา เจ้าจะอ่านนานแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า..."
พูดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสเจียงก็หยิบม้วนคัมภีร์ที่ดูเก่าและขาดวิ่นเล็กน้อยออกมาจากแหวนมิติ เขายื่นมันให้กับเย่ชิงเฉินพลางเอ่ยว่า "นี่คือเคล็ดวิชาที่สืบทอดกันมาแบบรุ่นสู่รุ่นของสำนักศึกษาเขาเขียวเรา เป็นวิชาที่เน้นฝึกฝนวิถีวิญญาณโดยเฉพาะ ทว่ายังไม่เคยมีใครฝึกฝนจนสำเร็จมาก่อน แต่ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า บางทีอาจจะพอทำความเข้าใจมันได้บ้าง"
"แม้จะมีเพียงครึ่งม้วน แต่มันก็ทรงคุณค่าทัดเทียมกับเคล็ดวิชาระดับปฐพีที่สมบูรณ์แบบชุดหนึ่ง ข้ามอบมันให้กับเจ้า หวังเพียงว่าในวันข้างหน้าที่เจ้าประสบความสำเร็จ เจ้าจะไม่ลืมว่าท่ามกลางเทือกเขาแสนยอดแห่งนี้ ยังมีสถานที่ที่เรียกว่าสำนักศึกษาเขาเขียวตั้งอยู่"
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสเจียง ผู้น้อยจะจดจำคำพูดในวันนี้ไว้ให้ขึ้นใจขอรับ"
เย่ชิงเฉินไม่ปฏิเสธ เขารับม้วนคัมภีร์ครึ่งม้วนนั้นมาไว้ในมือ
เขารู้ดีว่าที่ผู้อาวุโสเจียงทำเช่นนี้ก็เพียงเพื่อต้องการรั้งตัวเขาไว้ อีกอย่างเขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะจากไปในเร็วๆ นี้ การรับของสิ่งนี้ไว้จึงไม่ได้ทำให้เขาต้องคิดมากอะไร
เมื่อมองดูม้วนคัมภีร์ในมือ เย่ชิงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ พรสวรรค์ระดับเก้าดาวทำให้ผู้อาวุโสเจียงยอมควักเอาสมบัติก้นหีบออกมามอบให้เขาเลยทีเดียว
นี่คือการปฏิบัติที่เหนือกว่าศิษย์ธรรมดาทั่วไปมากนัก เกรงว่าแม้แต่ท่านเจ้าตำหนักทั้งสองก็คงไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้!
ผู้อาวุโสเจียงจ้องมองเย่ชิงเฉินอย่างลึกซึ้ง ตอนที่เด็กหนุ่มรับม้วนคัมภีร์ไปเมื่อครู่นี้ ในดวงตาของเขากลับไม่มีร่องรอยของความตื่นเต้นหรือประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
สายตาที่เรียบเฉยนั้นทำให้ชายชราผู้ผ่านโลกมามากอย่างเขาถึงกับต้องประหลาดใจ
ต้องรู้ก่อนว่าถึงแม้มันจะเป็นเพียงคัมภีร์ฉบับร่าง แต่มันก็คือเคล็ดวิชาระดับปฐพีของแท้แน่นอน ทั่วทั้งเมืองเขาเขียวแห่งนี้ไม่มีทางหาฉบับที่สองได้อีกแล้ว!
เคล็ดวิชาระดับปฐพีเพียงม้วนเดียว ต่อให้เป็นผู้นำตระกูลใหญ่มาเห็นก็ยังต้องตาร้อนผ่าว แต่ทว่าไอ้หนูตรงหน้ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย หากไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ถึงความล้ำค่าของเคล็ดวิชาระดับปฐพี ก็แปลว่าเขาเคยเห็นเคล็ดวิชาที่ระดับสูงกว่านี้มาแล้ว!
คิดไปคิดมา ความเป็นไปได้ในข้อที่สองดูจะมีน้ำหนักมากกว่า
เพราะหากตัดสินจากคำพูดของผู้อาวุโสสิงเมื่อครู่นี้ หญิงสาวที่คอยติดตามอยู่ข้างกายเย่ชิงเฉินย่อมมีที่มาไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เกรงว่าเมืองเขาเขียวคงจะไม่สงบสุขอีกต่อไปแล้ว...
"ตอนนี้ไม่มีธุระอะไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถอะ เรื่องที่พักเจ้าสามารถเลือกได้ตามใจชอบเลย" ผู้อาวุโสเจียงโบกมือไล่
"ขอรับ" เย่ชิงเฉินรับคำ
มองดูแผ่นหลังของเย่ชิงเฉินที่เดินห่างออกไป ผู้อาวุโสเจียงก็อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงชายหนุ่มผู้สง่างามไร้ผู้ต้านในอดีต บุคคลผู้เป็นดั่งตำนานแห่งเมืองเขาเขียวผู้นั้น
และในตอนนี้ ตำนานบทนั้นกำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่อีกครั้ง และอาจจะยิ่งใหญ่กว่าในอดีตเสียด้วยซ้ำ!
เมื่อมาถึงเขตที่พักอาศัย เย่ชิงเฉินก็เดินไปตามทางเดินสายเล็กอย่างผ่อนคลาย สายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นถูกส่งมาเป็นระยะๆ ในตอนนั้นเอง เสียงเรียกเบาๆ ก็ดังมาจากไม่ไกล "พี่ชิงเฉิน!"
ร่างอรชรกระโดดโลดเต้นเดินเข้ามาหา ทุกท่วงท่ากิริยาล้วนดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้าง นางก็คือมู่เสี่ยวเสี่ยวนั่นเอง!
"เสี่ยวเสี่ยว"
มู่เสี่ยวเสี่ยวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่ชิงเฉิน นางกวาดสายตามองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเป็นประกายระยิบระยับพลางเอ่ยว่า "พี่ชิงเฉิน ข้าเตรียมห้องพักไว้ให้ท่านแล้วนะ อยู่ติดกับห้องของข้าและพี่เซียวเลย"
"อืม ขอบใจเจ้ามากนะ"
เย่ชิงเฉินพยักหน้า เขาเดินตามมู่เสี่ยวเสี่ยวไปยังห้องพักของตนเอง ภายในห้องมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันของคนๆ เดียว ยิ่งไปกว่านั้นทุกห้องยังมีค่ายกลคุ้มกัน เวลาที่ศิษย์ฝึกฝนวิชาอยู่ภายในห้องก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อภายนอก
มู่เสี่ยวเสี่ยวดูเหมือนจะยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ นางเดินเข้าไปนั่งในห้องของเย่ชิงเฉิน สายตาของนางเอาแต่จับจ้องไปที่เขา เนิ่นนานผ่านไป นางถึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "พี่ชิงเฉิน พี่สาวคนสวยคนก่อนหน้านี้เป็นอาจารย์ของท่านจริงๆ หรือ?"
"เอ่อ..."
เย่ชิงเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า "ก็ถือว่าใช่นะ พวกเราเพิ่งรู้จักกันได้แค่ครึ่งเดือนเอง ยังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่หรอก"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
มู่เสี่ยวเสี่ยวกลอกตาไปมา ประกายแสงวูบหนึ่งสว่างวาบขึ้นในดวงตา จากนั้นนางก็ก้าวเข้าไปควงแขนเย่ชิงเฉินพลางหัวเราะร่วน "พี่ชิงเฉิน ไปเป็นเพื่อนข้าเลือกเคล็ดวิชาที่ตำหนักเวทหน่อยสิ ท่านมีพรสวรรค์ตั้งขนาดนั้น จะได้ช่วยชี้แนะข้าด้วยไง"
การสัมผัสร่างกายที่ดูเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจนี้ทำเอาหัวใจของเย่ชิงเฉินสั่นไหวเบาๆ แม้มู่เสี่ยวเสี่ยวจะอายุเพียงสิบสี่ปี แต่เรือนร่างของนางก็พัฒนาไปมากแล้ว ความนุ่มนิ่มที่สัมผัสโดนแขนเพียงชั่วครู่เมื่อกี้ ทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนขึ้นมานิดหน่อย
เย่ชิงเฉินพยายามข่มความร้อนรุ่มในใจอย่างแนบเนียน ก่อนจะเอ่ยว่า "ได้สิ"
ตำหนักเวทคือหนึ่งในสองตำหนักใหญ่ของสำนักศึกษาเขาเขียว เป็นสถานที่รวบรวมเคล็ดวิชาและวิชาเวททั้งหมดในเมืองเขาเขียวเอาไว้ อาคารแห่งนี้มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นแรกเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ อนุญาตให้ศิษย์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้าเข้ามาศึกษาและฝึกฝนได้ ชั้นที่สองเป็นเคล็ดวิชาและวิชาเวทขั้นพื้นฐาน ศิษย์ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตหลอมรวมจิตวิญญาณสามารถเข้ามาฝึกฝนได้
ส่วนชั้นที่สามนั้นค่อนข้างพิเศษ ศิษย์ทั่วไปหากไม่ได้รับอนุญาตจะห้ามย่างกรายเข้าไปเด็ดขาด ที่นั่นมีเคล็ดวิชาและวิชาเวทระดับมนุษย์ขึ้นไปเก็บรวบรวมไว้มากมาย หรือแม้กระทั่งคัมภีร์ฉบับร่างของเคล็ดวิชาระดับลึกลับก็ยังมี มีเพียงศิษย์ที่มีระดับการฝึกตนเพียงพอหรือสะสมคะแนนได้มากพอเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าไปได้!
บริเวณด้านนอกตำหนักเวท ศิษย์หลายคนมองเห็นเย่ชิงเฉินและมู่เสี่ยวเสี่ยวเดินเคียงคู่กันมา สีหน้าของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เจ้านี่มันน่าหมั่นไส้เกินไปแล้ว ไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ที่ชวนให้ตกตะลึง แต่ยังสนิทสนมกับศิษย์น้องหญิงขนาดนี้อีก หัวใจของพวกเขาหลั่งเลือดแล้ว!
"ข้าว่าพวกเจ้าเลิกคิดเรื่องวัวแก่กินหญ้าอ่อนได้แล้วล่ะ เห็นไหมว่านางมีเจ้าของหัวใจแล้ว ดูสิ ควงแขนกันมาเชียว"
"ฮึ่ม พรสวรรค์ระดับเก้าดาวแล้วยังไงล่ะ อย่างไรเสียเขาก็ยังอยู่แค่ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ ข้าจะท้าประลองกับเขา เพื่อให้ศิษย์น้องหญิงได้เห็นว่าใครกันแน่ที่เก่งกาจกว่ากัน!"
"ข้าว่าเจ้ายางอายบ้างเถอะ เจ้ารั้งอยู่ที่นี่มาตั้งสองสามปีแล้ว จะไปท้าประลองกับศิษย์ใหม่เนี่ยนะ ไม่อายบ้างหรือไง?"
ผู้คนรอบข้างต่างพากันซุบซิบนินทา ก็แน่ล่ะ เย่ชิงเฉินกับมู่เสี่ยวเสี่ยวคนหนึ่งก็หล่อเหลาสดใส อีกคนก็ร่าเริงน่ารัก พอทั้งสองคนมาเดินอยู่ด้วยกันมันก็สะดุดตาเกินไป จนทำให้คนอื่นไม่มองไม่ได้
ชั้นแรกและชั้นที่สองของตำหนักเวทไม่มีคนคอยเฝ้า สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ ทั้งสองคนเดินผ่านชั้นแรกขึ้นไปยังชั้นที่สองทันที ที่นี่มีศิษย์จำนวนไม่น้อยกำลังเปิดอ่านและศึกษาตำราอยู่
"เสี่ยวเสี่ยว เจ้าลองเดินดูเอาเองนะ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจก็ค่อยมาถามข้า" เย่ชิงเฉินกล่าว
"ได้สิ"
มู่เสี่ยวเสี่ยวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะกระโดดโลดเต้นเดินออกไป
จนถึงตอนนี้ แขนของเย่ชิงเฉินถึงได้หลุดพ้นจากขุมนรกแห่งความทรมานเสียที เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมา แม่หนูน้อยคนนี้ช่างรู้วิธีทรมานคนเก่งเสียจริง!
เย่ชิงเฉินเองก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาตั้งใจว่าจะเปิดอ่านหนังสือและม้วนคัมภีร์ทั้งหมดในชั้นที่สองให้จบเสียก่อนแล้วค่อยขึ้นไปชั้นที่สาม
ท้ายที่สุดแล้ว ในวัยเด็กเขาไม่ได้มีทรัพยากรมากมายเหมือนลูกหลานตระกูลอื่นๆ พื้นฐานทั้งหมดของเขาล้วนมาจากการคลำทางเอาเองทั้งสิ้น เขาจึงต้องใช้โอกาสนี้กอบโกยทุกอย่างกลับคืนมา!
เย่ชิงเฉินหยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมาเปิดอ่านอย่างลวกๆ สายตากวาดมองตัวอักษรบนนั้น พร้อมกับโคจรพลังปราณในกายให้มารวมกันที่ฝ่ามือ
"คาถาอัสนี!"
เย่ชิงเฉินแบมือออก เสียงดังเปรี๊ยะดังขึ้น ประกายสายฟ้าสีฟ้าใสเต้นเร่าอยู่กลางฝ่ามือของเขา ผู้คนรอบด้านพากันหันมามองด้วยความตกตะลึง
เจ้านี่แค่อ่านรอบเดียวก็สามารถใช้คาถาอัสนีได้แล้วหรือ? นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว พวกเขากว่าจะฝึกคาถานี้สำเร็จต้องใช้เวลาตั้งหลายวันเชียวนะ!
"ข้าขอลองบ้างสิ!"
มู่เสี่ยวเสี่ยววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเย่ชิงเฉิน นางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ จ้องมองประกายสายฟ้าที่เต้นเร่าอยู่กลางฝ่ามือของเขาด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น
"เอาสิ" เย่ชิงเฉินยื่นม้วนคัมภีร์ให้นาง
มู่เสี่ยวเสี่ยวรับม้วนคัมภีร์ไป นางตั้งใจอ่านเนื้อหาบนนั้นรอบหนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก นางแบมือเล็กๆ ที่ขาวเนียนออกแล้วโคจรพลังปราณ วินาทีต่อมาก็มีแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นที่ฝ่ามือ พร้อมกับประกายสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบขึ้นมาเพียงชั่วครู่
"ก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่นี่นา แต่คาถาอัสนีของพี่ชิงเฉินเจ๋งกว่าเยอะเลย" มู่เสี่ยวเสี่ยวทำปากยื่น รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เมื่อเห็นท่าทางแง่งอนของมู่เสี่ยวเสี่ยว เย่ชิงเฉินก็เกิดความรู้สึกเอ็นดู เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบหัวนางพลางหัวเราะ "ฝึกฝนให้มากเข้าไว้ พอชำนาญแล้วเดี๋ยวก็เก่งเองแหละ"
ใบหน้าของมู่เสี่ยวเสี่ยวขึ้นสีระเรื่อ นางยอมปล่อยให้มือของเย่ชิงเฉินลูบไล้ไปบนเส้นผมของนางแต่โดยดี
บรรดาศิษย์รอบข้างต่างมองเย่ชิงเฉินและมู่เสี่ยวเสี่ยวด้วยสีหน้าหมดคำพูด วิชาเวทที่พวกเขาต้องใช้เวลาเป็นวันสองวันกว่าจะฝึกสำเร็จ แต่สองคนนี้กลับทำได้เพียงแค่อ่านรอบเดียวงั้นหรือ? แถมยังมาแสดงความรักอวดสายตาชาวบ้านกันอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้อีก จะให้พวกคนโสดอย่างเขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร!
[จบแล้ว]