- หน้าแรก
- เศษวันเวลาที่เหลือไว้ ณ ฉางอาน
- บทที่ 5 เนรคุณ
บทที่ 5 เนรคุณ
บทที่ 5 เนรคุณ
ฉู่เฉิงเย่าประคองมือของโจวเย่ว์เสวี่ย ข้าเคยบอกแล้วว่าเจ้าพบข้าไม่จำเป็นต้องมากพิธี ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องทำ
โจวเย่ว์เสวี่ยยิ้มอย่างอ่อนหวานยั่วยวน หม่อมฉันทราบว่าฝ่าบาททรงรักและเอ็นดูหม่อมฉัน เพียงแต่นี่เป็นการผิดธรรมเนียม หม่อมฉันไม่อยากให้ผู้คนนำไปครหาฝ่าบาทเพราะหม่อมฉันเพคะ
ฉู่เฉิงเย่าประคองไหล่ของโจวเย่ว์เสวี่ย น้ำเสียงอ่อนโยน ข้ารู้ว่าเจ้าช่างเอาใจใส่และรู้ความที่สุด
โจวเย่ว์เสวี่ยทำท่าทีเอียงอาย แหม ฝ่าบาทเพคะ น้องจิ่นเหยียนยังมองอยู่นะเพคะ
ฉู่เฉิงเย่าหันศีรษะไปมองหลินจิ่นเหยียนที่กำลังจ้องเขาด้วยความโกรธแค้น สีหน้าของเขาเย็นชาลง แววตาไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ ราวกับว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเขา ไม่ใช่ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ช่วยสนับสนุนให้เขาได้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่เป็นเพียงมดปลวกที่ไม่เกี่ยวข้องอันใด
หัวใจของหลินจิ่นเหยียนเจ็บปวดจนชาหนึบ นางยืดร่างที่บอบช้ำขึ้น จ้องมองอดีตชายร่วมเรียงเคียงหมอนพลางเอ่ยถามว่า
ฉู่เฉิงเย่า ตระกูลหลินและตระกูลกู้ของข้ามีความจริงใจต่อเจ้าอย่างที่สุด แต่เจ้ากลับวางแผนทำร้ายพวกเราถึงเพียงนี้ ต่อให้เจ้าไม่เห็นแก่ความผูกพันที่ตระกูลกู้และตระกูลหลินเคยช่วยเหลือเจ้า ตอนนี้เจ้าก็ได้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ตระกูลกู้ที่เจ้ามองว่าเป็นภัยคุกคามก็ถูกเจ้าเนรเทศไปโม่เป่ยแล้ว เจ้ายังมีสิ่งใดที่ไม่วางใจอีก หากเจ้ายังพอมีมโนสำนึกอยู่บ้าง ก็จงปล่อยท่านพ่อและพี่ชายของข้าไปเถิด พวกเขาไม่มีทางเป็นภัยต่อเจ้าได้ เหตุใดเจ้ายังต้องกักขังพวกเขาไว้ในวังอีก
ฉู่เฉิงเย่ากล่าวอย่างเย็นชาว่า
พวกเขาบุญคุณอันใดกับข้า ตอนที่องค์รัชทายาทยังเรืองอำนาจ ข้าขอให้เจ้าไปอ้อนวอนตระกูลกู้และตระกูลหลินให้มาช่วยเหลือข้า เจ้ากลับบอกว่าตระกูลกู้เป็นขุนนางบู๊มีหน้าที่เพียงปกป้องบ้านเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในราชสำนัก ตระกูลหลินของเจ้าก็เป็นเพียงขุนนางที่จงรักภักดีต่อฝ่าบาท ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด รอจนข้าต้องหาวิธีการเอาเอง ฝ่าฟันความยากลำบากสารพัดจนโค่นล้มองค์รัชทายาทลงได้ และต้องมาขับเคี่ยวกับองค์ชายสาม ตระกูลกู้ถึงเพิ่งจะยื่นมือเข้ามาช่วย แต่กลับทำให้ผู้คนทั่วหล้าเข้าใจผิดคิดว่าข้าได้ขึ้นครองบัลลังก์เพราะแต่งงานกับเจ้า และได้รับการสนับสนุนจากตระกูลกู้และตระกูลหลิน
หลินจิ่นเหยียนส่ายหน้าขมวดคิ้วตวาดด้วยความโกรธว่า
ท่านตาและท่านปู่ของข้าเป็นผู้ที่จงรักภักดีและรักชาติอยู่แล้ว ในตอนนั้นองค์รัชทายาทประทับอยู่ตำหนักบูรพาถือเป็นการคล้อยตามราชโองการสวรรค์ หากตระกูลกู้และตระกูลหลินช่วยเจ้าโค่นล้มองค์รัชทายาทก็เท่ากับเป็นการก่อกบฏ ภายหลังเมื่อองค์รัชทายาทถูกปลด เหล่าองค์ชายต่างก็ต้องใช้ความสามารถของตนเอง หากไม่ใช่เพราะตระกูลกู้และตระกูลหลินคอยช่วยเหลือเจ้า เจ้าจะขึ้นมานั่งบนบัลลังก์มังกรนี้ได้อย่างไร
ฉู่เฉิงเย่าสีหน้ามืดครึ้มตวาดเสียงแข็ง
การที่ข้าได้นั่งตำแหน่งนี้ เป็นเพราะข้าใช้แผนการสารพัดด้วยตัวของข้าเอง ไปเกี่ยวอันใดกับตระกูลกู้และตระกูลหลินของเจ้า ตอนแรกก็ดูถูกข้าว่าไม่มีตระกูลฝั่งมารดาคอยสนับสนุน ภายหลังยังมาทำตัวเป็นไม้หลักปักเลนเพื่อแย่งชิงความดีความชอบในการสนับสนุนผู้เป็นใหญ่ ตระกูลกู้ไม่ใช่ยกย่องตนเองว่าเป็นขุนนางผู้ภักดีที่คอยปกป้องบ้านเมืองหรอกหรือ ข้าก็จะทำให้พวกมันกลายเป็นกบฏที่ถูกตราหน้าด่าทอไปหมื่นปี ตระกูลหลินไม่ใช่ขุนนางบุ๋นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องมีศักดิ์ศรีหรอกหรือ ข้าก็จะทำให้พวกมันกลายเป็นตัวการที่ใส่ร้ายขุนนางผู้ภักดี
หลินจิ่นเหยียนใช้สองมือยันพื้น ตวาดเสียงแหบพร่าดังก้อง
ฉู่เฉิงเย่า เจ้าคนเนรคุณ ทรยศหักหลัง ไร้ยางอาย เบื้องบนมีเทพยดาฟ้าดินจดจำ เจ้าไม่กลัวเวรกรรมตามสนองบ้างหรือ
ฉู่เฉิงเย่าเดินไปทางหลินจิ่นเหยียนสองก้าว ยืนอยู่หน้าหน้าต่างก้มมองหลินจิ่นเหยียนพลางกล่าวว่า
ตระกูลกู้ได้รับผลกรรมที่สมควรได้รับไปแล้ว ลำดับต่อไปก็คือตระกูลหลิน
น้ำเสียงที่เขาพูดประโยคนี้ ราวกับว่าเป็นเพียงคำพูดที่แสนจะธรรมดา น้ำเสียงไม่มีแม้แต่ความรุนแรงหรือผันผวนใดๆ
แต่เมื่อหลินจิ่นเหยียนได้ยิน กลับราวกับมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงที่ข้างหู นางจ้องมองฉู่เฉิงเย่าอย่างเหม่อลอย ราวกับว่าความโกรธเกรี้ยวอาฆาตแค้นทั้งหมดได้สลายหายไปในชั่วพริบตา
แสงแดดสาดส่องลงบนฉลองพระองค์ชุดมังกรสีเหลืองสดใสของฉู่เฉิงเย่า แสงนั้นสว่างจ้าจนทำให้ดวงตาของหลินจิ่นเหยียนปวดร้าว ปวดจนน้ำตาของนางร่วงหล่นราวกับไข่มุกที่ขาดสาย
นางฟุบตัวลง ค่อยๆ คลานไปที่ปลายเท้าของฉู่เฉิงเย่า ขาของนางถูกตีจนหักไปแล้ว ทำได้เพียงใช้สองมือลากถูร่างกายคลานไป นิ้วมือที่ออกแรงจนทำให้บาดแผลบนมือฉีกขาด เลือดสีแดงสดผสมกับน้ำหนองสีขาวไหลซึมลงมาตามมือ ทิ้งรอยเลือดลากยาวเป็นทางไว้เบื้องหลัง
ฉู่เฉิงเย่ามองดูหลินจิ่นเหยียนที่กำลังคลานอย่างเชื่องช้า เขาไม่ได้เอ่ยปากเร่งเร้า เพียงแค่มองดูด้วยสายตาเรียบเฉย