- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นขุนนางซุกซนบนเตียงฝ่าบาท
- บทที่ 36 เส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียรลัทธิเต๋า
บทที่ 36 เส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียรลัทธิเต๋า
บทที่ 36 เส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียรลัทธิเต๋า
บทที่ 36 เส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียรลัทธิเต๋า
โอวหยางหรงตื่นขึ้นมาเพราะสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของใครบางคน
เขานอนอยู่บนโต๊ะที่เอามาต่อกันเป็นเตียงชั่วคราว ลืมตาขึ้นมา มองดูขื่อคานอันมืดมิดของโถงพิจารณาคดีด้วยความรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นเพราะคะแนนวิชาภาษาต่างประเทศของเขาแย่มาก ก็เลยสอบติดแค่มหาวิทยาลัยธรรมดาๆ แห่งหนึ่ง แต่ความจริงแล้ว โอวหยางหรงก็ค่อนข้างพอใจกับที่นั่นนะ
ที่นั่นมีสนามบาสเกตบอลกลางแจ้งหลายสนาม มีช่องโหว่ตรงกำแพงข้างหอพักที่มีคนเดินเข้าออกเยอะกว่าประตูหลังเสียอีก ระหว่างทางไปอาคารเรียนก็มีต้นแปะก๊วยเรียงราย พอถึงฤดูใบไม้ร่วงใบแปะก๊วยร่วงหล่น ก็สามารถปั่นจักรยานฝ่าดงใบไม้เหลืองอร่ามได้ ป้าที่โรงอาหารก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นพาร์กินสันระยะสุดท้าย ข้าวสวยถ้วยละแค่ห้าเหมา ยังไงก็ไม่มีทางอดตาย และที่สำคัญที่สุดคือ สาขาวิชาในคณะอักษรศาสตร์ของเขานั้นมีผู้ชายน้อยผู้หญิงเยอะ นั่งอยู่ในห้องเรียนก็เหมือนนั่งอยู่กลางฮาเร็ม มีสาวสวยเยอะแยะ ถึงจะไม่มีใคร 'อึ๋ม' เท่าศิษย์น้องหญิง แต่พวกนางก็ใจกว้างกว่าเยอะ...
เอาล่ะ เลิกแอ๊บแล้ว ความจริงเขาน่ะเป็นถึงเดือนคณะเลยนะ ก็ต้องคิดถึงอาณาจักรที่ตัวเองสร้างมา คิดถึงพวกสาวๆ ที่แค่เขาเข้าไปทักก็หน้าแดง คิดถึงเพื่อนร่วมห้องที่เคยตั้งตี้เล่นเกมกินหมูปิ้งด้วยกันเป็นธรรมดา
แต่ครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขาไม่พอใจ คิดว่าด้วยพรสวรรค์ของเขา เขาควรจะได้ไปอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้ น่าเสียดายที่เขาปล่อยปละละเลย ทำตัวเหลวไหล
โอวหยางหรงไม่เห็นด้วยเลยสักนิดที่พวกเขามาพูดจาดูถูกชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเขา อาจจะเป็นเพราะความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี หรืออาจจะเป็นเพราะถูกสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของใครบางคนทิ่มแทงใจ เขาจึงตัดสินใจสอบเรียนต่อปริญญาโท เขาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ เพื่อตบหน้าคนพวกนั้นให้หันไปเลย
ก็แค่การเรียนหนังสือไม่ใช่รึไง มันก็แค่โหมดง่ายของชีวิตเท่านั้นแหละ
บางครั้งคนเรามีชีวิตอยู่ ก็เพื่อต้องการพิสูจน์ตัวเองเท่านั้นเอง
และตอนนี้นายอำเภอโอวหยางหรงที่กำลังจะล้มโต๊ะริบทรัพย์คนอื่น ก็กำลังต้องการพิสูจน์สิ่งที่เรียกว่า 'ความยุติธรรม' เหมือนกัน
หลายวันมานี้ เขาพบว่า สายตาของพวกชาวบ้านผู้ยากไร้ที่มารุมล้อมเขาในค่ายบรรเทาทุกข์ชานเมืองนั้น แตกต่างจากสายตาของครอบครัวและเพื่อนฝูงในชาติก่อนอย่างสิ้นเชิง
มันเป็นสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังแบบที่โอวหยางหรงอธิบายไม่ถูก
พวกเขาดูเหมือนจะเชื่อใจนายอำเภอหัวไชเท้าที่วันๆ เอาแต่ 'เดินเต็ดเตร่จุ้นจ้านไปทั่ว' ในค่ายบรรเทาทุกข์คนนี้มาก
แต่โอวหยางหรงกลับคิดว่า ความจริงแล้วเขายังไม่ได้ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเลย ข้าวต้มที่แจกให้ทุกวันก็กินไม่อิ่ม แค่พอประทังหิวไปได้เท่านั้น เต็นท์ที่สร้างให้ก็แค่กันลมกันฝน แต่กันหนาวไม่ได้
ส่วนบ้านเรือน ไร่นา หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวของพวกเขา ก็ล้วนสูญหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว
พวกเขาสูญเสียไปมากมายขนาดนั้น แต่โอวหยางหรงกลับให้แค่สิ่งของประทังชีวิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แล้วทำไมพวกเขาถึงได้ซาบซึ้งใจในตัวเขานักล่ะ?
ดูเหมือนจะเป็นเพราะ... ในที่สุดก็มีผู้ปกครองที่มองว่าพวกเขาเป็นคนเสียที
เมื่อคิดตกถึงเรื่องนี้แล้ว ไฟแห่งความโกรธก็ปะทุขึ้นในอกของโอวหยางหรง และมันก็ยากที่จะดับลงได้
ท่ามกลางความมืดมิดในโถงพิจารณาคดี โอวหยางหรงพลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ สุดท้ายก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ หยิบเสื้อคลุมบางๆ มาสวม แล้วเดินไปที่คลังฝั่งตะวันออกอีกครั้ง
คืนนี้เป็นคืนเดือนเสี้ยว แสงจันทร์ค่อนข้างสลัว
แต่คลังฝั่งตะวันออกกลับสว่างไสวไปด้วยคบเพลิงนับร้อยดวง
ผู้กองฉินยืนกุมด้ามดาบเฝ้าอยู่หน้าประตู ทหารเกราะทุกนายทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่ไกลออกไปยังมีทหารฝีมือดียืนประจำจุดซุ่มระวังภัย มือถือหน้าไม้เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์
ภายในคลังฝั่งตะวันออก ผู้เฒ่าชุยกำลังนำลูกศิษย์และเสมียนคนอื่นๆ ทำงานล่วงเวลากันอย่างขะมักเขม้น
เซี่ยลิ่งเจียงดึงเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งมาขวางประตูไว้ นางนั่งหลังตรง เชิดคางเรียวเล็กขึ้นเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ กอดดาบมองตรงไปข้างหน้า
ทั้งข้างในและข้างนอกต่างก็ตึงเครียด
นอกจากเสียงดีดลูกคิดของพวกเสมียนแล้ว ทั่วทั้งบริเวณก็เงียบสงบ ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อยดี
โอวหยางหรงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง เขาเดินตรวจตราไปรอบๆ ทักทายทุกคน และสอบถามความคืบหน้าของการตรวจสอบบัญชี
เขายังเดินไปตรวจดูถังน้ำที่เตรียมไว้ในลานบ้านด้วย นี่เป็นการเตรียมพร้อมเผื่อมีใครหมาจนตรอกคิดจะมาวางเพลิงเผาคลัง
แต่ในคลังฝั่งตะวันออกมีสมุดบัญชีเยอะแยะขนาดนี้ คงไม่มีทางเผาให้หมดได้ในคราวเดียวโดยไม่มีใครรู้ตัวหรอก เขาปิดช่องทางนี้ไว้หมดแล้ว
โอวหยางหรงถอนหายใจอย่างโล่งอก เงยหน้ามองท้องฟ้า ตอนนี้เป็นเวลายามสามแล้ว ถือว่าผ่านพ้นช่วงกลางดึกมาแล้ว เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินกลับไปพักผ่อนที่โถงพิจารณาคดีที่อยู่ไม่ไกลนัก พรุ่งนี้พอตรวจบัญชีเสร็จ ยังมีงานสำคัญรออยู่อีก
ทว่า พอเขาเดินกลับไปถึง ก็เจอกับป้านซี่ที่หน้าประตูโถงพิจารณาคดีพอดี
สาวใช้ชาวซินหลัวคนนี้สวมหมวกคลุมหน้าแบบมีผ้าบางๆ ปิดบังใบหน้า สองมือหิ้วปิ่นโตเล็กๆ เดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจ "นายท่าน นายหญิงให้ข้าน้อยนำของว่างมื้อดึกมาให้เจ้าค่ะ"
โอวหยางหรงมองดูนาง แล้วพยักหน้า:
"ลำบากเจ้าแล้วล่ะ ทางท่านอาสะใภ้ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม"
"ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ ที่เรือนกวางเหมยเรียบร้อยดี นายหญิงแค่เป็นห่วงนายท่านนิดหน่อยเจ้าค่ะ"
"ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ข้าไม่หิวหรอก"
โอวหยางหรงส่ายหน้า เปิดฝาปิ่นโตดูครู่หนึ่ง แล้วก็ยัดของว่างมื้อดึกพวกนั้นใส่มือพวกผู้คุมที่พาป้านซี่มา
"พานางกลับไปที่เรือนกวางเหมย แล้วก็เอาของกินพวกนี้ไปที่คลังฝั่งตะวันออก ให้ผู้เฒ่าชุยกับศิษย์น้องเซี่ยกินนะ บอกพวกเขาด้วยว่า ถ้าเหนื่อยก็พักบ้าง ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก"
"รับทราบขอรับ หมิงฝู่"
พวกผู้คุมพาป้านซี่ที่ดูมีสีหน้าอาลัยอาวรณ์เล็กน้อยเดินจากไป ส่วนโอวหยางหรงก็หันไปกล่าวขอบใจเหล่าทหารที่เฝ้ายามอยู่ทั้งในที่สว่างและที่มืดรอบๆ โถงพิจารณาคดี คุยกันสองสามประโยค แล้วก็กลับเข้าไปข้างในอีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่ได้นอนลงไปพักผ่อนอีกแล้ว แต่กลับดับไฟ แล้วนั่งพิงเก้าอี้อยู่เพียงลำพัง หลับตาเอามือนวดสันจมูกเพื่อพักสายตา
ความจริงโถงพิจารณาคดีที่อยู่ไม่ไกลจากคลังฝั่งตะวันออกแห่งนี้ ก็มีการคุ้มกันแน่นหนาไม่แพ้กัน ในลานบ้านมีกับดักวางไว้มากมาย บนหลังคาก็มีคนคอยซุ่มระวังภัยอยู่ รอแค่มีใครกล้ามาลองดีเท่านั้น
ก็อย่างว่าแหละ หมาจนตรอกมันก็ต้องสู้ยิบตาอยู่แล้ว
โอวหยางหรงที่นั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดเริ่มรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาบ้าง แต่ตอนนั้นเอง จู่ๆ เสียง "ป๊อกๆ" ของปลาไม้ก็ดังขึ้นที่ข้างหูหลายครั้งติดต่อกัน
เขาชะงักไป
ดึกดื่นป่านนี้ ทำไมจู่ๆ แต้มบุญถึงเพิ่มขึ้นมาได้ล่ะ?
นายอำเภอหนุ่มรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่จะคิดยังไง การได้แต้มบุญเพิ่มก็ถือเป็นเรื่องดีทั้งนั้นแหละน่า
เขาพยักหน้ากับตัวเอง แล้วหลับตาพักผ่อนต่อไปท่ามกลางความมืดมิด
...
เซี่ยลิ่งเจียงมองดูของว่างมื้อดึกที่ศิษย์พี่ส่งคนมาให้ หันไปมองผู้กองฉินที่อยู่หน้าประตู ฝ่ายหลังพยักหน้าเบาๆ เป็นการบอกว่าให้คนตรวจดูแล้ว อาหารปลอดภัยดี
เซี่ยลิ่งเจียงหันกลับมา นั่งหลังตรงตามเดิม
จ้องมองเข้าไปในคลัง โดยไม่ได้หยิบอะไรมากินเลย
"หมิงฝู่ช่างดีกับพวกเราจริงๆ" ผู้เฒ่าชุยแบ่งของว่างให้พวกลูกศิษย์ แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า "กินเสร็จแล้วให้พักได้แค่เค่อเดียว (ประมาณ 15 นาที) นะ ใครจะไปปลดทุกข์ก็อย่าไปไกล รีบไปรีบกลับล่ะ"
ทุกคนพยักหน้ารับ ทยอยลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินออกไปทำธุระส่วนตัว แต่ก่อนจะออกไปก็ต้องถูกผู้กองฉินและคนอื่นๆ ค้นตัวเสียก่อน
มีเพียงผู้เฒ่าชุยคนเดียวที่ไม่ได้ลุกไปไหน เขายังคงนั่งจัดเรียงสมุดบัญชีอยู่ที่เดิม แถมยังเอื้อมมือไปหยิบสมุดบัญชีบนโต๊ะของเสมียนคนอื่นๆ มาเปิดดูเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยอีกด้วย คนอื่นๆ ชินกับภาพแบบนี้เสียแล้ว
ภายในคลังฝั่งตะวันออกจึงเหลือเพียงเซี่ยลิ่งเจียงและผู้เฒ่าชุยเท่านั้น
เซี่ยลิ่งเจียงเอ่ยขึ้น "ท่านผู้เฒ่าพักผ่อนบ้างเถอะ ข้าจะเฝ้าที่นี่ให้เอง"
ผู้เฒ่าชุยส่ายหน้า พึมพำกับตัวเองเบาๆ "ใกล้จะสว่างแล้ว"
"แล้วบัญชีของตระกูลหลิ่วล่ะ พบอะไรผิดปกติบ้างไหม?"
ผู้เฒ่าชุยถอนหายใจ ชี้ไปที่กองสมุดบัญชีลับบนโต๊ะ "มิน่าล่ะ ถึงได้รวยเอาๆ ทุกปีที่มีน้ำท่วมใหญ่ กะเก็งไว้ล่วงหน้าราวกับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างนั้นแหละ..."
เซี่ยลิ่งเจียงขมวดคิ้ว ลุกขึ้นเดินเข้าไปดู แต่ตอนนั้นเอง นางก็ได้กลิ่นฉุนๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นของว่างลอยมาแตะจมูก จึงรีบกลั้นหายใจ และราวกับมีสัมผัสที่หก นางเงยหน้าขึ้นมองทันที:
บนเพดานคลัง มีจิ้งจกยักษ์สีดำตัวหนึ่ง... ไม่สิ ไม่ใช่จิ้งจกดำ แต่เป็นคนสวมชุดคลุมสีดำ สวมหน้ากากสำริดรูปสัตว์ร้าย กำลังเกาะติดอยู่กับแผ่นหินบนเพดานอย่างแนบเนียน
ไม่รู้ว่ามันแอบเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่!
เซี่ยลิ่งเจียงตัดสินใจเด็ดขาด คว้าพู่กันหลายด้ามบนโต๊ะ ซัดออกไปราวกับมีดบินทันที
คนสวมหน้ากากสัตว์ร้ายตีลังกาหลบสามตลบ พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อ โยนของบางอย่างลงมา
ด้านล่าง เซี่ยลิ่งเจียงง้างคันธนูยาวรออยู่แล้ว ธนูโก่งงอดั่งจันทร์เสี้ยว มองไม่ทันเห็นสายธนูขยับ ลูกธนูก็พุ่งแหวกอากาศออกไปดัง "ฟุ่บ" ปักเข้าที่ของสิ่งนั้นที่คนสวมหน้ากากโยนลงมาจนติดแน่นกับเพดาน
เสียงระเบิดดัง "ตู้ม" สนั่นหวั่นไหว จุดที่ลูกธนูปักเกิดลูกไฟขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตรระเบิดขึ้น ประกายไฟแตกกระจายไปทั่ว
โชคดีที่ข้างล่างมีโต๊ะถูกเตะลอยขึ้นไปรับเศษไฟส่วนใหญ่ที่ร่วงหล่นลงมาได้ทัน
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงเสี้ยวลมหายใจเท่านั้น
คนสวมหน้ากากสัตว์ร้ายดูเหมือนจะหวั่นเกรง จึงปีนป่ายไปตามผนังราวกับจิ้งจก มุ่งหน้าไปยังช่องแสงแคบๆ เพียงแห่งเดียวบนหลังคาคลัง
"คิดจะหนีรึ?"
เซี่ยลิ่งเจียงตวัดคิ้วเรียวขึ้น วินาทีต่อมานางก็เหยียบขอบโต๊ะ ทะยานร่างขึ้นไปบนขื่อคานราวกับพญาอินทรีถลาลม ชักดาบออกมากะจะฟันให้ร่วง
คนสวมหน้ากากสัตว์ร้ายไม่หันกลับมามอง แต่โยนของลงมาอีกชิ้น คราวนี้เซี่ยลิ่งเจียงใช้สันดาบปัดกระเด็นออกไปไกลนับสิบเมตร ตกลงไปที่พื้น แต่คราวนี้มันไม่ยักกะระเบิด
เซี่ยลิ่งเจียงไม่สนใจ อาศัยจังหวะนั้นพุ่งเข้าไปประชิดตัว ประกายดาบวาบขึ้น ร่างของคนสวมหน้ากากถูกฟันขาดครึ่งทันที
ทว่า วินาทีต่อมา เรื่องสยองขวัญก็เกิดขึ้น ท่อนล่างที่ขาดร่วงลงมาอย่างแผ่วเบากลับเป็นเพียงเสื้อคลุมสีดำว่างเปล่า ส่วน 'ท่อนบน' กลับปีนต่อไปยังช่องแสง แล้วมุดลอดช่องแสงขนาดเท่าหัวคนออกไปได้เฉยเลย
"วิชามายา! เส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียรลัทธิเต๋างั้นรึ?"
เซี่ยลิ่งเจียงกัดฟัน ทิ้งตัวลงพื้นอย่างรวดเร็ว วิ่งพุ่งออกไปทางประตูทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ให้ผู้กองฉินและคนอื่นๆ ที่กำลังตื่นตัววิ่งมารวมตัวกันที่หน้าประตูว่า "ปิดตายประตูหน้าต่าง ห้ามใครเข้าไปเด็ดขาด" แล้วก็รีบวิ่งตามคนร้ายไปทันที
การปะทะกันของผู้บำเพ็ญเพียรสองคนในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้เหล่าทหารตกตะลึงไปตามๆ กัน พอพวกเขาเข้าไปตรวจดูภายในคลัง เห็นว่าผู้เฒ่าชุยที่เป็นคนคุมการตรวจสอบบัญชีไม่ได้บาดเจ็บอะไร ก็พากันถอยออกไป ปิดประตูและหน้าต่างทั้งหมดไว้ตามคำสั่ง
ทว่าสิ่งที่ผู้กองฉินและคนอื่นๆ ที่กำลังเฝ้าระวังอยู่ด้านนอกไม่ทันสังเกตเห็นก็คือ ภายในคลังฝั่งตะวันออกที่พวกเขาเพิ่งเดินจากมา ผู้เฒ่าชุยที่นั่งอยู่เพียงลำพัง ได้ก้มลงไปเก็บวัตถุทรงกระบอกที่ชื่อว่า 'ระเบิดเพลิงผลาญฟ้า' ขึ้นมาเงียบๆ มันคือของสิ่งสุดท้ายที่คนร้ายโยนลงมาแต่ไม่ได้ระเบิดนั่นเอง
ผู้เฒ่าชุยหมุนกระบอกนั้นออกอย่างใจเย็น แล้วค่อยๆ เทของเหลวหนืดที่ผสมกันระหว่างน้ำมันและผงสีดำลงบนกองสมุดบัญชีบนโต๊ะ จากนั้นก็เทราดลงบนผมสีดอกเลาและตามตัวของตัวเองด้วย
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้นโดยไม่มีใครล่วงรู้ ชายชราผู้เงียบขรึมก็เอื้อมมือไปหยิบตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะข้างๆ
แต่วินาทีต่อมา ก็มีเสียงของผู้ชายที่คุ้นหูดังขึ้นจากนอกประตู:
"ท่านจะทำอะไรน่ะ?"
[จบตอน]