- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นขุนนางซุกซนบนเตียงฝ่าบาท
- บทที่ 30 มอบไข่มุก
บทที่ 30 มอบไข่มุก
บทที่ 30 มอบไข่มุก
บทที่ 30 มอบไข่มุก
บางครั้งการคบหาสมาคมกับผู้คนก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ
เมื่อวานอาจจะโกรธแค้นเคืองโกรธชนิดที่ว่าตายไปก็ไม่เผาผี แต่พอมาวันนี้กลับทักทายอรุณสวัสดิ์กันได้อย่างเป็นปกติสุขเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันใหม่ บรรยากาศใหม่ และศิษย์น้องหญิงคนใหม่...
วันนี้เป็นวันจัดงานเลี้ยงรับบริจาคที่หอเยวียนหมิง ท้องฟ้าแจ่มใสตั้งแต่เช้าตรู่ คาดว่าอากาศคงจะปลอดโปร่งไปทั้งวัน
โอวหยางหรงออกจากบ้านแต่เช้า พกหมั่นโถวไปสองสามลูก เดินแทะไปตามทางจนถึงที่ว่าการอำเภอ เขานั่งเปิดดูสมุดบัญชีภาษีการค้าของท่าเรือเผิงหลางตู้อยู่ในห้องทำงานครู่หนึ่ง เพื่อรอนายอำเภอผู้ช่วยเตียวที่มาทำงานตรงเวลาเป๊ะ แถมสภาพยังดูเหมือนคนอดนอนอีกต่างหาก
หลังจากซักถามความคืบหน้าของการจัดเตรียมงานเลี้ยงในตอนเที่ยงและเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร ทั้งสองคนก็คุยกันเรื่องรายละเอียดอีกเล็กน้อย ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานตามเวลาที่กำหนดไว้
ช่วงนี้เยี่ยนลิ่วหลางไม่อยู่ในหลงเฉิง เพราะเมื่อหลายวันก่อนโอวหยางหรงส่งเขาไปทำธุระที่เจียงโจว รวมถึงสั่งให้เขานำกำลังมือปราบไปคุมการขนส่งข้าวสารสามพันสือจากยุ้งฉางจี้หมินมาด้วย
ถึงแม้ข้าวสารจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ตอนนี้โอวหยางหรงไม่อยากให้มีความผิดพลาดใดๆ นอกเหนือจากแผนที่วางไว้ เขาต้องคอยจับตาดูทุกเรื่องถึงจะวางใจได้
ดังนั้น หน้าที่การอารักขาโอวหยางหรงในช่วงหลายวันนี้ จึงตกเป็นของเซี่ยลิ่งเจียงไปโดยปริยาย
และวันนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
ทั้งสองคนพบกันในห้องทำงานที่ 'ค่อนข้างร้อน' เมื่อวานนี้ โอวหยางหรงพบว่าสีหน้าของศิษย์น้องหญิงยังคงเรียบเฉยเป็นปกติ ทั้งสองกล่าวอรุณสวัสดิ์ทักทายกัน การกระทำต่อกันก็ไม่มีอะไรแปลกไปจากเดิม
โอวหยางหรงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพียงแต่ชุดบุรุษที่เซี่ยลิ่งเจียงสวมใส่ในวันนี้ ไม่ใช่ชุดเสื้อคลุมคอกลมแขนแคบแบบชาวหูที่กำลังเป็นที่นิยมในราชวงศ์ต้าโจวเหมือนเมื่อวาน แต่นางเปลี่ยนมาสวมชุดยาวแบบบัณฑิต แขนเสื้อกว้างและตัวเสื้อหลวมโพรก ซึ่งไม่ได้เน้นสัดส่วนรูปร่างแต่อย่างใด
แต่ด้วยความงามตามธรรมชาติของนาง ไม่ว่าจะสวมใส่อะไรก็ดูดีไปหมด ทำให้อดรำพึงไม่ได้ว่า ยีนของตระกูลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้นซึ่งเป็นตระกูลใหญ่และให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพมานับร้อยปี ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ นางช่างสง่างามราวกับต้นหอมและต้นอวี้ (เปรียบเปรยถึงคนที่มีบุคลิกดีงาม) รอยยิ้มก็สว่างไสวราวกับแสงจันทร์... แม้ว่าศิษย์น้องหญิงคนนี้จะไม่ค่อยยิ้มก็ตามที
ทว่าโอวหยางหรงไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้มากนัก ความสนใจของเขาทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่เรื่องสำคัญในวันนี้ เมื่อใกล้ถึงเวลาเที่ยง เขาก็วางเอกสารลง แล้วพาเซี่ยลิ่งเจียงออกเดินทางไปยังหอเยวียนหมิง
ระหว่างทางที่นั่งโยกเยกอยู่บนรถม้าคันเดียวกัน ทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อวานเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
ภายในรถม้า โอวหยางหรงนั่งหลังตรง สายตาจับจ้องไปที่ม่านประตูด้านหน้า
เซี่ยลิ่งเจียงก็นั่งหลังตรงอยู่ข้างๆ เช่นกัน
ทั้งสองคนต่างก็ทำตัวเป็นวิญญูชนผู้เที่ยงธรรม
แต่ในที่สุดก็มีคนทำลายความเงียบขึ้นมาจนได้
"นี่"
มือเรียวขาวของใครบางคนยื่นตรงมาตรงหน้าโอวหยางหรง บนมือนั้นมีถุงหอมที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่
"นี่คือ?"
"ไม่ใช่ว่านี่คืองานรับบริจาคแบบเปิดเผยหรอกรึ? ข้าจะบริจาคบ้างไม่ได้หรือไง?"
"เอ่อ ก็ได้อยู่หรอก แต่เจ้าไม่ได้มีหน้าที่ต้องทำนี่"
"งั้นก็ถือซะว่าเป็นน้ำใจก็แล้วกัน ท่านเอาไปบริจาคเถอะ คราวนี้ออกมาไกลบ้าน ข้าพกเงินมาไม่เยอะ หลังจากซื้อดาบกับธนูไปแล้ว ก็เหลือทองคำแค่หกตำลึงกับเงินเศษอีกนิดหน่อย เมื่อวานข้าส่งจดหมายกลับบ้านไปแล้ว อีกไม่กี่วันก็คงจะมีเงินส่วนตัวส่งมาให้ ถึงตอนนั้นค่อยบริจาคเพิ่มก็ได้"
"เดี๋ยวนี้ทองคำหายากนะ ทองหกตำลึงนี่เอาไปแลกเงินได้ตั้งหกเจ็ดสิบก้วน หรือก็คือเกือบเจ็ดหมื่นอีแปะเลยนะ เจ้าบริจาคเยอะเกินไปแล้ว"
"แล้วคราวนี้ศิษย์พี่คาดว่าจะรับบริจาคได้เท่าไหร่ล่ะ?"
"อย่างน้อยก็สามพันก้วน"
"งั้นศิษย์น้องก็บริจาคไม่เยอะหรอก" เซี่ยลิ่งเจียงส่ายหน้า
"สามพันก้วนนั้นกะจะให้พวกเศรษฐีผู้มีอิทธิพลช่วยกันบริจาคนะ"
โอวหยางหรงพูดเสียงเบา "ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของอำเภอหลงเฉิงอยู่ในมือพวกเขาทั้งหมด พวกนี้มันเศรษฐีหน้าเลือดทั้งนั้น เงินเจ็ดสิบก้วนสำหรับพวกเขามันจิ๊บจ๊อยมาก แต่สำหรับศิษย์น้องหญิงที่เป็นบุคคลธรรมดา บริจาคเยอะขนาดนี้ มันเท่ากับเงินเดือนสามปีของข้าเลยนะ..."
พอพูดมาถึงตรงนี้ โอวหยางหรงก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตระกูลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้นเองก็เป็นเศรษฐีหน้าเลือดเหมือนกันนี่หว่า แถมยังยิ่งใหญ่กว่าตระกูลหลิ่วที่คุมเมืองเจียงโจวตั้งเยอะ เพียงแต่กินรวบได้เนียนกว่าและไม่ค่อยออกหน้าออกตาก็เท่านั้น
แต่สิ่งที่ตระกูลใหญ่ระดับนี้ต้องการ ไม่ใช่แค่ความร่ำรวยมหาศาลแบบพวกเศรษฐีท้องถิ่น แต่เป็นชื่อเสียง คอนเนคชั่น อิทธิพล และอำนาจแฝงบางอย่าง
ตัวอย่างเช่น ชื่อเสียงความเป็นวิญญูชนผู้เที่ยงธรรมของโอวหยางหรงที่เลื่องลือไปทั่วหล้า นี่แหละคือสิ่งที่พวกเขาคู่ควร
นอกจากนี้ ศิษย์น้องหญิงกับท่านอาจารย์ก็เป็นเพียงสายหนึ่งของตระกูลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้นเท่านั้น ตระกูลเซี่ยยังมีลูกหลานและสายตระกูลอื่นๆ อีกมากมาย แผ่กิ่งก้านสาขาไปกว้างไกล
แต่ในความทรงจำของโอวหยางหรง ท่านอาจารย์เซี่ยสวินใช้ชีวิตอย่างสมถะและเรียบง่าย ศิษย์น้องหญิงเองก็ดูจะคล้ายคลึงกัน ทั้งคู่ไม่เคยสนใจเรื่องธุรกิจหรือการหาเงินเข้าตระกูลเลย สนใจแต่เรื่องเรียนอย่างเดียว ก็พอจะเดาได้ว่า สำหรับตระกูลเซี่ย เรื่องเงินๆ ทองๆ คงถือเป็นเรื่องไร้สาระ มอบหมายให้พวกลูกหลานสายรองเป็นคนดูแลจัดการ ไม่ค่อยให้ความสำคัญสักเท่าไหร่
"งั้นก็ตกลง"
โอวหยางหรงพยักหน้า รับถุงเงินของเศรษฐีนีตัวน้อยมาเก็บไว้
"เดี๋ยวก่อนนะ" เขามีสีหน้าลังเลเล็กน้อย เอามือล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ สุดท้ายก็หยิบไข่มุกเม็ดกลมใสแจ๋วส่งให้เซี่ยลิ่งเจียง นี่คือไข่มุกที่เขาเก็บได้ที่วังใต้ดินดินแดนบริสุทธิ์นั่นเอง
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของอีกฝ่าย เขาพูดติดตลกว่า:
"เนื่องในโอกาสที่แม่นางเซี่ยเป็นผู้บริจาคประเดิมงานเลี้ยงรับบริจาคในครั้งนี้ ข้าในฐานะนายอำเภอ จึงขอมอบไข่มุกเม็ดนี้ให้เป็นรางวัล เพื่อเป็นสิริมงคล ขอให้แม่นางมีจิตใจที่สว่างไสว บริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งไข่มุกเม็ดนี้ตลอดไป"
เซี่ยลิ่งเจียงนึกขึ้นได้ว่า ไข่มุกที่อยู่ในมือเขานั้น น่าจะเป็นเม็ดเดียวกับที่นางเข้าใจผิดคิดว่าเขาขโมยมาที่เรือนซานฮุ่ยวันนั้น นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนเลยนะ
ศิษย์น้องหญิงมองดูท่าทางพูดจาเหลวไหลเป็นตุเป็นตะของศิษย์พี่ พยายามกลั้นรอยยิ้มที่มุมปาก พยักหน้ารับแล้วเก็บไข่มุกเม็ดนั้นไว้
นางรู้สึกว่า... ไข่มุกเม็ดนั้นในวันนั้นก็ยังเหมือนเดิม คนก็ยังเหมือนเดิม ศิษย์พี่ใหญ่คนนี้ก็ยังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถืออยู่เหมือนเดิม...
ขณะที่เซี่ยลิ่งเจียงกำลังเม้มริมฝีปากสีแดงระเรื่อ โอวหยางหรงกลับพูดด้วยน้ำเสียงเสียดายว่า:
"ไข่มุกเม็ดนี้น่าจะราคาแพงน่าดู ตอนกลางคืนพอโดนแสงจันทร์มันจะเรืองแสงได้ด้วยนะ เมื่อวานข้าใส่ชุดธรรมดาไปลองถามราคาที่โรงรับจำนำดูตั้งหลายแห่ง พวกนั้นก็ให้ราคาดีอยู่หรอก แต่ข้ารู้สึกเหมือนโดนกดราคา ก็เลยยังไม่ได้ขาย ศิษย์น้องเอาไปเถอะ วันหลังค่อยหาผู้เชี่ยวชาญมาประเมินราคาดูก็ได้"
"ตกลง"
เซี่ยลิ่งเจียงพยักหน้ารับ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ตอนนี้นางมีเรื่องที่อยากรู้มากกว่า จึงรีบถามว่า:
"เงินที่ข้าบริจาคไปนี่ เอาไปซื้อข้าวได้เท่าไหร่เหรอ?"
"ตอนนี้เงินเจ็ดสิบก้วนซื้อข้าวสารได้ไม่ถึงห้าร้อยสือหรอก"
เซี่ยลิ่งเจียงหลุบตาลง คิดคำนวณในใจ ก่อนจะขมวดคิ้ว "ทำไมข้าวถึงแพงขนาดนี้ล่ะ? ปกติข้าวในมณฑลเจียงหนานของเราก็แค่โต่ว (หน่วยตวงวัดของจีน) ละสิบอีแปะไม่ใช่เหรอ สิบโต่วเท่ากับหนึ่งสือ... เงินหนึ่งก้วนก็น่าจะซื้อได้ตั้งสิบสือสิ?"
"นั่นมันช่วงก่อนน้ำท่วมน่ะ ตอนนี้ราคาข้าวในหลงเฉิงพุ่งขึ้นทุกวัน ถึงข้าจะออกคำสั่งควบคุมราคาแล้วก็เถอะ แต่ก็ยังมีพ่อค้าหน้าเลือดแอบตั้งเงื่อนไขแอบแฝงขายข้าวในราคาสูงปรี๊ดอยู่ดี ตอนนี้อย่างน้อยก็ต้องโต่วละสิบสี่อีแปะแล้ว ต่อให้ราคาสูงขนาดนี้ ก็ยังมีร้านค้าขายข้าวสารไม่กี่แห่งเลย" เขาตอบเสียงเรียบ
เซี่ยลิ่งเจียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ พ่นคำสองคำออกมา: "พ่อค้าหน้าเลือด"
โอวหยางหรงไม่ตอบ เลิกม่านรถม้าขึ้น มองดูหอสุราสุดหรูริมแม่น้ำที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ในใจเขาไม่อยากจะไปคลุกคลีกับพวกพ่อค้าหน้าเลือดพวกนี้เลยสักนิด เพราะกลัวจะแปดเปื้อน แต่ในเมื่อราชสำนักต้าโจวพึ่งพาไม่ได้ แถมข้างหลังเขาก็ยังมีผู้ประสบภัยนับหมื่นชีวิตและภัยน้ำท่วมที่พร้อมจะมาเยือนได้ทุกเมื่อ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น
ต้องยอมให้มือแปดเปื้อนแล้วล่ะ
...
ก่อนที่งานเลี้ยงอาหารกลางวันที่หอเยวียนหมิงจะเริ่มขึ้น โอวหยางหรงยืนต้อนรับพวกเศรษฐี คหบดี และพวกบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงที่มาร่วมงานอยู่ที่หน้าประตูห้องโถงใหญ่ด้วยความจริงใจ
โดยมีนายอำเภอผู้ช่วยเตียวคอยยืนแนะนำอยู่ข้างๆ
อย่างเช่น ท่านนี้คือผู้นำตระกูลเฉิงที่ทำธุรกิจเรือขนส่งสินค้ากว่าครึ่งหนึ่งของอำเภอหลงเฉิง ท่านนี้คือผู้นำตระกูลหลี่จากทางใต้ของเมืองที่มีเส้นสายในราชสำนักเป็นถึงขุนนางระดับห้า ท่านนี้ยิ่งไม่ธรรมดา เป็นผู้อาวุโสตระกูลกวนที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลใหญ่ทางเหนือก่อนจะเกษียณอายุราชการกลับมาอยู่บ้านเกิด มีที่ดินทำกินกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ที่ชานเมือง...
โอวหยางหรงสวมบทบาทนักเข้าสังคมตัวยง มอบความอบอุ่นและความห่วงใยในฐานะพ่อเมืองให้กับเหล่าพลเมืองดีศรีหลงเฉิง หลังจากทักทายปราศรัยกันจนหอมปากหอมคอ บรรยากาศระหว่างขุนนางกับราษฎรก็เป็นไปอย่างชื่นมื่น... จนกระทั่งนายอำเภอผู้ช่วยเตียวแนะนำคนแปลกหน้าอีกคนให้เขารู้จัก
"หมิงฝู่ ท่านนี้ก็คือหลิ่วจื่อเหวิน ผู้นำตระกูลหลิ่วจากฝั่งตะวันตกขอรับ"
โอวหยางหรงที่หันหลังให้อยู่เลิกคิ้วขึ้น รอยยิ้มยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม
ทว่าพอหันกลับไปมอง เขากลับรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
นายน้อยใหญ่ตระกูลหลิ่ว นามหลิ่วจื่อเหวิน ผู้โด่งดังจนชื่อเสียงเข้าหูโอวหยางหรงจนแทบจะทะลุออกมาผู้นี้ กลับไม่ได้มีท่าทางดุดัน น่าเกรงขาม หรือหยิ่งผยองอย่างที่คิดไว้เลย
ตรงกันข้าม เขากลับดูเป็นคนเนิบนาบ เชื่องช้า หรือจะบอกว่าดูเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งเลยก็ว่าได้
[จบตอน]