- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นขุนนางซุกซนบนเตียงฝ่าบาท
- บทที่ 12 เก้าวิถีบำเพ็ญเพียรแห่งตำนาน
บทที่ 12 เก้าวิถีบำเพ็ญเพียรแห่งตำนาน
บทที่ 12 เก้าวิถีบำเพ็ญเพียรแห่งตำนาน
บทที่ 12 เก้าวิถีบำเพ็ญเพียรแห่งตำนาน
"บาดเจ็บจนตัวงอเกร็งคืออะไร?"
"ลืมไปเลยว่านั่นเป็นคำเรียกในกองทัพ บาดเจ็บหมายถึงบาดแผลที่เกิดจากของมีคมที่เป็นโลหะ ส่วนตัวงอเกร็งก็คืออาการหลังจากได้รับบาดเจ็บน่ะขอรับ คือปวดจนตัวงอเป็นกุ้งอยู่บนเตียง ปกติท่านพ่อข้าน้อยก็จะเรียกแบบนี้แหละ
"แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไป ดูเหมือนพวกหมอจะเรียกว่า... บาดทะยัก"
โอวหยางหรงอึ้งไป มิน่าล่ะเมื่อกี้ถึงเห็นอาซานถูกแม่กับน้องสาวเอาเสื้อกันหนาวหนาเตอะมาห่มให้ซะมิดชิด เหมือนคนเป็นไข้หวัดใหญ่เลย
แถมตอนนั้นสีหน้าของชายหนุ่มยังดูเลื่อนลอย นอกเหนือจากความสิ้นหวังในชีวิตแล้ว ก็น่าจะเป็นเพราะกล้ามเนื้อใบหน้าเกิดอาการเกร็งและแข็งทื่อด้วย
"นี่มันโรคที่รักษาไม่หายเลยนะขอรับ อยู่ได้อีกไม่กี่วันหรอก น่าเสียดายชายชาตรีคนนี้จริงๆ" เยี่ยนอู๋ซวี่ส่ายหน้า
โอวหยางหรงครุ่นคิด "บาดทะยักงั้นเหรอ... น่าจะยังอยู่ในช่วงฟักตัว..."
ในยุคสมัยที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะ โรคนี้ก็ถือเป็นโรคที่สิ้นหวังจริงๆ... แต่ก็ไม่แน่หรอก โลกใบนี้ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่นี่นา วิชาปรุงยาอายุวัฒนะของสำนักเต๋าทั้งเหนือและใต้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังมาก
ตอนที่เขาไปสอบขุนนางที่ลั่วหยาง ยังเคยได้ยินมาว่ามีนักพรตจากโพ้นทะเลที่แสวงหาความเป็นอมตะ ได้รับความนิยมจากพวกชนชั้นสูงในลั่วหยางเป็นอย่างมาก ดังนั้นในบรรดากลุ่มผู้บำเพ็ญเพียร อาจจะมีโอสถทิพย์บางอย่างที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเขาก็เป็นได้
แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือ กลุ่มคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีทางยอมเอาโอสถทิพย์มาทิ้งขว้างกับทาสหลวงเล็กๆ คนหนึ่งแน่ๆ
บนโลกใบนี้ คนที่จะเป็นเดือดเป็นแค้นกับความเป็นความตายของชายไร้ชื่อที่ชื่ออาซานคนนี้ ก็คงมีแค่แม่หลิ่วกับอาชิงที่มีดวงตาเศร้าสร้อยเท่านั้นแหละ
แต่ว่านะ... ตอนนี้มีเพิ่มมาอีกครึ่งคนแล้ว
"นับฉันเป็นครึ่งคนด้วยก็แล้วกัน"
โอวหยางหรงพึมพำกับตัวเอง แล้วหันหลังเดินไปทางโรงครัวของวัดตงหลิน
เยี่ยนอู๋ซวี่รีบเดินตามไป ถามด้วยความสงสัย "หมิงฝู่ ครึ่งคนอะไรเหรอขอรับ?"
"นายไปหาเผือกขึ้นรามาให้ฉันสักครึ่งหัวสิ"
"..." เยี่ยนอู๋ซวี่นึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเตือนด้วยความหวังดี "หมิงฝู่ ของขึ้นรามันกินไม่ได้นะขอรับ"
โอวหยางหรง: "?"
ความจริงเยี่ยนอู๋ซวี่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมจู่ๆ หมิงฝู่ถึงเปลี่ยนใจไม่ลงเขา แล้วตรงดิ่งไปที่โรงครัว ไปขอยืมห้องครัวจากพระสงฆ์ที่ดูแล แล้วก็ขังตัวเองอยู่ข้างใน นั่งง่วนทำอะไรสักอย่าง...
นอกประตู ชายหนุ่มที่กอดดาบมือปราบอยู่อ้าปากค้างเล็กน้อย มองดูนายอำเภอหนุ่มที่ในสายตาของเขาเป็นเพียงบัณฑิตหนุ่มผู้สุภาพอ่อนโยนมาโดยตลอด กำลังรื้อค้นข้าวของกระจุยกระจาย เอาทั้งเผือก ถ่าน น้ำซาวข้าว น้ำมันพืช หม้อดิน และสำลีออกมาวางกองเต็มไปหมด จากนั้นก็ถกแขนเสื้อขึ้น แล้วลงมือทำอะไรบางอย่างอย่างขะมักเขม้น แถมชายหนุ่มที่กอดดาบอยู่ยังได้ยินเสียงนายอำเภอหนุ่มบ่นพึมพำคำพูดแปลกๆ ประหลาดๆ ออกมาเป็นระยะๆ เช่น 'เฮ้อ ความทรงจำที่ตายไปแล้วเริ่มกลับมาทำร้ายฉันอีกแล้ว' เป็นต้น
โอวหยางหรงใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก มองดูอุปกรณ์สกัดสารแบบหยาบๆ บนโต๊ะ พลางขมวดคิ้วพูดว่า:
"ดูถูกความยากของไอ้นี่ไปหน่อยแฮะ... ดูท่าจะไม่รอด..."
โอวหยางหรงไม่ได้เป็นแค่พวกนักเลงคีย์บอร์ดที่ 'รู้ทุกเรื่องนิดๆ หน่อยๆ' หรอกนะ สมัยเรียนมหา'ลัย เพื่อเก็บหน่วยกิต เขาเคยลงเรียนวิชาเลือกของคณะวิศวกรรมเคมีด้วย และเพราะอาจารย์ผู้สอนเป็นชาวต่างชาติผมบลอนด์อกตู้ม เขาถึงตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตอนที่เธอใส่เสื้อกาวน์สีขาวแล้วก้มตัวลงไปตรวจเช็กหลอดทดลองหน้าชั้นเรียน...
ช่างเถอะ จะยังไงก็ช่าง ไม่เหมือนกับพวกหัวงูในห้องเรียนคนอื่นๆ หรอกนะ นอกจากเรื่องสัดส่วนหน้าอกแล้ว เขาก็ได้ความรู้ติดตัวมาจริงๆ นั่นแหละ
ประกอบกับความที่เป็นมนุษย์เลเวลตันที่มีทักษะการประดิษฐ์ยอดเยี่ยม สามารถสร้างเครื่องคลิกหน้าจอแบบกายภาพได้ด้วยตัวเอง
ตอนแรกโอวหยางหรงก็ค่อนข้างมั่นใจ คิดว่าถ้าใจเย็นๆ ค่อยๆ ใช้เวลาประยุกต์ใช้สิ่งของรอบตัวสร้างยาปฏิชีวนะแบบหยาบๆ ขึ้นมาก็น่าจะไม่ยากเกินไป
แต่พอลองลงมือทำดูจริงๆ ถึงได้รู้ว่า เขาประเมินความยากของการสกัดสารต่ำเกินไป
ปัญหาหลักๆ มาจากอุปกรณ์สกัดนั่นแหละ ยาปฏิชีวนะแบบหยาบๆ มีเชื้อแบคทีเรียเจือปนอยู่มากเกินไป ขืนเอาไปใช้รังแต่จะทำร้ายหลิ่วอาซานเปล่าๆ
"ทางนี้ไปไม่รอด... นิยายก็คือการหลอกลวงทั้งนั้น คนปกติที่ไหนจะมาปีนสายเทคโนโลยีแบบนี้ได้..."
โอวหยางหรงพ่นลมหายใจยาว ไม่ได้ท้อแท้ หันหลังกลับไปหยิบกระดาษกับพู่กันทันที
เปลี่ยนวิธีใหม่
โอวหยางหรงก้มหน้า จุ่มหมึกเขียนเทียบยาไปสองสามใบ ปากก็พูดว่า:
"ลิ่วหลาง ช่วยลงเขาไปจัดยาพวกนี้มาให้ทีสิ ช่วยออกเงินไปก่อนนะ"
"มะ... ไม่มีปัญหาขอรับ"
เยี่ยนอู๋ซวี่ที่คอยเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ แม้จะไม่เข้าใจว่าโอวหยางหรงกำลังทำอะไร แต่การกระทำทั้งหมดเมื่อกี้ก็ทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ตอนที่โอวหยางหรงกำลังนึกเทียบยาอยู่ เขาก็อดขมวดคิ้วถามไม่ได้ว่า:
"หมิงฝู่ ท่าน... ท่านเคยเรียนวิชากลไกของวิถีบำเพ็ญเพียรสายม่อจื๊อมาหรือเปล่าขอรับ?"
"วิถีบำเพ็ญเพียรสายม่อจื๊อคืออะไร? วิชากลไกอะไร?" โอวหยางหรงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา ถามกลับด้วยความอยากรู้
"ท่านไม่ได้เรียนจริงๆ เหรอ?"
"เอ่อ ไม่ได้เรียน ทีนี้ตานายตอบฉันบ้าง"
เยี่ยนอู๋ซวี่กอดดาบพิงประตู ท่าทางเหมือนกำลังคิด ก่อนจะตอบว่า:
"ข้าน้อยก็ฟังเขาเล่ามาตอนกินเหล้าเหมือนกันขอรับ วิถีบำเพ็ญเพียรสายม่อจื๊อ เป็นหนึ่งในเก้าวิถีบำเพ็ญเพียรแห่งตำนานที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ก่อนที่จิ๋นซีฮ่องเต้จะแสวงหายาอายุวัฒนะ วิถีนี้เคยเทียบชั้นได้กับวิถีของบัณฑิตและวิถีของนักพรตเต๋าเลยนะขอรับ แต่พอถึงยุคที่ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่น (ซื่อตี้) ฟาดฟันกับเซี่ยงอวี่ (ไป๋ตี้) และขึ้นครองราชย์ด้วยตัวเปล่า วิถีของม่อจื๊อก็เริ่มแตกแขนงและค่อยๆ เสื่อมถอยลง จนสุดท้าย ทายาทตระกูลผู้นำก็หายสาบสูญไปในหน้าประวัติศาสตร์
"แต่วิชาบำเพ็ญเพียรและวิชากลไกของสายม่อจื๊อกลับกระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน จนก่อกำเนิดเป็นสำนักน้อยใหญ่มากมายในสิบมณฑลและยุทธภพทั้งเหนือใต้ในปัจจุบัน เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่โค่นล้มลง แต่กลับให้กำเนิดกล้าไม้นับหมื่นต้น ทำให้วิชาบำเพ็ญเพียรแห่งตำนานไม่ถูกราชสำนักและตระกูลใหญ่ๆ เพียงไม่กี่ตระกูลผูกขาดไว้แต่เพียงผู้เดียว เหมือนกับเส้นทางความก้าวหน้าของบัณฑิตยากไร้
ชายหนุ่มที่กอดดาบแน่น แต่ยังไม่เคยก้าวเข้าสู่ยุทธภพ มีแววตาเป็นประกาย "ด้วยเหตุนี้ ก็เลยมีคนบอกว่า สำนักม่อจื๊อยังไม่ล่มสลาย ชาวยุทธภพอย่างพวกเราทุกคน แท้จริงแล้วก็คือจอมยุทธ์ชุดขาว ศิษย์ของม่อจื๊อกันทั้งนั้น"
โอวหยางหรงเงยหน้าขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเรื่องพวกนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะถาม "เก้าวิถีบำเพ็ญเพียรแห่งตำนาน? แล้วอีกแปดวิถีที่เหลือล่ะ?"
เยี่ยนอู๋ซวี่เกาหัว "ข้าน้อยรู้แค่ว่า ราชสำนักต้าโจวเป็นผู้กุมวิถีของนักการทหารและวิถีของผู้หยั่งรู้ดินฟ้า (สายหยินหยาง) แล้วก็มีสามนิกายหลักที่ปรากฏตัวในโลกอย่างขงจื๊อ พุทธ เต๋า ที่กุมไว้สามวิถี ส่วนที่เหลือไม่รู้เลยขอรับ น่าจะเป็นตระกูลสูงศักดิ์ที่เร้นกายกระมัง"
โอวหยางหรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจยิงคำถามแทงใจดำ "ลิ่วหลางเดินวิถีไหนล่ะ? สายม่อจื๊อหรือเปล่า?"
เยี่ยนอู๋ซวี่หน้าแดงเถือกทันที ผ่านไปครู่หนึ่งก็บ่นอุบอิบ "ถ้าข้าน้อยได้ก้าวเข้าสู่วิถีผู้บำเพ็ญเพียรจริงๆ ก็คงดีสิขอรับ วันนั้นก็คงไม่โดนท่านอาสะใภ้ของหมิงฝู่ใช้ไม้ปัดดาบหลุดมือหรอก..."
โอวหยางหรงปลอบใจ "ไม่เป็นไรหรอก ฉัน... ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นใครเอาชนะท่านอาสะใภ้ได้เลย แน่นอนว่า หมายถึงในบ้านนอกอย่างหนานหลงน่ะนะ"
เยี่ยนลิ่วกระแอมไอสองสามครั้ง "อ้อ ก่อนจะได้เจอหมิงฝู่ ข้าน้อยกลับคิดว่าหมิงฝู่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายบัณฑิตเสียอีกนะขอรับ"
"ฉันเนี่ยนะ?" โอวหยางหรงถึงกับอึ้ง "ทำไมถึงคิดแบบนั้น..." ตาบอดชัดๆ
"ก็ง่ายๆ เลย เพราะสถานศึกษาไป๋ลู่ต้งสังกัดอยู่กับนิกายขงจื๊อ หมิงฝู่ก็มาจากที่นั่น แถมยังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าในฐานะบัณฑิต ชาวยุทธภพที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังก็อดคิดไปในทางนั้นไม่ได้หรอกขอรับ"
โอวหยางหรงพยายามนึกทบทวนดู แล้วส่ายหน้า ก่อนจะก้มหน้าทำสิ่งของในมือต่อ "แต่ตอนที่เรียนอยู่ที่สถานศึกษาไป๋ลู่ต้ง ฉันตามติดท่านอาจารย์ตลอด ไม่เคยได้สัมผัสของพวกนี้เลย"
เยี่ยนอู๋ซวี่พยักหน้า "งั้นแสดงว่าหมิงฝู่น่าจะตกรอบคัดเลือกกระมังขอรับ ได้ยินมาว่าทั้งสามนิกายหลักอย่างขงจื๊อ พุทธ และเต๋า ล้วนมีระบบแฝงที่เป็นทางการอยู่ พวกเขาจะคัดเลือกศิษย์ที่มีแววเหมาะสมมาบ่มเพาะ หมิงฝู่เป็นบัณฑิตดาวรุ่งที่โด่งดังในเขตเจียงหนานมาตั้งแต่เด็ก สถานศึกษาไป๋ลู่ต้งไม่มีทางมองข้ามหมิงฝู่ไปได้หรอกขอรับ"
นี่มันแจกการ์ดไอ้ขี้แพ้ให้กันชัดๆ เลยใช่ไหม? โอวหยางหรงหัวเราะแห้งๆ "ช่างเถอะ"
เยี่ยนอู๋ซวี่ยังคงปลอบใจต่อ "แต่ก็เป็นเรื่องปกตินะขอรับ หมิงฝู่อย่าเก็บไปใส่ใจเลย คนที่มีพรสวรรค์แบบนี้ก็เหมือนขนหงส์เขากิเลน (หาได้ยากยิ่ง) นั่นแหละ เหมือนกับในยุทธภพนั่นแหละขอรับ สำนักเล็กๆ ไร้ชื่อเสียงมีเยอะแยะถมเถไป สำนักที่ได้เรียนรู้วิชาบำเพ็ญเพียรที่สืบทอดกันมาจริงๆ มีอยู่น้อยยิ่งกว่าน้อยซะอีก เฮ้อ"
โอวหยางหรงพยักหน้า "แต่ทำตัวยังกับเป็นเซียนแบบนี้ ฉันก็อยากเห็นหน้าตาตอนที่พวกผู้บำเพ็ญเพียรพวกนี้ต่อสู้กันเหมือนกันนะ ผู้บำเพ็ญเพียรมันวิเศษขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่ตอนที่ฉันไปสอบขุนนางที่ลั่วหยาง ทำไมไม่เคยเห็นยอดฝีมือที่เหาะเหินเดินอากาศได้เลยล่ะ? ถ้ามีจริงๆ ก็ต้องโชว์ฝีมือกันให้เห็นบ้างสิ?"
หลังจากความฝันเรื่องวังใต้ดินดินแดนบริสุทธิ์พังทลายลง เขาก็ตั้งข้อสงสัยอย่างลึกซึ้งถึงระดับพลังของโลกใบนี้
แต่เยี่ยนอู๋ซวี่กลับทำหน้าจริงจัง "หมิงฝู่อย่าดูถูกผู้บำเพ็ญเพียรที่มีระดับพลังเด็ดขาดนะขอรับ ที่หาดูยาก ประการแรกก็เพราะมีจำนวนน้อยจริงๆ และประการที่สอง ยุทธภพไม่ใช่แค่การต่อสู้เข่นฆ่ากัน แต่มันคือเรื่องของความสัมพันธ์และมารยาททางสังคมต่างหากล่ะขอรับ"
"..." โอวหยางหรง
แหม ไอ้หนุ่มนี่ ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าสู่ยุทธภพเลย ก็ได้เฉลยข้อสอบข้อสุดท้ายไปกอดไว้แน่นแล้ว แอบโกยคะแนนนำโด่งไปขนาดนี้ คิดว่าสมควรแล้วเหรอ?
"อะแฮ่ม หมิงฝู่ ความจริงข้าน้อยก็อ่านเจอมาจากหนังสือจอมยุทธ์น่ะขอรับ น่าจะเป็นจอมยุทธ์รุ่นก่อนเขียนไว้"
เยี่ยนอู๋ซวี่ล้วงหนังสือที่หน้าปกยับเยินออกมาจากอกเสื้อ ถอนหายใจอย่างซาบซึ้ง "ข้างในนี้ยังบันทึกไว้อีกด้วยว่า เขาได้รู้จักกับรุ่นพี่สาวจอมหยิ่ง ยายจิ้งจอกสาวผู้คลั่งรัก หญิงงามอันดับหนึ่งของสำนักใหญ่ แล้วก็อาจารย์สาวในสถานศึกษา... และได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในเรื่องราวของพวกนางยังไงบ้าง"
โอวหยางหรงโบกมือไล่ "ขอโทษที ฉันอ่านแต่พงศาวดารชุนชิวน่ะ"
พูดจบ โอวหยางหรงก็พับเทียบยาที่เขียนเสร็จแล้วเป็นสองทบ แล้วยื่นให้เยี่ยนอู๋ซวี่ "ช่วยลงเขาไปจัดยาพวกนี้มาให้ทีนะ พยายามให้เร็วที่สุดล่ะ"
เยี่ยนอู๋ซวี่ก้มลงดู เตรียมจะเอ่ยปากถาม แต่จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากข้างนอก เขารีบเก็บเทียบยา หันขวับกลับไปเอามือกุมด้ามดาบ ขวางประตูไว้ด้วยท่าทีระแวดระวัง:
"ใครน่ะ?"
ซิ่วฝ่ากับป้านซี่วิ่งหน้าตั้งเข้ามา ซิ่วฝ่าตะโกนมาแต่ไกล ประโยคแรกก็ทำเอาโอวหยางหรงถึงกับคิ้วกระตุก
"นายท่านๆ นายหญิงบอกให้ท่านรีบกลับไป ท่านอาจารย์ของท่านมาหาท่านแล้วขอรับ!"
"…?"
[จบตอน]