เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 22 จากที่กลัวตายในตอนแรก กลายเป็นอยากตายซะเอง!

ตอนที่ 22 จากที่กลัวตายในตอนแรก กลายเป็นอยากตายซะเอง!

ตอนที่ 22 จากที่กลัวตายในตอนแรก กลายเป็นอยากตายซะเอง!


"ท่านเฮยอวี้ เฉินหลานปฏิเสธที่จะร่วมมือกับเราครับ"

"หึ ก็แค่โชคดีสร้างดันเจี้ยนดีๆ ขึ้นมาได้ดันเจี้ยนเดียว แต่กลับกล้ามาต่อต้านฉัน เฮยอวี้ผู้นี้งั้นเหรอ ติดต่อผู้ดูแลระดับสูงคนอื่นๆ ซะ ดันเจี้ยนนี้ไม่มีการตั้งค่าความตาย ซึ่งมันละเมิดกฎของเทพเจ้าแห่งความสยองขวัญองค์แรกอย่างชัดเจน"

ท่านเฮยอวี้ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงตระหง่านและถือแก้วไวน์อยู่ในมือ บีบแก้วจนแตกคามืออย่างแรง 'ไวน์แดง' ที่อยู่ข้างในสาดกระเซ็นไปทั่ว ทว่ากลับส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งออกมา

นี่ไม่ใช่ไวน์แดง แต่มันคือเลือดต่างหาก!

เมื่อได้ยินดังนั้น ยอร์ซันก็เข้าใจความหมายของท่านเฮยอวี้ในทันที

เทพเจ้าแห่งความสยองขวัญองค์แรกได้ใช้พลังของตนเองในการสร้างต้นแบบของโลกสยองขวัญขึ้นมา หลังจากผ่านการบริหารและพัฒนามาหลายยุคหลายสมัยโดยเทพเจ้าแห่งความสยองขวัญรุ่นต่อๆ มา โลกสยองขวัญในปัจจุบันจึงได้ก่อตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม เทพเจ้าแห่งความสยองขวัญรุ่นหลังต่างก็ยกย่องเทพเจ้าองค์แรกเป็นแบบอย่าง ไม่มีใครกล้าขัดขืนคำสั่งสอนที่ท่านได้กล่าวเอาไว้

ก่อนที่จะสิ้นชีพ เทพเจ้าแห่งความสยองขวัญได้กำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างเอาไว้ ซึ่งทั้งสิ่งลี้ลับและมนุษย์จะต้องปฏิบัติตาม

กฎที่ว่าดันเจี้ยนสยองขวัญต้องมีการตั้งค่าความตาย ก็เป็นหนึ่งในกฎที่เทพเจ้าแห่งความสยองขวัญได้ตั้งเอาไว้

ท่านเฮยอวี้ต้องการจะรวมหัวกับผู้ดูแลระดับสูงคนอื่นๆ เพื่อคว่ำบาตรดันเจี้ยนแห่งนี้ ทันทีที่บทลงโทษจากเทพเจ้าแห่งความสยองขวัญถูกส่งลงมา พวกเขาก็จะได้ฉวยโอกาสยึดดันเจี้ยนนี้มาเป็นของตัวเอง

"รับทราบครับ ผมจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้เลย"

หลังจากที่ยอร์ซันออกไปแล้ว ท่านเฮยอวี้ก็แสยะยิ้ม "ดันเจี้ยนที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้จะต้องเป็นของฉัน และหมอนั่นก็ต้องตกเป็นของฉันด้วย!"

การที่เฉินหลานสามารถสร้างดันเจี้ยน 【ม.6】 ขึ้นมาได้ ย่อมหมายความว่าเขายังมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน มนุษย์คนนี้ยังมีประโยชน์และจะต้องถูกจับขังเอาไว้เพื่อบังคับให้เขาสร้างดันเจี้ยนออกมาอีกเรื่อยๆ

——

โลกของดันเจี้ยน

วันหยุดพักผ่อนสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว มันอาจจะดูสั้น แต่มันกลับยาวนานเหลือเกินสำหรับพวกผู้เล่น!

ช่วงบ่าย

"ในความเห็นของครูนะ ความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนหลี่ปิงอยู่ในเกณฑ์ที่แย่มาก ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังขาดระเบียบวินัยและมักจะง่วงซึมอยู่บ่อยๆ ในฐานะพ่อแม่ พวกคุณควรจะคอยเตือนลูกอยู่เสมอนะว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงสี่เดือนก็จะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จะมามัวปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไม่ได้อีกแล้วนะ"

"ค่ะ คุณครู ฉันจะอบรมสั่งสอนลูกให้ดีกว่านี้อย่างแน่นอนค่ะ"

"อืม งั้นครูไปก่อนนะ ถ้าต้องการให้ครูมาสอนอีกก็ติดต่อมาได้ตลอดเวลาเลย เดี๋ยวครูจะคิดราคาพิเศษให้"

"ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะคุณครู"

เมื่อมองดูครูเดินลับสายตาหายเข้าไปในช่องบันได รอยยิ้มของแม่ก็แข็งค้างไปในทันที เธอปิดประตูดังปังและเดินตรงไปที่ห้องของหลี่ปิงด้วยใบหน้าที่เย็นชา

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง เธอก็เห็นหลี่ปิงกำลังหมกมุ่นอยู่กับกองกระดาษข้อสอบ ริมฝีปากของเธอซีดเผือดไร้สีเลือดและมีรอยคล้ำใต้ตาอย่างหนัก เปลือกตาของเธอพยายามจะปิดลงอยู่ตลอดเวลา แต่เธอก็ต้องฝืนลืมตาเอาไว้

"อุตส่าห์เรียนมาตั้งสามวันแล้ว แต่เกรดของลูกก็ยังตามหลังคนอื่นเขาอยู่ดี แม่ไม่รู้จริงๆ ว่าเบ่งขยะอย่างลูกออกมาได้ยังไง รู้งี้คลอดหมูแดงออกมายังจะดีซะกว่าคลอดลูกออกมาเลย"

"รู้ตัวบ้างไหมฮะ? ในกรุ๊ปแชทผู้ปกครองเพิ่งจะมีข้อความเด้งมาบอกว่า โจวเทียนเฉิงกับหานเทียนอวี้ เพื่อนร่วมชั้นของลูกสองคนนั้นน่ะ เขาเข้าใจเนื้อหาม.4 ไปตั้งเยอะแล้วเพราะมีติวเตอร์คอยสอน พวกเขาสอบวิชาภาษาจีนได้ตั้งแปดสิบกว่าคะแนนแหนะ แล้วหันมาดูตัวลูกสิ ลูกยังทำได้ไม่ถึงเจ็ดสิบเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้สึกอับอายบ้างหรือไง?"

"รู้ไหมว่าเวลาแม่ออกไปซื้อกับข้าว คนอื่นเขาพูดถึงแม่ว่ายังไง? พวกเขาบอกว่าลูกสาวของแม่สอบตกวิชาภาษาจีนน่ะสิ รู้ไหมว่าฟังแล้วมันเจ็บปวดขนาดไหน? เหลือเวลาอีกไม่ถึงสี่เดือนแล้วนะ ไม่ว่ายังไง ลูกก็ต้องดึงเกรดขึ้นมาให้ได้ คืนนี้ลูกต้องไปคาบทบทวนบทเรียนภาคค่ำ ฟังแม่ให้ดีนะ ถ้าเดือนหน้าลูกยังทำให้เกรดดีขึ้นไม่ได้ ก็ไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้าอีก"

"ตอนนี้ก็ออกมาคลุกข้าวเข้าปากได้แล้ว แล้วก็นั่งรถบัสไปคาบค่ำซะ!"

ปัง!

ทันทีที่ประตูถูกกระแทกปิดลง น้ำตาของหลี่ปิงก็ร่วงเผาะ

หยดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนกระดาษข้อสอบจนหมึกเลอะเลือน แต่ถึงอย่างนั้นมือของเธอก็ยังไม่หยุดเขียน

เรียน เธอต้องเรียน มีเพียงการคว้าห้าอันดับแรกในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เท่านั้น เธอถึงจะออกจากนรกขุมนี้ได้!

หลังจากผ่านไปสามวัน ผู้เล่นทุกคนต่างก็ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนกันหมดแล้ว มีเพียงการสอบให้ติดห้าอันดับแรกเท่านั้น พวกเขาถึงจะหลุดพ้นไปจากขุมนรกอันน่าสิ้นหวังแห่งนี้ได้!

——

เวลา 18:00 น.

หลังจากกินข้าวเสร็จ หลี่ปิงก็เดินตามหลังแม่ของเธอออกมาจากเขตที่พักอาศัย นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้ก้าวเท้าออกมาจากหมู่บ้าน

เมื่อมองดูโลกอันกว้างใหญ่เบื้องนอกและสูดอากาศอันแสนสดชื่นและอิสระ เธอก็รู้สึกว่ามันช่างน่าเหลือเชื่อ

ตกลงว่าโลกใบนี้ก็เป็นสถานที่ที่เธอสามารถก้าวเดินออกมาได้งั้นเหรอ?

เธออุตส่าห์คิดว่าตัวเองจะเป็นเหมือนนกแก้วที่ถูกขังอยู่ในกรง และไม่สามารถก้าวออกไปสู่โลกภายนอกได้เลยตลอดชีวิตซะอีก

เธอสามารถใช้โอกาสนี้หนีไปจากบ้าน หนีไปจากโรงเรียนได้ไหมนะ?

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาเพียงแวบเดียวก่อนที่เธอจะปัดมันทิ้งไป ที่นี่คือดันเจี้ยน ไม่ว่าเธอจะวิ่งหนีไปไกลแค่ไหน เธอก็ไม่สามารถหนีพ้นจากตัวดันเจี้ยนไปได้อยู่ดี

เอี๊ยด—

ในตอนนั้นเอง รถบัสสีเหลืองคันหนึ่งก็มาจอดอยู่ตรงหน้าเธอ

"ขึ้นไปสิ รถบัสคันนี้จะไปส่งลูกที่โรงเรียน"

หลี่ปิงรู้สึกงุนงง ตอนกลับบ้านใช้เวลาแค่พริบตาเดียวแท้ๆ ทำไมตอนนี้ถึงต้องนั่งรถบัสไปโรงเรียนด้วยล่ะ?

แม้จะยังสับสนอยู่ แต่เธอก็ก้าวขึ้นไปบนรถบัส

เธอมองเข้าไปข้างใน มีชายวัยกลางคนคนหนึ่ง สองพ่อลูกคู่หนึ่ง และคนที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี — เฉินเทียน!

ดวงตาของเธอเป็นประกาย เธอไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเพื่อนร่วมชั้นที่นี่

เมื่อเฉินเทียนเห็นเธอ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายด้วยความปีติยินดีอย่างล้นหลาม ราวกับว่าเขาได้เห็นพระผู้ช่วยให้รอด

หลี่ปิงรีบเดินไปนั่งข้างๆ เฉินเทียน พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานาน "ไม่คิดเลยนะว่าจะได้เจอคุณที่นี่"

"ผมก็เหมือนกันครับ"

ไม่นานรถบัสก็เริ่มเคลื่อนตัว

"สามวันที่ผ่านมาของคุณเป็นยังไงบ้างครับ?" เฉินเทียนถามขณะมองหลี่ปิง น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย

"ไม่ค่อยดีเลย ฉันโดนยัดเยียดให้เรียนกับติวเตอร์ แล้วก็ไม่ได้พักผ่อนดีๆ เลยตลอดสามวันติด ฉันได้นอนแค่วันละสองชั่วโมงเอง"

เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของเฉินเทียนก็เบิกกว้าง เขาไม่คิดเลยว่าหลี่ปิงก็จะเจอสภาพเดียวกัน เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่าทุกคนจะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันสินะ

"ผมก็ด้วย แถมพ่อของผมก็เป็นพวกขี้เมา พอเมาเมื่อไหร่ก็จะทุบตีผม" เฉินเทียนเลิกเสื้อขึ้น หน้าท้องและเอวของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่ดูน่ากลัวและชวนให้ตกใจ

หลี่ปิงเอามือปิดปากอย่างไม่อยากจะเชื่อ พ่อแม่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และบางคนก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานที่น่ากลัวยิ่งกว่าเธอซะอีก

"ในช่วงสามวันที่ผ่านมานี้ ผมรู้สึกสิ้นหวังมากจริงๆ ผมมีความคิดอยากจะฆ่าตัวตายตั้งหลายครั้งแล้ว" เฉินเทียนหันไปมองนอกหน้าต่าง รอยยิ้มอันขมขื่นและสิ้นหวังปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา

"แล้วใครมันไม่เป็นแบบนั้นบ้างล่ะ?" ประกายในดวงตาของหลี่ปิงเลือนหายไป เมื่อนึกถึงประสบการณ์ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอก็รู้สึกอยากจะฆ่าตัวตายขึ้นมาในทันทีเพียงเพื่อจะได้หนีไปจากดันเจี้ยนแห่งนี้

"ผมอุตส่าห์คิดว่าการที่ไม่มีคนตายจะทำให้ดันเจี้ยนนี้มันเคลียร์ง่ายที่สุด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าการไม่มีคนตายนี่แหละคือส่วนที่น่ากลัวที่สุดแล้ว พวกมันกำลังทรมานสภาพจิตใจของเรา กำลังต้อนเราให้จนมุมไปสู่ทางตัน!" เฉินเทียนกัดฟันกรอด

"ถึงอย่างนั้น เราก็ยอมแพ้ไม่ได้หรอกนะ เราจะมาตายไม่ได้เด็ดขาด เราต้องทำคะแนนให้ดีๆ แล้วก็ออกไปจากดันเจี้ยนบ้าๆ นี่ให้ได้!" หลี่ปิงพยายามปลอบใจเฉินเทียน

ดูเหมือนว่าเฉินเทียนจะมีสภาพที่ย่ำแย่กว่าเธอเสียอีก เธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการเลยว่าเขาต้องเจออะไรมาบ้าง หรือคนอื่นๆ ต้องทนกับอะไรกันมาบ้าง

ดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่มีคนตาย ทว่ามันกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตาย เพราะมันทรมานพวกเขากระทั่งพวกเขาอยากจะตายซะเอง!

จากที่กลัวตายกันทุกคนในตอนแรก แต่มาถึงตอนนี้ บางคนก็เริ่มอยากจะตายกันแล้ว!

นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด!

"คุณพ่อคะ พรุ่งนี้พาหนูไปเที่ยวสวนสนุกได้ไหมคะ?"

"ได้สิลูกรักของพ่อ"

ในตอนนั้นเอง สองพ่อลูกที่นั่งอยู่ข้างหน้าก็พูดขึ้น หลี่ปิงและเฉินเทียนต่างก็หันไปมอง

เมื่อมองดูการกระทำอันใกล้ชิดและคำพูดที่เต็มไปด้วยความรักระหว่างสองพ่อลูก ความอิจฉาก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของพวกเขาทั้งสองคนพร้อมๆ กัน

"บอกฉันทีสิ ไม่ใช่ทุกคนใช่ไหมที่เหมาะสมจะเป็นพ่อแม่คนน่ะ?"

จบตอน

จบบทที่ ตอนที่ 22 จากที่กลัวตายในตอนแรก กลายเป็นอยากตายซะเอง!

คัดลอกลิงก์แล้ว