- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยเซี่ยงอวี่ระดับเทพสิบคน
- บทที่ 7 เรื่องแดงแล้ว
บทที่ 7 เรื่องแดงแล้ว
บทที่ 7 เรื่องแดงแล้ว
บทที่ 7 เรื่องแดงแล้ว
รุ่งสาง เฉินเคอตื่นขึ้นบนเตียงไม้จื่อถานใบเล็กซึ่งเป็นของมาตรฐานประจำเรือนสี่ประสาน เขาเลิกผ้าห่มต่วนที่อ่อนนุ่มละเอียดดุจผิวพรรณอันเรียบลื่นขึ้นมา เฉินเคองัวเงียอยู่เพียงครู่เดียว จากนั้นก็กลับมานั่งตัวตรงด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่าราวกับถูกบังคับชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม
[เรือนสี่ประสานห้าขบวน]
[คุณลักษณะ: พลังมังกรอาชา (นอนหลับเพียงวันละสองชั่วยาม ก็สามารถมีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม)]
เมื่อมองดูคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องของ [เรือนสี่ประสานห้าขบวน] มุมปากของเฉินเคอก็อดกระตุกไม่ได้ สกิลทาสรับใช้อะไรวะเนี่ย?
มิน่าล่ะถึงได้ตื่นหลังจากเพิ่งนอนไปได้แป๊บเดียว
ในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนจะได้ยินความเคลื่อนไหวตอนที่เฉินเคอตื่นนอน ด้านหลังฉากกั้นที่ทำจากโครงไม้หนานมู่สีทองก็มีเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยแผ่วเบาดังแว่วมา
"นายท่าน ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ?"
หญิงสาวหน้าตาหมดจดงดงามเกล้าผมทรงงูวิเศษประคองถาดไม้ใส่ชาและสิ่งของอื่นๆ ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามา
นางสวมเสื้อคลุมผ่าหน้าสีขาวเนื้อทราย บนนั้นมีลวดลายดอกบัวที่ปักด้วยเส้นไหม ชายเสื้อค่อนข้างยาวและผ่าข้าง เผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวที่ผอมเพรียวอรชร ถัดลงมาเป็นกระโปรงหรูฉวินสีเขียวที่ทำจากวัสดุอ่อนนุ่มสวมใส่สบาย เรียวขายาวกลมกลึงคู่หนึ่งถูกห่อหุ้มอยู่ภายใน ยามก้าวเดินพลิ้วไหวราวกับกระต่ายหลบหนี ภายใต้กระโปรงหรูฉวินยังมองเห็นรองเท้าปักลายสีเขียวจางๆ
[ซิ่วไฉหญิง ชิงหยวน]
[อายุ 18 ปี]
[เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานบุคคล โลจิสติกส์ และการทำอาหาร]
อืม นี่คือ พ่อบ้าน ชั่วคราว บางครั้งก็ต้องควบตำแหน่งสาวใช้เพื่อทำงานบางอย่างด้วย
"นายท่าน เชิญดื่มชาโสมกลั้วคอเจ้าค่ะ"
กลิ่นหอมหวนลอยปะทะใบหน้า
เฉินเคอรับถ้วยกระเบื้องมาดื่มอึกหนึ่ง บ้วนปาก แล้วถ่มลงในกระโถนที่ชิงหยวนยกมาให้
ผ้าขนหนูร้อนสองผืน ผืนหนึ่งเช็ดมือ อีกผืนประคบหน้า จากนั้นก็นำอ่างทองคำที่บรรจุน้ำยาสมุนไพรพิเศษมาให้ ใช้เกลือบริสุทธิ์แปรงฟัน แคะหู โกนหนวด... ตลอดกระบวนการเขาไม่ต้องขยับตัวเลยแม้แต่น้อย ยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียงเช่นเดิม
"นายท่าน ให้ชิงหยวนช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าดีหรือไม่เจ้าคะ?"
เมื่อเผชิญกับคำถามของชิงหยวน เฉินเคอก็พยักหน้าด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
‘เป็นอีกหนึ่งวันแห่งความฟุ้งเฟ้อ เฮ้อ...’
เมื่อระยะห่างของทั้งสองฝ่ายร่นเข้ามา มืออันอ่อนนุ่มคู่หนึ่งก็ค่อยๆ สอดเข้าไปที่เอวของเฉินเคอ แล้วยังไงต่อน่ะหรือ?
จากนั้นเขาก็ถูกอุ้มขึ้นมาอย่างง่ายดายราวกับตุ๊กตาผ้า
เฉินเคอสูง 1.83 เมตร น้ำหนักราวๆ 150-160 จินเห็นจะได้ แต่เขากลับถูกหญิงสาวที่ดูบอบบางอุ้มขึ้นมาได้อย่างสบายๆ
อืม ถ้าไม่ใช่เพราะยีนกลายพันธุ์ เฉินเคอก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมผลผลิตจากสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของระบบ ถึงต้องเติมคำว่า ชายฉกรรจ์ หรือ คนหนุ่มแข็งแรง ลงไปด้วย
ที่แท้ ชายฉกรรจ์ หรือ คนหนุ่มแข็งแรง มันหมายความแบบนี้นี่เอง!
ชุดซับในที่ทำจากผ้าไหม ประกอบด้วยกางเกง ด้านนอกสวมเสื้อคลุมคอกลมสีค่อนข้างขาว รองเท้าบูทหนังกวางสีน้ำตาลอ่อนนุ่มสบายเท้า
เดิมทีผมของเฉินเคอยาวไม่ถึงหนึ่งนิ้ว แต่คิดว่าที่นี่คือยุคโบราณ ดังนั้นเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาจึงทดลองใช้ [พลังเทพแต่กำเนิด] เร่งให้ผมยาวขึ้น อืม นั่นทำให้ตอนนี้ผมของเขาถูกหวีเป็นมวยผมแบบคนโบราณทั่วไป และยังมีกวานหยกรูปทรงประณีตมัดไว้อยู่ด้านบน
ชิงหยวนยกคันฉ่องหลิวหลีมาให้เฉินเคอส่องดูใบหน้าของตนเองด้วยใบหน้าแดงซ่าน
เดิมทีเขาอายุไม่มากนัก อีกทั้งยังมีคิ้วตาคมคาย หน้าตางดงามหล่อเหลา ตอนนี้พอสวมใส่เสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดี บวกกับได้รับการบำรุงจากพลังเทพ ย่อมหล่อเหลาไม่ธรรมดา
แต่ว่า...
เขาหันไปมองซิ่วไฉหญิง แล้วถามด้วยความแปลกใจ
"เจ้าหน้าแดงทำไม?"
"เปล่าเจ้าค่ะ..."
ชิงหยวนก้มหน้า เสียงอู้อี้ แต่มองเห็นได้ชัดเจนว่าแดงลามไปถึงใบหูแล้ว
เฉินเคอก้มลงมองดูบ้าง ดูเหมือนจะค้นพบอะไรบางอย่าง จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่มีสีหน้าใดๆ
ชิงหยวนเดินตามหลังมาด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ สายตาหลบเลี่ยง
...
รัชศก จิ่งเย่า ปีที่เจ็ด วันที่ยี่สิบสามเดือนสิบสอง
ใกล้จะสิ้นปีแล้ว แต่ตัวอำเภอซู่เซิ่นยังคงหนาวเหน็บ
ที่ประตูเมืองฝั่งใต้ของตัวอำเภอ ทหารที่รับผิดชอบเฝ้าประตูเมืองถือหอกยาว มีเพียงสิบกว่านายเท่านั้น
บางคนพิงกำแพงเมืองหาวหวอดๆ อย่างเกียจคร้าน บางคนสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อตัวสั่นงันงกด้วยความหนาวเหน็บ นอกจากนี้ยังมีทหารที่มีสีหน้าเคร่งขรึม คอยตรวจสอบและกรรโชกทรัพย์ชาวบ้านที่สัญจรเข้าออกเมืองอย่างต่อเนื่อง หากขัดขืนเพียงเล็กน้อยก็จะถูกดุด่าทุบตี
"ย่าห์!"
เสียงควบม้าดังมาจากแดนไกล
ทหารม้าผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้ากร้านลมกร้านแดดสวมชุดผ้าสั้นสีดำ คาดดาบยาวไว้ที่เอว ด้านหลังเสียบธนูสั้นสีดำที่มีตัวอักษรคำว่า ม้าเร็ว หากดึงสายตาให้เข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ก็จะพอมองเห็นห่อสัมภาระที่หน้าอกของเขา ซึ่งเผยให้เห็นมุมหนึ่งของซองจดหมายที่แช่ในน้ำมันตังอิ๊ว
หัวหน้าประตู เหล่าติงได้ยินดังนั้นก็หรี่ตามอง จากนั้นก็สะดุ้งโหยง รีบตะโกนด่าทอสั่งให้ทหารเปิดทางทันที
บางคนขยับที่กั้นม้าหน้าประตูเมืองออก บางคนไล่ชาวบ้านที่เข้าออกเมืองไปอยู่ด้านข้าง เมื่อเสียงเกือกม้าดังใกล้เข้ามา คนผู้นั้นก็ควบม้าผ่านประตูเมืองทิศใต้ของตัวอำเภอตรงไปที่ที่ว่าการอำเภอโดยไม่ได้หยุดพักระหว่างทางเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นมีอำนาจบารมี ทหารยามรักษาการณ์ประตูเมืองก็ดูเหมือนจะไม่คิดแม้แต่จะตรวจสอบ ทหารใหม่ท่าทางอ่อนหัดผู้หนึ่งเดินเข้ามาใกล้ แล้วอดไม่ได้ที่จะถามเหล่าติง
"หัวหน้า คนเมื่อกี้นี้คือใคร ขุนนางใหญ่โตมาจากไหนหรือ?"
เหล่าติงเลียริมฝีปากที่แห้งผาก เบ้าตาที่ลึกโบ๋มองไปยังเด็กหนุ่มอ่อนหัดที่เพิ่งมาใหม่
"จำไว้ให้ดี นั่นคือทหารม้าเร็วกองธงดำ"
"ทหารม้าเร็วแล้วยังไงล่ะ?"
"ในเมืองก็มีทหารม้าเร็วไม่ใช่หรือ? ไม่เห็นจะน่าเกรงขามขนาดนี้เลย?"
"เจ้ารู้เรื่องผายลมอะไร!"
เหล่าติงหัวเราะด่า รูปร่างหน้าตาดูน่ากลัวเล็กน้อย "ทหารม้าเร็วก็แบ่งระดับขั้นเหมือนกัน เห็นทหารม้าเร็วกองธงดำนั่นไหม? มีหน้าที่ส่งเอกสารราชการด่วนพิเศษให้ราชสำนักโดยเฉพาะ เจ้าขืนเข้าไปขวาง ถูกชนตายก็ตายฟรี"
"ส่งเอกสารราชการด่วนพิเศษ?"
เด็กหนุ่มอ่อนหัดถอดหมวกฝ้ายออก อดไม่ได้ที่จะเกาหัว ระหว่างมวยผมที่แห้งเหลือง มองเห็นเหาไชไปมาอยู่รำไร
...
ห้องแถวฝั่งตะวันตกของที่ว่าการอำเภอ
จางชิง เตี่ยนสือแผนกอาญาวัยสามสิบเศษที่ยังไม่แต่งงานเพิ่งเติมถ่านหินลงในเตาไฟ ก็เห็นเสมียนแผนกทะเบียนราษฎร์ถูกคนรับใช้ของนายอำเภอเรียกตัวออกจากห้องแถวฝั่งตะวันตกไปอย่างเร่งรีบ
จางชิงไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาเขี่ยไฟในเตา รอจนไฟเริ่มลุกโชน ก็กลับไปนั่งที่โต๊ะเพื่อเขียน สมุดบัญชีคดีอาญา ปกสีน้ำเงินต่อไป
ใกล้จะสิ้นปีแล้ว แต่ละแผนกที่รับผิดชอบงานต่างๆ ต้องจัดทำเป็นรูปเล่มให้เรียบร้อย หลังจากผ่านการตรวจสอบจากนายอำเภอแล้ว ก็จะรายงานตามลำดับขั้นต่อไป
เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของ สมุดทะเบียนราษฎร์ และ สมุดบัญชีภาษีอากรและเกณฑ์แรงงาน ของแผนกทะเบียนราษฎร์แล้ว แผนกอาญาเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตัวอำเภอซู่เซิ่นตลอดทั้งปีก็ไม่มีคดีใหญ่โตอะไรสักกี่คดี
แน่นอนว่าใช่จะไม่มีเลย และถึงแม้จะมี ก็สร้างคลื่นลมอะไรไม่ได้อยู่ดี
ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนหกปีนี้ ลูกชายคนเล็กของตระกูลเฉินซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นตีคนตายกลางถนน แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไรล่ะ? ก็แค่ผลักไสให้คนรับใช้มารับผิดแทน ยิ่งไปกว่านั้นคนรับใช้คนนั้นติดคุกอยู่ไม่ถึงสามเดือน ตระกูลเฉินก็ใช้เงินเบิกทางฝากฝังกับนายอำเภอ สุดท้ายก็ถูกคนช่วยเหลือออกมาจนได้
เรื่องพรรค์นี้จะไม่ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยซ้ำ หลายปีมานี้ในซู่เซิ่น มีเรื่องทำนองนี้เยอะแยะไปหมด
รวมถึงหมู่บ้านและตำบลที่อยู่ด้านล่าง เศรษฐีหรือตระกูลใหญ่ในชนบทส่วนใหญ่ต่างก็ตั้งศาลเตี้ยกันเอง ปิดบังอะไรได้ก็ปิดบัง พอปิดบังไม่มิดถึงได้นึกถึงการติดสินบนบนล่าง ขอเพียงเงินถึง ทางอำเภอก็ไม่อยากไปยุ่งกับเรื่องไร้สาระพวกนั้น ท้ายที่สุดแล้ว ซู่เซิ่นอันยิ่งใหญ่ของเรา บ้านเมืองสงบร่มเย็น จะมีการกระทำผิดกฎหมายมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?
ส่งผลให้ตลอดทั้งปี สมุดบัญชีคดีอาญา แทบไม่มีอะไรให้เขียนเลย
น่ากลุ้มใจนัก
แต่คนอื่นเขาเขียนกันหมด เจ้าจะไม่เขียนได้หรือ?
แถมคนอื่นยังเขียนไม่เสร็จ แผนกอาญาจะรีบเขียนเสร็จทันทีก็ไม่ได้ มิฉะนั้นจะโดนอิจฉาริษยาเอาได้
กลุ้มใจจริงๆ
จางชิงฝนหมึกไปพลาง เปิด สมุดบัญชีคดีอาญา ไปพลาง ในใจครุ่นคิดว่าจะเขียนอย่างไรดี
ทว่าในเวลานั้นเอง เสียง "โครม" ดังขึ้น เสมียนแผนกทะเบียนราษฎร์ที่ถูกนายอำเภอเรียกตัวไปก่อนหน้านี้มีสีหน้าตื่นตระหนก เหงื่อเย็นแตกพลั่ก กำลังวิ่งโซเซเข้ามา
และที่บริเวณหน้าประตู ยังมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำสวมชุดสีฟ้าสองคนยืนอยู่ด้วยสีหน้าเย็นชา
พวกเขาคือ คนรับใช้ ของนายอำเภอนั่นเอง
เมื่อเห็นเสมียนแผนกทะเบียนราษฎร์มีสีหน้าลุกลี้ลุกลน ดูเหมือนกำลังเก็บ สมุดทะเบียนราษฎร์ สมุดบัญชีภาษีอากรและเกณฑ์แรงงาน หรือสมุดบัญชีอื่นๆ ท่าทางของคนรับใช้นายอำเภอก็ราวกับกำลังเฝ้ายามกลัวว่าเสมียนจะหนีไป จางชิงก็รู้สึกใจหายวาบทันที!
แย่แล้ว!
เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!
ดูจากรูปการณ์ นายอำเภอกำลังจะ ตรวจสอบบัญชี ชัดๆ!
มารดามันเถอะ ปีก่อนหน้าเพื่อเงินสามสิบตำลึงก้อนนั้น ข้าเหล่าจางได้สมคบคิดกับเสมียนแผนกทะเบียนราษฎร์และโรงรับจำนำในท้องถิ่น ช่วยพวกโจรภูเขาเฟิ่งเสียทำทะเบียนราษฎร์ปลอม ปล่อยของโจร และซื้อเสบียง เรื่องบัดซบพวกนั้นคงไม่แดงขึ้นมาหรอกนะ?