- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยเซี่ยงอวี่ระดับเทพสิบคน
- บทที่ 3 พละกำลังเทพแต่กำเนิด
บทที่ 3 พละกำลังเทพแต่กำเนิด
บทที่ 3 พละกำลังเทพแต่กำเนิด
บทที่ 3 พละกำลังเทพแต่กำเนิด
ความเป็นไปได้มากที่สุดที่ทำให้เฉินเคอฟื้นขึ้นมาก็คือ เขาตื่นเพราะความหิว
เพราะเขาได้กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยโชยมาเตะจมูก
เมื่อลืมตาขึ้นมา ภาพตรงหน้าก็มืดสนิทไปหมด
แต่เพียงครู่ต่อมา มันก็เหมือนกับว่าตอนแรกเขาสวมกล้องส่องทางไกลเวลากลางคืนอยู่ แล้วก็ค่อยๆ ปรับความละเอียดภาพ สภาพแวดล้อมที่เคยมืดมิดในยามค่ำคืน ค่อยๆ สว่างชัดเจนขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที
เขาสามารถมองเห็นแม้กระทั่งลวดลายของเปลือกไม้ที่อยู่บนหลังคาได้อย่างชัดเจน
เอ๊ะ?
เปลือกไม้งั้นเหรอ?
เสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ก่อนที่เสียงพูดจะดังขึ้นเมื่อเดินเข้ามาใกล้
"นายท่าน ฟื้นแล้วหรือ? ต้องการรับมื้อค่ำหรือไม่ขอรับ?"
เฉินเคอหันหน้าไปมอง ไม่รู้ว่าเป็น... หลางคนที่เท่าไหร่ที่เดินเข้ามาใกล้!
"อ้อ ต้าหลางนั่นเอง!"
ก็เรียกแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน ยังไงซะหน้าตาก็เหมือนกันหมดอยู่แล้ว
อีกฝ่ายก็ขานรับกลับมาจริงๆ
"นายท่าน รับมื้อค่ำสักหน่อยเถิดขอรับ"
"ได้สิ"
เฉินเคอยันตัวลุกขึ้น เสื้อคลุมตัวยาวสีดำที่ห่มคลุมร่างอยู่ค่อยๆ เลื่อนหลุดลงมา
เขาลองเอามือลูบดู ขนสัตว์นุ่มลื่นมือมาก แถมข้างใต้ตัวเขายังมีปูรองไว้อีกผืนหนึ่ง คาดว่าคงกลัวเขาจะหนาวตายตอนกลางคืนล่ะมั้ง
มิน่าล่ะถึงไม่รู้สึกหนาวเลย
นอกจากนี้ เฉินเคอยังพบว่าต้าหลางและคนอื่นๆ แอบไปสร้างกระท่อมไม้ในป่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมที่รองก้นเขาอยู่ตอนนี้ยังเป็นเตียงไม้ที่สร้างขึ้นมาแบบลวกๆ อีกต่างหาก
พื้นที่ของกระท่อมไม้ก็ไม่ได้เล็กนัก ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงทางออกทางเดียวเท่านั้น
เฉินเคอกวาดตามองดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ประตูพลางเอ่ยถาม
"ข้าสลบไปนานแค่ไหน?"
ต้าหลางตอบ
"ราวๆ สี่ชั่วยามขอรับ"
อืม ถ้างั้นก็แปดชั่วโมง
เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะสลบไป เฉินเคอก็ขมวดคิ้วมุ่น
เขาเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา ไอคอนสีทองสามอันที่เคยมุมขวาบน ตอนนี้เหลือเพียงสองอันแล้ว
[แผนที่] [ยอดเงินคงเหลือ]
ส่วนไอคอน [แพ็กเกจของขวัญมือใหม่] ได้หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า นอกจาก [เทพเซี่ยงอวี่] ทั้งสิบคนแล้ว เขายังได้รับของขวัญมาอีกชิ้นก่อนที่จะสลบไปงั้นเหรอ?
คราวนี้ถูกรีดจนหมดหยดสุดท้ายแล้วสินะ ไอคอน [แพ็กเกจของขวัญมือใหม่] ถึงได้หายสาบสูญไปเลย?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินเคอก็หันมาดูสถานะของระบบของตัวเองอีกครั้ง
[กษัตริย์: เฉินเคอ]
[ผู้ใต้บังคับบัญชา: [เทพเซี่ยงอวี่] × 10]
[อาณาเขต: สามารถผูกมัดกระท่อมไม้ในป่าที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อได้]
[คุณสมบัติ: พละกำลังเทพแต่กำเนิด]
เดี๋ยวนะ [คุณสมบัติ: พละกำลังเทพแต่กำเนิด] โผล่มาตั้งแต่ตอนไหน?
ก่อนหน้านี้ไม่มีนี่นา?
อีกอย่าง พละกำลังเทพแต่กำเนิดเหรอ?
หรือว่านี่คือ [แพ็กเกจของขวัญมือใหม่] ชิ้นสุดท้ายที่เป็นสาเหตุทำให้เขาสลบไป?
เทพธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่นของแท้
ก็นะ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนหนึ่งที่มีพละกำลังมหาศาลมาตั้งแต่เกิดเหมือนกัน
อายุแค่สิบแปดปี แต่สามารถยกน้ำหนักแบบ Deadlift ได้ถึง 340 กิโลกรัมเลยนะ
แข็งแกร่งมากแล้ว คนในยิมต่างก็บอกว่าเขามีพละกำลังมหาศาลมาตั้งแต่เกิด
แน่นอนว่า เอาไปเทียบกับ [เทพเซี่ยงอวี่] ไม่ได้หรอก
ยังไงซะ พลังที่กระชากหรือยกน้ำหนักของ [เทพเซี่ยงอวี่] ก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ 2 ตันโน่นเลย
แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นคือขีดจำกัดสูงสุดหรือยัง!
ช่างเถอะ ขึ้นชื่อว่า [เทพเซี่ยงอวี่] ก็คงไม่ใช่คนแล้วล่ะ!
แต่แค่มีพละกำลังเทพแต่กำเนิดแบบธรรมดาๆ ก็ถือว่าดีมากแล้ว เฉินเคอพอใจมาก
ด้วยสภาพของเขาในตอนนี้ การจะยกน้ำหนักแบบ Deadlift สักสองสามร้อยกิโลกรัม ก็คงจะไม่เป็นปัญหาอะไรมั้ง?
ลองดูหน่อยดีกว่า?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินเคอก็เดินออกจากกระท่อมไม้ แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ
อืม ตอนนี้ยังอยู่ใน "หมู่บ้านมือใหม่"
ซึ่งก็คือบริเวณด้านในกำแพงนั่นแหละ
นอกจากจะมีกระท่อมไม้เพิ่มขึ้นมาสองสามหลัง มีกองไฟที่ลุกโชนอยู่หลายกอง และต้นไม้ขนาดยักษ์สูงเสียดฟ้าภายในกำแพงที่ถูกโค่นล้มลงไปหมดแล้ว อย่างอื่นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
เดี๋ยวนะ ไอ้ของที่ย่างอยู่บนกองไฟนั่นมันคืออะไรวะ?
เฉินเคอมองดูแวบหนึ่ง แต่ก็ดูไม่ออกว่าเป็นสัตว์ป่าชนิดไหน เพราะมันถูกสับเป็นชิ้นๆ ไปหมดแล้ว
"ต้าหลาง นั่นตัวอะไรน่ะ?"
"เรียนนายท่าน มันคือเนื้อหมาป่าขอรับ" ต้าหลางตอบ "หลังจากที่ท่านสลบไปประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่ง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิด มีหมาป่าดุร้ายหลายตัวตามกลิ่นมา พวกมันป้วนเปี้ยนอยู่ในป่าด้านนอกกำแพง หลังจากที่เจ็ดหลางพบเข้า ก็เลยใช้ธนูยิงสังหารพวกมันไปจนหมดขอรับ"
"อ๋อ เข้าใจแล้ว" เฉินเคอพยักหน้า "ข้าก็ยังไม่เคยล่าหมาป่ามาก่อนเลย พอดีเลย จะได้ลองชิมดูสักหน่อยว่าเนื้อหมาป่ารสชาติเป็นยังไง"
เขายิ้ม ก่อนจะพูดต่อ
"จริงสิ เจ้าไปเอาง้าวสวรรค์ทลายเมืองมาให้ข้ายืมใช้หน่อยสิ"
"ขอรับ"
ต้าหลางไม่ได้ถามหาเหตุผล หันหลังเดินเข้าไปในกระท่อมไม้อีกหลังหนึ่งทันที
คาดว่าน่าจะไปหยิบง้าวสวรรค์ทลายเมืองเล่มนั้นนั่นแหละ
ส่วนสาเหตุที่จู่ๆ เฉินเคอก็อยากจะลองใช้อาวุธเทพเล่มนี้ดู ก็แค่ตั้งใจจะลองทดสอบพละกำลังของ [คุณสมบัติ: พละกำลังเทพแต่กำเนิด] ดูสักหน่อยก็เท่านั้นเอง
เขาจำได้ว่าง้าวเล่มนั้นหนัก 180 กิโลกรัม หรือก็คือ 360 จิน
อืม จิน ขีดเส้นใต้เอาไว้เลย
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อต้าหลางก้าวเท้าอย่างมั่นคงพร้อมกับถือง้าวสวรรค์ทลายเมืองเดินมาหา เฉินเคอก็สูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับอย่างขึงขัง
"เอ๊ะ?"
"นายท่าน เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"
"อ่า ไม่มีอะไรหรอก ปล่อยมือเถอะ"
"ขอรับ"
เฉินเคอแกว่งง้าวสวรรค์ทลายเมืองที่หนักถึง 360 จินไปมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
อืม เขาใช้แค่มือเดียวด้วยซ้ำ
แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนกำลังแกว่งดาบพลาสติกอยู่เลยล่ะ?
ไม่รู้สึกถึงความหนักอึ้งของน้ำหนักหลายร้อยจินเลยสักนิด มีแต่ความรู้สึกเบาหวิวราวกับขนนก
แต่ความหนักของง้าวสวรรค์ทลายเมืองไม่ได้โกหกแน่ๆ เพราะในขณะที่ง้าวขนาดยักษ์ในมือถูกแกว่งไกวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนเกิดเป็นภาพติดตา อากาศรอบๆ ก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวอย่างน่าสะพรึงกลัว
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้ความรุนแรงระดับนี้ อย่าว่าแต่พลาสติกเลย ต่อให้เป็นเหล็กกล้าธรรมดา ก็ยังต้องงอพับด้วยแรงปะทะเลย
เฉินเคอตกตะลึงไปเลย ดูเหมือนจะตื่นเต้นนิดหน่อยด้วยซ้ำ!
นี่มันไม่ใช่พละกำลังเทพแต่กำเนิดแบบธรรมดาๆ พื้นๆ ทั่วไปแล้ว แต่มันคือ [โครตพละกำลังเทพแต่กำเนิด] ต่างหากล่ะ
"เอาคืนไป เดี๋ยวข้าไปลองกับอย่างอื่นดูบ้าง"
เขายื่นง้าวสวรรค์ทลายเมืองคืนให้ต้าหลาง อีกฝ่ายรับกลับไป เฉินเคอรู้สึกคึกคักเป็นพิเศษ เขาเดินวนไปวนมาเพื่อมองหาเครื่องมือชิ้นใหม่มาทดสอบพละกำลังของตัวเอง
แต่ภายในกำแพงแห่งนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย
ก้อนหินก็ไม่มี
เว้นแต่จะลองขุดดินลงไปดู
ขุดลงไป ขุดลงไป ขุดลงไปในค่ายเล็กๆ แห่งนี้น่ะเหรอ?
ถุย ถุย ถุย!
"ต้าหลาง?"
"นายท่านมีสิ่งใดให้รับใช้ขอรับ?"
เฉินเคอเดินเข้าไปใกล้ๆ
"ข้าขอลองแตะตัวอูจุยหน่อยได้ไหม?"
"ได้สิขอรับ" ต้าหลางยิ้ม "อูจุยมีนิสัยอ่อนโยนมาแต่กำเนิด ไม่ดุร้าย อีกทั้งนายท่านยังเป็นเจ้านายของอูจุยอยู่แล้ว ย่อมสามารถลูบคลำและขี่มันได้ตามสบายเลยขอรับ"
"ดี ดี ดี"
หลังจากถามต้าหลางแล้ว เฉินเคอก็มองเห็นเทพอูจุยกำลังกินหญ้าอย่างสบายอารมณ์อยู่ในกระท่อมไม้ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นคอกม้าชั่วคราว
ชุดเกราะบนตัวม้าส่วนใหญ่ถูกปลดออกไปแล้ว แต่ไม่เป็นไรหรอก ขาดไปแค่ไม่กี่ร้อยจิน ไม่เป็นปัญหาเลย เพราะยังไงซะ น้ำหนักตัวของอูจุยก็ปาเข้าไป 1.6 ตันอยู่แล้ว
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะยกไหวไหม
เฉินเคอลองเข้าไปกอดรัดหน้าท้องของม้าดู อูจุยมีนิสัยอ่อนโยนจริงๆ มันไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด
แต่การกอดรัดบริเวณเอวของม้าแล้วออกแรงยกแบบนี้ จะไม่ทำให้มันได้รับบาดเจ็บจริงๆ เหรอ?
เฉินเคอหันไปมองต้าหลางด้วยสายตาเป็นเชิงตั้งคำถาม อีกฝ่ายดูเหมือนจะเดาความคิดของเขาออก จึงส่ายหน้าแล้วพูดว่า
"ไม่เป็นไรหรอกขอรับ อูจุยมีหนังเหนียวเนื้อหนามาตั้งแต่เกิด เส้นเอ็นและกระดูกแข็งแรงทนทาน ดาบหรือกระบี่ทั่วไปแทบจะทำอันตรายมันไม่ได้เลย นายท่านเชิญลงมือได้ตามสบายเลยขอรับ"
เยี่ยมไปเลย ดาบกระบี่ฟันไม่เข้าซะด้วย
เฉินเคอถูมือไปมา อากาศจู่ๆ ก็ส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วออกแรงยกขึ้นเต็มแรง
อืม ก็ไม่ใช่ว่าจะยกไม่ขึ้นหรอกนะ
ยกขึ้นมาได้แล้วล่ะ แต่กระท่อมไม้ชั่วคราวหลังนี้สูงแค่หนึ่งจั้ง ในขณะที่อูจุยสูงถึงสองเมตรครึ่ง เฉินเคอแค่ยกมันลอยขึ้นจากพื้นได้นิดหน่อย หัวของอูจุยก็ไปกระแทกติดกับเพดานหลังคาเข้าอย่างจังแล้ว
และในเวลานี้ ดวงตาสีดำกลมโตของอูจุยก็กำลังก้มลงมาจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ แววตาอันแสนฉลาดเฉลียวนั้น ในบางครั้งก็แฝงความรู้สึกใสซื่อบริสุทธิ์แกมโง่เขลาเอาไว้ด้วย
ราวกับกำลังถามว่า นายท่าน ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือขอรับ?
เฉินเคอกะพริบตาปริบๆ
ต้าหลางที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้นมาในตอนนี้เช่นกัน
"นายท่าน ต้องการให้ข้าพังหลังคากระท่อมทิ้งหรือไม่ขอรับ?"
"ไม่ต้องหรอก ข้าแค่ลองทดสอบดูเฉยๆ"
ยังไงซะการอุ้มอูจุยเอาไว้ก็รู้สึกเบาหวิวอยู่ดี
การอุ้มม้าศึกตัวใหญ่ยักษ์หนัก 1.6 ตันเอาไว้ กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันหนักไปกว่าการอุ้มหมอนยัดนุ่นสักเท่าไหร่เลย
แล้วแบบนี้จะทดสอบไปเพื่ออะไรล่ะ!
นี่มัน 1.6 ตันเลยนะ!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เฉินเคอก็สูดลมหายใจเข้าลึก
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่รู้เลยว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ตรงไหนกันแน่
พลังระดับนี้ ถ้าชกออกไปหมัดเดียว ไม่กระจายชิ้นส่วนไปคนละทิศคนละทางเลยหรือไง?
น่าจะพอไปงัดข้อกับฮัลค์ได้สบายๆ เลยล่ะมั้ง!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินเคอก็รีบวางตัวอูจุยลง จากนั้นก็วิ่งทะยานออกไปข้างนอก กระแสลมที่เกิดจากการวิ่งราวกับก่อให้เกิดพายุขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว!
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลังจากมีเสียง "ตู้ม ตู้ม" ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นหลายครั้ง บรรดาหลางคนอื่นๆ ต่างก็ถูกดึงดูดความสนใจให้มารวมตัวกัน
เอ้อร์หลางเอ่ยถามเซี่ยงต้าหลางด้วยความแปลกใจ
"ต้าหลาง นายท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ?"
อีกฝ่ายนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
"เอ่อ นายท่านน่าจะกำลังทดสอบพละกำลังอยู่น่ะ"
"แค่จะทดสอบพละกำลัง แล้วนายท่านจะพังกำแพงทิ้งทำไมกันล่ะ?"
เมื่อมองดูกำแพงที่ตอนแรกยังดีๆ อยู่ แต่กลับถูกกำปั้นและลูกเตะของเฉินเคอทำลายล้างจนกลายเป็นซากปรักหักพังไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างก็รู้สึกไม่เข้าใจ
"บางที นายท่านอาจจะมีแผนการอยู่ในใจแล้วกระมัง"
สำหรับการกระทำที่ลงมือพังกำแพงทิ้งของเฉินเคอ ทุกคนแค่รู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากมายนัก
ก็นะ พวกเขาไม่รู้นี่นาว่ากำแพงที่ดูแสนจะธรรมดาตรงหน้านี้ จะมีความแข็งแกร่งสูงถึง 200MPa เชียวนะ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป หลังจากที่ระบายอารมณ์จนหนำใจแล้ว เฉินเคอที่หน้าไม่แดงและหอบหายใจไม่ติดขัดเลยสักนิด ก็หันไปโบกมือให้กับชายฉกรรจ์ทั้งสิบคน
"ไป กินข้าวกัน"
...
แต่เนื้อหมาป่ารสชาติไม่เอาไหนเลยจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ไม่มีเครื่องปรุงรสมาหมักเอาไว้ก่อน มันแทบจะกลบกลิ่นเหม็นสาบเอาไว้ไม่อยู่เลย
"ช่างเถอะ ข้ากินโจ๊กดีกว่า"
บนกองไฟ นอกจากเนื้อหมาป่าย่างแล้ว ยังมีหม้อเหล็กแขวนเอาไว้อีกใบหนึ่ง
หม้อเหล็กใบนั้นไม่ได้ใหญ่มาก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสามสิบเซนติเมตร ดูเหมือนหม้อสนามของทหาร ข้างในต้มโจ๊กข้าวฟ่างเอาไว้ น่าจะเป็นข้าวฟ่างนั่นแหละ
"นายท่าน ยังมีเนื้อแห้งอยู่นะขอรับ"
ไม่รู้ว่าเป็นหลางคนที่เท่าไหร่หยิบถุงผ้าใบหนึ่งมายื่นให้
"ได้สิ"
เขารับถุงผ้ามา พร้อมกับประคองชามไม้ที่ต้าหลางส่งมาให้ เฉินเคอซดโจ๊กข้าวฟ่างไปคำหนึ่ง อืม... ในโจ๊กน่าจะใส่เกลือลงไปนิดหน่อย กลิ่นหอมกรุ่น แถมยังเคี่ยวจนมียางข้าวลอยขึ้นมาด้วย
เขาเปิดถุงออก แล้วหยิบเนื้อแห้งมากัดกินไปสองสามคำ
ชิ้นเนื้อแห้งมีขนาดไม่เล็กเลย แต่ละชิ้นกว้างประมาณสองนิ้ว ยาวราวๆ ยี่สิบเซนติเมตร เมื่อเคี้ยวเข้าไปในปากก็จะได้รสเค็มๆ และกลิ่นของเครื่องเทศ รสสัมผัสคล้ายกับเนื้อวัวแห้งอยู่เหมือนกัน
เฉินเคอเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
"เนื้อวัวจริงๆ เหรอ?"
เซี่ยงต้าพยักหน้า ประคองชามไม้พลางเอ่ยชม "นายท่านช่างมีความรู้กว้างขวางยิ่งนัก"
เฉินเคอ "..."
เหอะ!
หลังจากซดโจ๊กข้าวฟ่างไปสองหม้อ ซัดเนื้อวัวแห้งไปจนหมดถุงใหญ่ เฉินเคอก็ดื่มน้ำแร่จาก [กระเป๋า] ตามเข้าไปอีก จากนั้นก็โยนขวดพลาสติกยุคปัจจุบันทิ้งลงในกองไฟ ปล่อยให้มันมอดไหม้ไปจนหมดสิ้น
"จริงสิ พวกเจ้ามีน้ำดื่มใช้กันบ้างไหม?"
"พวกข้ามีถุงน้ำขอรับ" เซี่ยงต้ายกถุงหนังที่อยู่ข้างๆ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสี่สิบเซนติเมตรขึ้นมาให้ดู แล้วพูดว่า "ถุงน้ำใบนี้ทำจากหนังแกะที่ผ่านการฟอกแล้ว เย็บเป็นถุงหนัง จุน้ำได้ครึ่งโต่ว นายท่านต้องการดื่มน้ำหรือไม่ขอรับ?"
เฉินเคอรับถุงน้ำมา
เมื่อก่อนเขาเคยเป็นครีเอเตอร์สายประวัติศาสตร์ ย่อมรู้ดีว่าหนึ่งโต่วนั้นมีปริมาณเท่าไหร่
หนึ่งโต่วเท่ากับสิบเซิง
ในยุคราชวงศ์ฮั่น หนึ่งเซิงมีปริมาตรประมาณ 200 มิลลิลิตร ยุคราชวงศ์ถังประมาณ 600 มิลลิลิตร ส่วนในยุคราชวงศ์ชิงและราชวงศ์หมิงจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 มิลลิลิตร
ปริมาณน้ำในถุงน้ำตรงหน้านี้ หากคำนวณตามน้ำหนักแล้ว น่าจะหนักถึงสิบจินได้เลย ดังนั้น สิ่งที่เซี่ยงต้าเรียกว่าครึ่งโต่วนั้น น่าจะหมายถึงมาตราชั่งตวงวัดในยุคราชวงศ์หมิงหรือราชวงศ์ชิงงั้นหรือ?
นิ้วมือลูบไล้ไปตามผิวสัมผัสอันอ่อนนุ่มของถุงน้ำ เฉินเคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"จริงสิ น้ำในถุงน้ำนี้ เพียงพอให้พวกเจ้าดื่มได้นานแค่ไหน? แล้วอูจุยล่ะ มีน้ำดื่มหรือไม่? แล้วก็เรื่องเสบียงอาหาร พวกเรายังเหลือของพวกนี้ติดตัวอยู่อีกเท่าไหร่? จะทนอยู่ได้นานแค่ไหน?"
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามเป็นชุดของเฉินเคอ อีกเก้าคนที่เหลือต่างก็หันไปมองเซี่ยงต้า เซี่ยงต้าจึงพยักหน้าตอบว่า
"เรียนนายท่าน ก่อนหน้านี้เจ็ดหลางได้ค้นพบตาน้ำพุบนภูเขาที่ยังไม่แข็งตัว บริเวณหุบเขาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากค่ายของเราไปประมาณสิบลี้ขอรับ ดังนั้นเรื่องแหล่งน้ำจึงพอจะประทังไปได้ แต่เรื่องเสบียงอาหาร..."
ต้าหลางดูเหมือนจะมีความกังวลอยู่บ้าง แต่เฉินเคอมองไปที่ถุงผ้าในมือ ก็พอจะเดาอะไรได้บ้างแล้ว
"พูดความจริงมาเถอะ ไม่ต้องกังวลอะไร ตอนนี้พวกเราก็นับว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว"
ต้าหลางชำเลืองมองเฉินเคอแวบหนึ่ง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมปริปากบอกความจริง
"หากไม่นับรวมหญ้าและอาหารเม็ดสำหรับอูจุยแล้ว ตอนนี้เสบียงอาหารที่พวกข้าพกติดตัวมา น่าจะเหลือข้าวฟ่างคนละ 20 จิน เนื้อแห้ง 10 จิน และเกลืออีกครึ่งจินขอรับ"
อืม ปริมาณเท่านี้ก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
หากใช้ประทังชีวิตไปอีกเจ็ดวัน สำหรับชายฉกรรจ์ทั่วไปก็น่าจะพออยู่ แต่สำหรับ [เทพเซี่ยงอวี่] คงจะยากหน่อย
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถามออกไป
"ของแค่นี้ จะกินอิ่มงั้นหรือ?"
เซี่ยงต้ากลับมีสีหน้าเรียบเฉยพลางส่ายหน้า "ในยามออกศึก เดินทัพ หรือทำสงคราม เมื่อเสบียงขาดแคลน แค่มีพอยัดไส้ประทังความหิวไปได้ ก็นับว่าดีมากแล้วขอรับ"
เฉินเคอพอจะเข้าใจความหมายแล้ว
ของแค่นี้คงทำได้แค่รับประกันว่าจะไม่อดตายก็เท่านั้นแหละ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ยังมี [เทพอูจุย] กับ [เทพเซี่ยงอวี่] อีกตั้งสิบคน แถมยังรวมเขาที่เป็น "จอมเขมือบ" เข้าไปอีกคน ของแค่นี้คงทนอยู่ได้ไม่กี่วันหรอก
แค่ประหยัดอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องหาวิธีหาเสบียงเพิ่มด้วย
แม้ว่าจะพิจารณาจากพละกำลังของเขาและ [เทพเซี่ยงอวี่] แล้ว การล่าสัตว์ป่าในป่าลึกแห่งนี้ น่าจะเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือก็ตามที แต่แหล่งอาหารที่ได้จากการล่าสัตว์ก็ยังไม่แน่นอนอยู่ดี
ก็แน่ล่ะ ภูเขาลูกนี้คงไม่มีระบบประหลาดๆ ที่จะคอยสปอว์นสัตว์ป่าออกมาตอนเที่ยงตรงทุกวันหรอกมั้ง
ดังนั้นจำนวนสัตว์ป่าก็รังแต่จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องระบบนิเวศอะไรหรอกนะ แต่เขาจำเป็นต้องหาแหล่งอาหารที่มั่นคงต่างหาก
อืม... เขาจำได้ว่าในสิ่งก่อสร้างของระบบมีไอคอน [หมู่บ้าน] อยู่ แถมยังมีไอคอน [พื้นที่เพาะปลูก] ด้วย นี่น่าจะเป็นหน่วยสิ่งก่อสร้างที่ใช้สำหรับผลิตเสบียงอาหารล่ะมั้ง
แต่ไม่รู้เหมือนกันแฮะว่า จะสร้าง [พื้นที่เพาะปลูก] ในเขตไร้ผู้คนแบบนี้ได้หรือเปล่า?
เฉินเคอครุ่นคิดอย่างหนัก
บางทีอาจจะมีลุ้นก็ได้ หากพิจารณาจากประสบการณ์ในการสร้าง [กำแพง] แล้วล่ะก็ สิ่งที่ดูเหมือนจะราบเรียบธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่นอย่าง [พื้นที่เพาะปลูก] จะต้องมีความผิดปกติซ่อนอยู่แน่ๆ
แค่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก็เท่านั้นเอง
อ้อ แล้วยังต้องใช้เมล็ดพันธุ์ไหม ต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ล่ะเนี่ย?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เฉินเคอก็ถอนหายใจออกมา
ยังไงซะ ฉันก็ยังเป็นแค่ว่าที่นักศึกษาอายุ 18 ปีบริบูรณ์เองนะเฟ้ย!
"ยากชะมัด คงต้องเตรียมแผนสำรองเอาไว้ซะแล้วสิ"
[เทพเซี่ยงอวี่] เบิกตากว้างจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เฉินเคอไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะทำอะไร เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือแบบกลไกบนข้อมือของตัวเอง จากนั้นก็ประเมินเวลาดูคร่าวๆ
"12 นาฬิกา อืม ก็คือใกล้จะถึงยามจื่อแล้วสินะ เอาเป็นว่าพวกเจ้ารีบเข้านอนพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้หลังยามเฉิน (07:00 น.) เซี่ยงต้า เจ้านำกำลังคนแยกย้ายกันออกไปสำรวจหาร่องรอยของผู้คนทั้งสี่ทิศ หากพบเบาะแสใดๆ ต้องระมัดระวังตัวให้มาก เพราะในตอนนี้ พวกเรายังเป็นแค่คนเถื่อนที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์เลยด้วยซ้ำ"
"ขอรับ"
"ส่วนคนที่เหลือก็แยกย้ายกันออกไป หากพบสัตว์ป่าระหว่างทาง ก็ให้สังหารและรีดเลือดออกเสียให้หมด จากนั้นให้นำกลับมาที่ค่ายเพื่อใช้เป็นเสบียงทหาร"
"ขอรับ"
"อ้อ จริงสิ ไม่ว่าจะไปล่าสัตว์หรือไปสำรวจหาผู้คน ก่อนยามเซิน (15:00 น.) ต้องกลับมาให้ถึงค่าย"
"ขอรับ"