- หน้าแรก
- ถูกเมียสวมเขา ผมเลยทำพันธสัญญามังกรมารเพื่อทวงคืน
- บทที่ 2 - เพลิงแค้นไร้ชื่อ
บทที่ 2 - เพลิงแค้นไร้ชื่อ
บทที่ 2 - เพลิงแค้นไร้ชื่อ
จุดสูงสุดของพลังคงอยู่เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะเร้นกายกลับเข้าสู่ส่วนลึกของร่างกาย
กรงเล็บและเกล็ดจางหายไปอย่างรวดเร็ว หลงเหลือเพียงความปวดแสบปวดร้อนใต้ผิวหนังและรอยถลอกสีแดงฉาน
โครงกระดูกสูญสิ้นแก่นแท้พลัง กลายสภาพเป็นเหมืองผงร่วงโรยหายไป
ความรู้สึกขาดอากาศหายใจจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง แต่เชือกนิรภัยหลุดคลายออกแล้ว
เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายกอดดอกสว่านเอาไว้แล้วดึงเชือก
ที่ปากบ่อ พวกคนงานกำลังดึงเชือกกันสุดชีวิต เอ้อร์โก่วตะโกนลั่น "มีสลักขยับแล้ว ดึง! ดึงมันขึ้นมา!"
เหล่าหลิวหน้าซีดเผือด คำเยาะเย้ยจุกอยู่ที่คอ "นี่ ... ไอ้โง่นั่นมันงมเจอจริงๆ เหรอเนี่ย"
ในขณะที่หวังเปียวกลับมีสายตาผิดปกติ คล้ายกับมีแววผิดหวังพาดผ่าน
หลี่เทียนเช่อพุ่งพรวดพ้นผิวน้ำ ปอดของเขาราวกับมีดอกไม้ไฟระเบิดอยู่ข้างใน เขาไอเอาน้ำคาวคลุ้งออกมาเต็มปาก อุปกรณ์ดำน้ำรัดแน่นจนไหล่ของเขาเต็มไปด้วยรอยเลือด
ดอกสว่านกระแทกกับขอบบ่อ โลหะหนักอึ้งส่งเสียงดังทึบๆ สะท้อนประกายเย็นเยียบท่ามกลางฝุ่นควันของไซต์งานก่อสร้าง
เขาหอบหายใจอย่างหนัก ชุดทำงานเปียกโชกแนบลู่ไปกับลำตัว เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่ตึงแน่นราวกับเหล็กกล้า กรรมกรแบกอิฐวัยยี่สิบกว่าๆ ในเวลานี้ดูราวกับหมาป่าที่เพิ่งตะเกียกตะกายกลับมาจากนรก
พวกคนงานต่างพากันตกตะลึง
เอ้อร์โก่วพุ่งเข้ามาเป็นคนแรก น้ำเสียงเจือไปด้วยความตื้นตันและดีใจสุดขีด "เทียนเช่อ! ไอ้เชี่ยเอ๊ย! เอ็งรอดขึ้นมาได้จริงๆ! แม่งโคตรเจ๋งเลยว่ะ!"
เหล่าหลิวหน้าถอดสี ริมฝีปากกระตุก จ้องมองดอกสว่านขนาดใหญ่และสภาพของหลี่เทียนเช่อในตอนนี้
คำเยาะเย้ยที่เตรียมไว้ถูกกลืนลงคอไปจนหมด ได้แต่พึมพำ "ไอ้โง่นี่ ... ดวงแม่งแข็งชะมัด ..."
"ตึก ตึก ตึก"
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังขึ้นอย่างเนิบนาบ กลบเสียงจ้อกแจ้กจอแจของสถานที่เกิดเหตุ
หลินหว่านก้าวเดินเข้ามาบนรองเท้าส้นสูง รอยผ่ากี่เพ้าเผยให้เห็นเรียวขาขาวจั๊วะเตะตา กลิ่นน้ำหอมผสมผสานกับไอน้ำ ลอยฟุ้งราวกับเปลวไฟที่มุดเข้าสู่จมูกของหลี่เทียนเช่อ
เธอย่อตัวลงนั่งยองๆ ริมฝีปากแดงขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย ลมหายใจอุ่นร้อน น้ำเสียงแหบพร่าแฝงความชื่นชมอย่างประหลาด
"คุณหลี่ ยินดีด้วย คุณเป็นผู้ชายที่ ... น่าประหลาดใจจริงๆ"
ริมฝีปากแดงนั้นอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงครึ่งนิ้ว กลิ่นหอมเย้ายวนใจ
แต่หลี่เทียนเช่อยังไม่ทันได้ตอบกลับ เขาก็ไอเอาน้ำขุ่นคลั่กคาวคลุ้งออกมาคำโต ร่างกายโอนเอนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
ดอกสว่านยังคงถูกกำแน่นอยู่ในมือ ไม่มีท่าทีว่าจะปล่อย
ราวกับกำลังกำชีวิตของตัวเองเอาไว้
"แต่เอาชีวิตไปทิ้งเพื่อผู้หญิงร่านๆ คนหนึ่ง มันคุ้มกันหรือ"
หลินหว่านยกยิ้มมุมปาก แววตาแฝงความขบขัน
หลี่เทียนเช่อเปียกปอนไปทั้งตัว เขายกดอกสว่านขึ้น หน้าอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง
เขาปรายตามองหญิงสาว
"เสือกอะไรด้วย"
จากนั้นก็หันหลังกลับ เดินโซเซออกไปจากเขตก่อสร้างโดยไม่พูดอะไรสักคำ
"เอ๊ะ มันจะไปไหนน่ะ"
"ไม่ต้องส่งโรงพยาบาลหรือไง ทำไมเดินไปเองล่ะ"
พวกคนงานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำอะไรไม่ถูก
เอ้อร์โก่วได้สติ รีบวิ่งตามไปสองก้าวแล้วตะโกนเรียก "เทียนเช่อ! เอ็งจะไปไหน ดอกสว่านนั่นเป็นของไซต์งานนะ เอ็งอย่าทำอะไรบ้าๆ ..."
ยังพูดไม่ทันจบ หลินหว่านก็ยกมือขึ้นกดเบาๆ เพื่อห้ามปราม
การกระทำนั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่กลับทำให้สถานที่เกิดเหตุเงียบกริบลงในพริบตา ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรอีก
เหลือเพียงเสียงรองเท้าส้นสูงของหลินหว่านที่กระทบพื้นซีเมนต์ดัง "ตึก" ชัดเจนและโดดเด่น
สายตาของเธอทอดมองตามแผ่นหลังที่กำลังจะหายลับไปของหลี่เทียนเช่อ ริมฝีปากแดงยกยิ้มบางๆ แววตาแฝงความสนใจ
...
ในสลัมกลางเมือง ห้องเช่าซอมซ่อ
เหล้าเอ้อร์กัวโถวครึ่งขวดตั้งอยู่บนโต๊ะไม้
ข้างๆ มีไม้เสียบลูกชิ้นปิ้งเย็นชืดกระจัดกระจาย กระดาษรองซับน้ำมันถูกพัดลมเก่าๆ เป่าจนส่งเสียงดังพึ่บพั่บ
เสี่ยวอวิ๋นจมตัวลงบนโซฟา สองแขนโอบรอบคอหวังเต๋อกุ้ย
"พี่หวังคะ ..." น้ำเสียงของเธอหวานหยดย้อยจนแทบจะยืดเป็นเส้น นิ้วมือเลื่อนดูหน้าจอโทรศัพท์
"กระเป๋าใบนี้สวยจังเลยค่ะ ดีกว่าของก๊อปเกรดเอที่ไอ้ผัวไม่ได้เรื่องของฉันเก็บเงินตั้งปีเพื่อจะซื้อให้ตั้งเยอะ! พี่นี่รักฉันที่สุดเลย ..."
หวังเต๋อกุ้ยแอ่นพุงพลุ้ย มืออวบอ้วนข้างหนึ่งลูบไล้สำรวจเรือนร่างของเธออย่างไม่เกรงใจ ส่วนอีกข้างชูแก้วเหล้า หัวเราะร่าจนหน้ามันแผล็บ
"แค่นี้จิ๊บจ้อยน่า! ก็แค่กระเป๋าใบเดียว!"
เขาอัดบุหรี่เฮือกใหญ่แล้วพ่นควันใส่หน้าเสี่ยวอวิ๋น เสี่ยวอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่หลบหนี แต่กลับทำหน้าเคลิบเคลิ้ม
"อยู่กับฉัน ต่อไปไม่ว่าจะเป็นชาแนลหรือแอร์เมส เธอเลือกได้ตามสบายเลย!"
"ใครจะเหมือนไอ้หลี่เทียนเช่อนั่นล่ะ แบกอิฐไปทั้งชาติ หาเงินได้แค่เศษเงิน จะพอซื้อยาให้เธอกินสักกี่เม็ดกันเชียว"
"โอ๊ะ จริงสิ คราวก่อนมันยังคุยโวอยู่เลยว่าจะซื้อสร้อยคอทองคำให้เธอไม่ใช่เหรอ ซื้อให้หรือยังล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า!"
ใบหน้าของเสี่ยวอวิ๋นแสดงความขัดเขินออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบปั้นรอยยิ้มยั่วยวนแล้วออดอ้อน "จะไปพูดถึงไอ้สวะนั่นทำไมคะ หมดอารมณ์เปล่าๆ!"
นิ้วของเธอไล้ไปตามกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขา "เขาน่ะเหรอ ก็เป็นได้แค่ท่อนไม้นั่นแหละ! ทั้งจนทั้งไม่มีอารมณ์ขัน จะไปเหมือนพี่หวังที่ใจป้ำแบบนี้ได้ยังไง ..."
เธอลุกขึ้นรินเหล้าให้หวังเต๋อกุ้ย ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นเนินเนื้อรำไร
"พี่ไม่รู้หรอกว่าทุกครั้งที่เขาแตะต้องฉัน ฉันขยะแขยงจนแทบอยากจะอ้วก ในหัวก็ต้องคอยคิดว่าจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าผ่อนบ้านเดือนนี้ พี่ว่าผู้ชายอะไรทำไมถึงได้ไม่ได้เรื่องขนาดนี้ ..."
"ไม่โรแมนติกเอาซะเลย ... ต้องพี่หวังสิคะที่เข้าใจหัวอกผู้หญิง รู้ใจว่าผู้หญิงต้องการอะไร ..."
หวังเต๋อกุ้ยถูกยกยอจนตัวลอย ตอนที่รับแก้วเหล้าเขาก็บีบเอวเธออย่างแรง "ขยะแขยงนั่นแหละถูกแล้ว! ไอ้โง่นั่นมันคิดว่าฉันเห็นความสำคัญของมัน ถึงได้ให้มันทำงานที่ทั้งสกปรกและเหนื่อยยาก"
"ฉันทั้งเล่นสนุกกับเมียมัน นอนบนเตียงของมัน มันยังต้องมาขายชีวิตหาเงินให้ฉันอีก ..."
...
หลี่เทียนเช่อยืนอยู่หน้าประตูห้องเช่า เสียงรายการวาไรตี้จากโทรทัศน์และเสียงหัวเราะหยาบกระด้างของผู้ชายดังแว่วออกมา เป็นเสียงของหวังเต๋อกุ้ย หัวหน้างานนั่นเอง
เขารู้ดีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นข้างใน
เขาไม่ได้ถีบประตูพังเข้าไป แต่กลับใช้กุญแจไขลูกบิดประตูอย่างช้าๆ แทบจะไร้เสียง
ประตูเปิดออก
เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด คนสองคนในห้องก็หันขวับมามองพร้อมกัน
เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือหลี่เทียนเช่อ รอยยิ้มยั่วยวนบนใบหน้าของเสี่ยวอวิ๋นก็แข็งค้างไปในพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวขีดสุด เธอผลักหวังเต๋อกุ้ยออกอย่างแรงแล้วรีบดึงชุดนอนขึ้นมาคลุมร่างอย่างลุกลี้ลุกลน
หวังเต๋อกุ้ยก็ตกใจเช่นกัน ร่างอ้วนฉุเด้งตัวหนีตามสัญชาตญาณ ใบหน้าเผยให้เห็นความตื่นตระหนกแวบหนึ่ง แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความพยายามที่จะทำใจดีสู้เสืออย่างรวดเร็ว
"เทียน ... เทียนเช่อ" น้ำเสียงของเสี่ยวอวิ๋นแหลมปรี๊ดและสั่นเครือ "คุณ ... คุณกลับมาได้ยังไง"
หวังเต๋อกุ้ยกระแอมไอ พยายามวางท่าเป็นหัวหน้างาน "หลี่เทียนเช่อ เข้ามาทำไมไม่เคาะประตู ฉัน ... ฉันแค่แวะมาดูท่อน้ำทิ้ง ..."
ลำคอของหลี่เทียนเช่อตีบตัน หายใจหอบหนัก
ข้อนิ้วทั้งสิบกำแน่นจนดังก๊อบแก๊บ
จากนั้นเขาก็สะกดกลั้นไฟราคะที่ไร้ชื่อซึ่งลุกโชนอยู่ในกาย ก้าวเข้าไปหนึ่งก้าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"เสี่ยวอวิ๋น ... เสียวไหม"
เป็นคำสั้นๆ ที่เย็นเยียบถึงกระดูก ไม่หลงเหลือความสงสัยใดๆ มีเพียงความเย้ยหยันและการพิพากษาที่ฝังลึกถึงจิตวิญญาณ
[จบแล้ว]