- หน้าแรก
- อำพรางสวรรค์
- 1323 - อวี่ซือ(พระพิรุณ) เซียนอมตะที่แท้จริง
1323 - อวี่ซือ(พระพิรุณ) เซียนอมตะที่แท้จริง
1323 - อวี่ซือ(พระพิรุณ) เซียนอมตะที่แท้จริง
1323 - อวี่ซือ(พระพิรุณ) เซียนอมตะที่แท้จริง
เย่ฟ่านพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเก็บเสี่ยวซงเข้าไปในระฆัง สถานการณ์ตอนนี้อันตรายอย่างมาก เขาไม่อาจปล่อยให้กระรอกน้อยต้องเผชิญกับคลื่นพลังที่เต็มไปด้วยความผันผวนภายในสุสานโบราณ
เสียงเพลงที่ดังออกมาน้้นไพเราะเข้าหู มันมีความสามารถในการควบคุมจิตวิญญาณของผู้คนทำให้เกิดความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง
เย่ฟ่านเดินลงไปบนบรรไดหยกสีขาว และสัมผัสถึงกลิ่นอายที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายในบริเวณโดยรอบ เขามาที่นี่เพื่อปกป้องหยางเซียว ดังนั้นเขาจึงต้องกำจัดความชั่วร้ายที่มองเห็นออกไปทั้งหมด
เย่ฟ่านเดินลึกเข้าไปในสุสานพร้อมกับกระตุ้นทักษะที่มาจากคัมภีร์ไท่หยิน ความชั่วร้ายทั้งหมดทั้งมวลถูกกวาดออกไปอย่างง่ายดาย
ในส่วนลึกของสุสานนี้มีสิ่งมีชีวิตที่อุดมไปด้วยพลังหยินไม่น้อย บางตัวเป็นค้างคาวที่มีขนาดใหญ่โตกว่าสองวา
เย่ฟ่านเพียงสะบัดมืออย่างแผ่วเบาสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็ถูกบดขยี้กลายเป็นหมอกเลือดทั้งหมด
“โลกใต้ดินนี้ถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา มันรับประทานอะไรเป็นอาหาร และรอดชีวิตมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร?” เย่ฟ่านเกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก
หลังจากเดินไปข้างหน้าหลายสิบลี้ เย่ฟ่านเห็นศพสองศพ กะโหลกศีรษะของพวกเขาเปิดออก ทั้งสองคนเสียชีวิตมาหลายชั่วยามแล้ว
สุสานขนาดใหญ่ในสมัยโบราณได้คร่าชีวิตของผู้คนไปยังน่าเสียดาย คนเหล่านี้เป็นผู้บ่มเพาะระดับต่ำ ซึ่งพวกเขาไม่ควรจะเอาชีวิตของตัวเองมาทิ้งที่นี่
เย่ฟ่านเดินไปจนถึงจุดสิ้นสุดของพระวังใต้ดิน บรรไดหยกสีขาวปรากฎขึ้นอีกครั้ง ทุกครั้งที่เขาเดินลงไปด้านล่างเขาจะพบห้องลับแต่ละแห่งที่เรียงรายกันอยู่ตามชั้นของบันได
เย่ฟ่านดึงกระบี่ออกมาฆ่าค้างคาวไปหลายสิบตัว ร่างกายของพวกมันใหญ่ราวสองสามวา รูปร่างน่ากลัวเหมือนภูตผี พวกมันมีความแข็งแกร่งอย่างมาก หากนักโบราณคดีลงมาจะต้องถูกพวกมันจับกินอย่างง่ายดาย
หลังจากเดินลึกเข้าไปข้างใน เสียงเพลงก็ดังขึ้นอีกครั้ง มีเสียงระฆังอยู่ข้างหน้า มันสั่นด้วยตัวของมันเอง
เย่ฟ่านเปิดฝ่ามืออกมา แสงเล็กๆ พุ่งออกพุ่งไปทางระฆัง ยึดมันไว้ไม่ให้สั่นไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา
ระฆังนี้ได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดี ไม่มีความเสียหายใดๆ เลย เย่ฟ่านตรวจดูระฆังเหล่านี้อย่างรอบคอบก่อนจะพบว่ามันคือสิ่งที่ผู้บ่มเพาะได้ขัดเกลาเอาไว้ แต่ไม่มีเครื่องหมายเต๋าอยู่ข้างใน มีเพียงสิ่งที่คล้ายกับพลังวิญญาณเท่านั้น
ดูเหมือนว่าเจ้าของสุสานจะชอบเครื่องดนตรี นั่นก็เพราะเขาได้ทิ้งสมบัติประเภทเครื่องดนตรีไว้ที่นี่จำนวนมาก
หลังจากที่เย่ฟ่านควบคุมเสียงระฆังได้แล้ว รอยประทับเหล่านั้นก็ไม่สามารถสร้างผลกระทบอะไรได้อีก
เขายังคงก้าวไปข้างหน้า ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์พิภพพร้อมกับจิตสังหารที่ไม่มีใครเทียบได้ พลังของมันแม้แต่เย่ฟ่านที่เป็นปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดก็ยังต้องระมัดระวัง!
เบื้องหน้าของเขามีกระบี่สีแดงสดใสเจ็ดเล่มก่อตัวเป็นค่ายกลที่แข็งแกร่งและพร้อมที่จะฟาดฟันสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่พยายามบุกเข้าไปข้างใน
บนพื้นก็มีซากศพกระจัดกระจายอยู่มากมาย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกสังหารจากกระบี่อันคมกล้าเหล่านี้
“หลุมศพนี้เป็นของใคร มันต้องสงวนไว้สำหรับผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่งในยุคโบราณโบราณแน่นอน!”
หนึ่งในกระบี่สีแดงนั้นสว่างที่สุด มันโบกสะบัดไปมาและต้องการฟาดฟันเย่ฟ่านด้วยความดุร้าย
“ไม่ มันไม่ใช่กระบี่จริง แต่เป็นเพียงเจตจำนงของกระบี่ มันทรงพลังและน่ากลัวมาก!” เย่ฟ่านอุทานออกมา
นี่คือเจตจำนงของกระบี่ที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่ยุคโบราณ การที่มันดำรงอยู่มาจนถึงยุคปัจจุบันได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าของเดิมของมันทรงพลังมากเพียงใด
ซากศพที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นผู้ที่อ่อนแอที่สุดอยู่ในตำหนักเต๋า และผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นถึงยอดฝีมืออาณาจักรสี่สุดขั้ว ร่างกายของพวกเขาไม่มีบาดแผล แต่วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกทำลายจนสิ้นซากแล้ว
เย่ฟ่านถอยหายใจ คนเหล่านี้ถือเป็นยอดฝีมือของโลกในยุคปัจจุบัน หากพวกเขาเติบโตอยู่ที่เป่ยโต้วต่อให้คนที่อ่อนแอที่สุดก็ต้องไปถึงขอบเขตปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามหลุมศพนี้คือสุสานเซียนผู้ยิ่งใหญ่อีกแห่ง แม้กระทั่งอยู่ในเป่ยโต้วผู้คนที่กล้าเข้าไปสำรวจข้างในก็มีเพียงน้อยนิดเท่านั้น
ต่อให้เป็นเซียนเทียมขั้นสามก็ยังถูกสังหารได้อย่างง่ายดาย นับประสาอะไรกับผู้บ่มเพาะอาณาจักรสี่สุดขั้วและตำหนักเต๋า
แน่นอนว่ากระบี่ทั้งเจ็ดเล่มนี้ต่อให้ทรงพลังมากเพียงใดมันยังไม่อาจทำร้ายต่อเย่ฟ่านได้ ดังนั้นหลังจากที่เย่ฟ่านเดินเข้าไปข้างในตรงๆ กระบี่ทั้งเจ็ดเล่มก็หนีหายเข้าไปในถ้ำด้วยความหวาดกลัว
“พวกเจ้าจะไปที่ไหน?” เย่ฟ่านไล่ตามกระบี่ทั้งเจ็ดเล่มไปอย่างรวดเร็ว
ปัง!
ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย กระบี่ที่สดใสทั้งเจ็ดเล่มถูกกระแทกกลายเป็นเพียงละอองแสงที่กระจัดกระจายไปทั่วความว่างเปล่า
ในเวลาต่อมาฝักกระบี่ที่เก่าคร่ำคร่าชิ้นหนึ่งได้ตกลงบนพื้น
เย่ฟ่านถอนหายใจ ฝักกระบี่นี้ดูเหมือนจะเป็นต้นกำเนิดของค่ายกลกระบี่ทั้งเจ็ดเล่ม
นี่คืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับเซียน น่าเสียดายที่มันได้รับความเสียหายมาตั้งแต่ยุคโบราณจนไม่สามารถต้านทานการโจมตีของเขาได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
เขาคิดอยู่พักก่อนจะเดินหน้าต่อไปอีกครั้ง ในห้องหินที่สามมีเปลวเพลิงอันร้อนแรงโอบล้อมอย่างแน่นหนา ความร้อนระอุที่แผ่ออกมาด้านนอกเพียงพอที่จะเผาผลาญผู้บ่มเพาะระดับแรงมังกรให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้อย่างง่ายดาย
เย่ฟ่านเดินเข้าไปข้างในโดยตรง จากนั้นเขาก็มองเห็นโลงศพโบราณโลงหนึ่งถูกวางอยู่ในห้อง มีเถาวัลย์เก่าแก่พันรอบโลงศพอย่างแน่นหนา ทำให้ยากที่จะเปิดฝาโลงศพออกได้
โลงศพ!
โลงศพเป็นตัวแทนแห่งการเดินทางสู่ภพภูมิอื่น คนมีชีวิตอยู่ไม่มีใครใช้โลงศพเป็นสถานที่พักผ่อนของตัวเอง และจากเถาวัลย์ที่พันอยู่รอบๆ เย่ฟ่านประมาณการว่าโลงศพนี้น่าจะถูกทิ้งอยู่ที่นี่มานานกว่าพันปี
เถาวัลย์ที่พันอยู่รอบโลงศพนั้นต่างหากคือสมบัติล้ำค่า มันดูดซับพลังงานจากซากศพที่อยู่ภายในมาบำรุงเลี้ยงตัวเอง เมื่อมาถึงจุดหนึ่งมันจะกลายเป็นสมบัติวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด
เถาวัลย์ชนิดนี้หายากมากว่ากันว่าเมื่อได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่มันสามารถดูดกลืนแก่นแท้ของดวงดาวทั้งดวงเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังของตัวเองได้!
เย่ฟ่านตกใจอย่างมากเมื่อเห็นสิ่งนี้ การที่ผู้คนเลี้ยงดูเถาวัลย์ต้นนี้ไว้ ก็เพื่อให้พวกมันดูดกลืนแก่นแท้จากซากศพจำนวนมาก เมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วเขาก็จะดูดกลืนกันแท้จากเถาวัลย์อีกต่อหนึ่ง
เช่นนี้เจ้าของเถาวัลย์ก็จะได้รับเฉพาะแก่นแท้แห่งซากศพที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ โดยที่พลังหยินอันชั่วร้ายได้ถูกเถาวัลย์กลั่นกรองออกไปหมดแล้ว
เสี่ยวซงประหม่ามาก แม้จะหลบซ่อนตัวอยู่ในระฆัง แต่มันก็ยังเฝ้ามองสถานการณ์โดยรอบด้วยความหวาดกลัว
“ผู้บ่มเพาะโบราณคนนี้ไม่ได้วางกับดักเพื่อฆ่าคนที่บุรุก กับดักที่เขาวางไว้ส่วนมากก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน ดูเหมือนเขาเพียงต้องการขับไล่ผู้คนออกไปข้างนอกเท่านั้น นี่เป็นเซียนผู้มีจิตใจงดงามอีกคน” เย่ฟ่านเดินรอบโลงศพอย่างระมัดระวัง
เปลวไฟที่กำลังเผาไหม้อยู่ในห้องน่ากลัวอย่างมาก เย่ฟ่านซึ่งเป็นผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเปลวไฟมากที่สุดคนหนึ่งรู้ดีว่าพลังของมันรุนแรงไม่แพ้ไฟระดับห้าของเขตเปลวไฟอย่างแน่นอน
เย่ฟ่านปลดปล่อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาเข้าไปในโลงศพและถอดถอนใจเล็กน้อย คนที่ถูกฝังอยู่ในโลงศพนี้เสียชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่มีร่องรอยของพลังวิญญาณของเขาอีกต่อไป
เย่ฟ่านสังเกตเห็นแผ่นโลหะเล็กๆ ถูกวางอยู่ด้านข้างของโลงศพ มันถูกสร้างขึ้นมาจากทองแดงและมีน้ำหนักมากมายมหาศาล
อักขระที่ถูกเขียนอยู่ภายในแผ่นทองแดงนั้นคือตัวอักษรจงติ่งเหวิน(อักษรจีนของราชวงศ์ชางโจวโบราณ)
หลังจากที่เย่ฟ่านกลับมาที่โลกเขาได้ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่หมดไปกับการศึกษาอักษรจงติ่งเหวินและในปัจจุบันเขาแทบจะอ่านอักขระโบราณทั้งสองพันสี่ร้อยยี่สิบคำได้อย่างเชี่ยวชาญแล้ว
เมื่อมองเห็นเนื้อหาที่ถูกเขียนไว้ในแผ่นทองแดงจิตใจเย่ฟ่านก็สั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก นี่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสมัยโบราณ!
ฉือซ่งจื้อ มนุษย์ที่เป็นร่างอวตารของเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประเทศจีน เขาคือร่างอวตารของอวี่ซือ เทพแห่งสายฝน(พระพิรุณ)
นี่คือเซียนอมตะที่แท้จริง นอกจากนี้ยังมีบันทึกในคัมภีร์โบราณอื่นๆ ที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเขาไว้มากมาย เขามักจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเทพอีกสองตน ประกอบด้วย เล่ยกง(เทพสายฟ้าหรือรามสูร) เตี้ยนบ๊อหรือเทียนมู่(นางเมขลา)
เย่ฟ่านรู้ดีว่าซากศพที่ถูกเก็บไว้ในโลงนี้จะต้องเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงพระพิรุณ
เซียนอมตะที่แท้จริง!