เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

1308 - ศิษย์คนที่สอง

1308 - ศิษย์คนที่สอง

1308 - ศิษย์คนที่สอง


1308 - ศิษย์คนที่สอง

เมื่อมองเข้าไปในถ้ำมีดวงตาโตคู่หนึ่งเป็นประกาย อารมณ์ของมันมีทั้งความกลัวและความสงสัย

“ออกมาซะ แล้วข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า”

เย่ฟ่านสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาข้างนอก อย่างไรก็ตามความรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแออย่างมากดังนั้นเขาจึงเรียกมันออกมาโดยตรง

ในที่สุดเจ้าของดวงตาข้างนั้นก็โผล่ออกมา ดวงตาของมันกลมโต อุ้งเท้าเล็กๆ ยื่นออกมาและโค้งคำนับต่อเย่ฟ่าน

เย่ฟ่านยืนอยู่ปากถ้ำอย่างระมัดระวัง สัตว์ตัวเล็กๆ นั้นเป็นสัตว์ชนิดใด มันมีความยาวเพียงหนึ่งฉื่อ ถ้าหากรวมหางปุยใหญ่ความยาวจะอยู่ที่สองฉื่อเท่านั้น

“กระรอกหรือ?” เย่ฟ่านประหลาดใจ

“ถูกต้อง!” สัตว์ตัวน้อยพยักหน้า

เป็นเรื่องยากที่จะเห็นกระรอกเช่นนี้ ดวงตาของมันคล้ายกับแร่อเมทิสต์ โปร่งแสงแวววาว

“เจ้าเป็นผู้บ่มเพาะหรือ เข้าสู่เส้นทางนี้ได้อย่างไร?”

เย่ฟ่านที่นั่งอยู่ภูเขาหินหยิบรูปปั้นเล็กขึ้นมา มันหนักจนน่าแปลกใจ รูปปั้นหินนี้คือที่สิงสถิตของวิญญาณกระรอกนั่นเอง

เขาประหลาดใจเมื่อพระพุทธรูปหินเล็กๆนั้นที่ดูหยาบกระด้างมีขนาดเท่าฝ่ามือแต่มีขนาดหนักถึงพันจิน คนธรรมดาไม่สามารถยกได้แน่นอน

กระรอกยืนตัวตรงมองดูเย่ฟ่านด้วยความกังวลใจ ราวกับว่ามันจะสูญเสียสมบัติอันเป็นที่รักไป แต่มันไม่กล้าที่จะสบตาจึงมองลงไปอุ้งเท้าเล็กของตัวเอง

เย่ฟ่านยิ้มจางๆ รอยยิ้มนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน “เจ้าจะยอมเป็นเพื่อนของข้าหรือไม่?”

เมื่อกระรอกได้ยิน ความกระตือรือร้นก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของมัน จากนั้นอุ้งเท้าเล็กๆ ทั้ง 2 ข้างก็ประสานเข้าหากันเพื่อแสดงความเคารพต่อเย่ฟ่าน

กระรอกสีม่วงแทบจะไม่ปรากฎบนโลกเลย ยกเว้นแต่กระรอกบางสายพันธ์ที่มีสีม่วงอ่อนๆเพียงเล็กน้อย แต่กระรอกตัวนี้กับมีสีสันสดใสราวกับเพชรสีม่วง ขนทุกเส้นของมันเปล่งประกายแวววาวด้วยความศักดิ์สิทธิ์

“แสดงให้ข้าเห็นว่าเต๋าของเจ้านั้นยิ่งใหญ่และทรงพลังแค่ไหน” เย่ฟ่านนั่งอยู่บนภูเขาหิน ดวงตาของกระรอกเป็นประกายราวกับเด็กค้นพบขุมทรัพย์

“ว้าว!”

มันกลายเป็นแสงสีม่วงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พลังของมันแผ่ออกไปไกลหลายร้อยวา

อาณาจักรลับแห่งแรกของร่างกายมนุษย์คือกงล้อแห่งทะเล ซึ่งมีขอบเขตการบ่มเพาะอยู่สี่แห่งได้แก่ ทะเลแห่งความทุกข์ น้ำพุแห่งชีวิต สะพานวิญญาณ และอีกฟากฝั่งหนึ่ง เมื่อไปถึงอาณาจักรน้ำพุแห่งชีวิตจะสามารถบินอยู่บนท้องฟ้าได้

หากนี่เป็นโลกอำพรางสวรรค์ความแข็งแกร่งของมันย่อมไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ

แต่การที่มันอาศัยอยู่ในโลกที่เต๋าถูกปราบปรามแต่กลับสามารถฝึกฝนจนถึงขอบเขตนี้ได้แสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตระดับธรรมดาอย่างแน่นอน

เย่ฟ่านมองอย่างละเอียด พบว่าเจ้าตัวเล็กนี้วิเศษมากกว่าที่เขาจินตนาการไว้มันก้าวออกจากอาณาจักรกงล้อแห่งทะเลแล้ว และตอนนี้กลายเป็นผู้บ่มเพาะที่สร้างตำหนักเต๋าแห่งที่สองได้สำเร็จ

“โลกนี้มันช่างโหดร้าย เต๋าถูกปราบปรามและทำให้ผู้บ่มเพาะในโลกแทบไม่สามารถบินได้ ไม่ว่ากระรอกตัวนี้จะเป็นถึงผู้บ่มเพาะอาณาจักรตำหนักเต๋า แต่กลับบินไปได้ไกลไม่กี่ร้อยวาเท่านั้น”

เย่ฟ่านพยายามสัมผัสให้ถึงแก่นแท้ของสวรรค์พิภพอย่างระวัง เขาสามารถจับปราณมังกรได้เพียงไม่กี่เส้น ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขาเมื่ออยู่ในโลกนี้เขาสามารถเรียกตัวเองว่าจักรพรรดิได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ท่าทีแปลกๆเมื่อพยายามมองเจ้าตัวเล็กนี้ทำให้กระรอกตกใจเป็นอย่างมาก มันรีบชี้มือไปที่พระพุทธรูปหินอย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่ขโมยหรอก แค่อยากรู้ว่าเจ้าฝึกฝนอย่างไร”

กระรอกสีม่วงสะบัดหางปุยของมัน วางพระพุทธรูปหินแล้วชี้ไปที่เศียรของพระพุทธ แล้วชี้ขึ้นไปบนฟ้า สิ่งนี่ทำให้เย่ฟ่านไม่เข้าใจ

เขาสำรวจพระพุทธรูปนี้อีกครั้งแต่ไม่พบสิ่งอื่นใดนอกจากความหนัก

ไม่นานนักท้องฟ้าก็มืดลง ดวงดาวปรากฎขึ้น มีบางอย่างผิดปกติ พระพุทธรูปหินมีแสงพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ในเวลาต่อมาแสงเหล่านั้นก็แผ่กลิ่นอายแห่งเต๋าอันเข้มข้นอย่างไม่สิ้นสุด

เต๋าเหล่านั้นถูกเจ้าตัวน้อยนี้ดูดกลืนเข้าไปในร่างกายอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะเป็นวิธีการบ่มเพาะของมัน

“นี่คือสมบัติที่แปลกมาก แม้ว่าข้าจะอยู่ในโลกแห่งการบ่มเพาะที่มีระดับสูงกว่าแต่กลับไม่เคยได้ยินวิธีการฝึกฝนเช่นนี้มาก่อน”

ในกลางดึกเเจ้าตัวเล็กนั้นชักชวนเย่ฟ่านไปในทิศทางหนึ่งราวกับกำลังพาเขาไปดูบางอย่าง

เย่ฟ่านประหลาดใจจีงเดินตามลงมาจากภูเขา มาถึงหน้าซากปรักหักพังของวัดโบราณที่สร้างอยู่ด้านล่าง

กระรอกกระโดดลงมา เย่ฟ่านตามเข้าไปและเกิดความตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก เพราะที่นี่คือคูดินที่ผุดขึ้นมาจากพื้นคล้ายกับมังกรตัวใหญ่!

มันปรากฎขึ้นได้อย่างไร?

แม้แต่ในตงหวงซึ่งเป็นดินแดนที่มีเส้นเลือดมังกรขนาดใหญ่ที่สุดก็ยังไม่สามารถทำให้คูดินเปลี่ยนร่างเป็นมังกรได้

น่าเสียดายที่คูดินนี้ศีรษะของมังกรบางส่วนพังทลายไปแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันเป็นเพียงเส้นเลือดมังกรที่แห้งเหือดไปเมื่อหลายพันปีก่อน

แต่การดำรงอยู่ของมันก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโลกใบนี้เคยยิ่งใหญ่มากเพียงใด

ด้านหน้าปากมังกรมีโถดินเผาใบเล็กที่แตกละเอียด สิ่งที่บรรจุอยู่ในโถดินเหล่านั้นยังคงเปล่งประกายด้วยกลิ่นหอมทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย

กระรอกวิ่งไปข้างหน้ายกมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง พร้อมกับมอบให้กับเย่ฟ่านดื่ม

เย่ฟ่านหยิบโถดินเผาเล็กๆขึ้นมาแล้วเอะใจ สีแปลกนั่นคือน้ำนม

น้ำนมปฐพี?

นี่เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง น้ำที่หยดจากปากมังกรกลายเป็นน้ำนมในโถนี้

กระรอกแสดงท่าทีที่ต้องการให้เย่ฟ่านดื่ม มันกลืนนำลายตามเงียบๆ เห็นได้เลยว่าสิ่งนี้มีค่ากับมันมาก

“ข้าไม่ต้องการมัน”

เย่ฟ่านสื่อสารด้วยจิตวิญญาน จากนั้นก็สอบถามว่ามันเคยพบกับผู้บ่มเพราะคนอื่นๆ ในบริเวณนี้หรือไม่?

กะรอกไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่จิตวิญญานของมันแสดงออกมาได้ค่อนข้างชัดเจน มันอยู่ที่นี่มาตลอดไม่เคยเห็นสิ่งชีวิตอื่นอีก

เมื่อหลายปีก่อนมีนกดุร้ายโฉบลงมาจากท้องฟ้าและทำร้ายแม่ของมันจนเสียชีวิต ไม่นานแม่กระรอกก็ตายจาก กระรอกน้อยก็เติบโตขึ้นด้วยน้ำนมปฐพีนี้

เย่ฟ่านถอนหายใจ เพราะเขาเองก็ไม่ได้เจอพ่อแม่อีกตลอดกาล

กระรอกชี้ไปที่ถ้ำที่เป็นที่ฝังร่างของแม่มัน

เย่ฟ่านปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาแล้วทำให้ถ้ำสว่างไสวทันที

“อย่ากลัว ข้าเอาให้เจ้า” เย่ฟ่านปลอบโยนกระรอกน้อย

“ไปจากที่นี่กับข้าไหม” เย่ฟ่านรู้สึกว่าพวกเขาเข้ากันได้ดี และการมีกระรอกน้อยอยู่ด้วยมันทำให้เขาไม่รู้สึกเงียบเหงาอีกต่อไป

กระรอกตกใจมาก มันไม่เคยที่คิดจะจากที่นี่ไป

“ไม่เป็นไร สบายใจเถอะ อยู่ที่นี่และสนุกกับตัวเอง” เย่ฟ่าลุกขั้นกำลังจะหันหลังกลับจากไป

กระรอกคว้ากางเกงของเขาไว้แน่น แม้ว่าจะมีบางอย่างที่ไม่ปกติ แต่มันตัดสินใจที่จะไปกับเขา

“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะเป็ลูกศิษย์คนที่สองของข้า”

กระรอกมีดีใจมาก เย่ฟ่านเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์สีม่วงที่ล้นออกมาจากตัวของมัน เขาอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

“กลิ่นอายนี้ช่างเหมือนกับจักพรรดิอสูรจริงๆ!”

ระหว่างทางกลับ เย่ฟ่านพยามทุกวิถึทางในที่สุดก็เจาะพลังวิญญาณเข้าไปในพระพุทธหินได้สำเร็จ

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือภายในพระพุทธรูปนี้กลับเป็นอาคารโบราณขนาดใหญ่ซุกซ่อนอยู่ ด้านหน้าอาคารโบราณเขียนไว้ด้วยภาษาสันสกฤตและยังมีพระพุทธรูปหลายองค์นั่งสมาธิอยู่ภายในอาคารโบราณนี้

เย่ฟ่านกลับเข้าเมือง แม้ว่าใจจะยังรู้สึกเศร้าอยู่ในใจ แต่ก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง เขาบังคับตัวเองให้เก็บความเศร้าไว้เพราะยังมีเรื่องให้ทำ

อย่างแรกเลยเขาและผังป๋อเคยบอกไว้ว่าเมื่อกลับมาถึงบ้านพวกเขาจะไปเยี่ยมครอบครัวของเพื่อนที่จากไปทุกคน และช่วยเหลือคนในครอบครัวของพวกเขาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ผังป่อ ข้าเชื่อเจ้า ข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าในฐานะเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายเสมอ”

ก่อนที่จะขึ้นแท่นบูชาห้าสี ผังป๋อก็จากไปอย่างกระทันหัน หลี่เสี่ยวม่านบอกว่าผังป๋อเป็นจอมมารและต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งหมด แต่เย่ฟ่านไม่เชื่อ แม้ว่าจะรู้สึกแปลกๆ ก็ตาม

หลังจากกลับมาที่เมือง

เย่ฟ่านเชิญครอครัวซูฉงมาทานอาหาร เขาไม่ต้องการแสดงพลังเหนือธรรมชาติ เพื่อไม่ให้โลกตกใจกลัว ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้สึกเสมอว่า โลกนี้นันลึกลับเกินไป

เขาขอให้ซูฉงช่วยครอบครัวของเพื่อนบางคน จากนั้นเขาก็มอบตัวอักษรสันสกฤตที่พบในพระพุทธรูปหินให้หยางเซียว และขอให้อีกฝ่ายช่วยแปลคำเหล่านั้น

หลังจากนั้นไม่นานหยางเซียวก็ส่งคำตอบกลับมา

เมื่อได้ฟังสิ่งนั้นทำให้เย่ฟ่านประหลาดใจอย่างมาก!

จบบทที่ 1308 - ศิษย์คนที่สอง

คัดลอกลิงก์แล้ว