เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

1091 - แล้วเมื่อเดือนก่อนข้าฆ่าใครไป?

1091 - แล้วเมื่อเดือนก่อนข้าฆ่าใครไป?

1091 - แล้วเมื่อเดือนก่อนข้าฆ่าใครไป? 


1091 - แล้วเมื่อเดือนก่อนข้าฆ่าใครไป?

เย่ฟ่านพยายามอย่างหนักที่จะก้าวเข้าไปในอุโมงค์ซึ่งมีเพียงสิ่งมีชีวิตอมตะเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ แต่ในทันใดนั้นเย่ฟ่านก็พบว่าร่างกายของเขาเริ่มมีรอยแตกปรากฏขึ้น

แม้ว่าเขาจะเป็นร่างศักดิ์สิทธิ์เซียนโบราณ และร่างของเขานั้นแข็งแกร่งมากกว่าร่างศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในจักรวาลนี้ แต่เขาก็ยังไม่สามารถเปรียบเทียบกับเซียนได้

ความแข็งแกร่งของเขาไม่มีทางเทียบได้กับสิ่งมีชีวิตอมตะที่แท้จริง

“แกร่ก”

แม้ว่าเขาจะถืออาวุธศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือแต่มันก็เป็นเพียงอาวุธที่แตกร้าว ที่สำคัญที่สุดคืออาวุธระดับนี้จะสามารถแสดงพลังได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อมันอยู่ในมือของผู้อมตะที่แท้จริง

สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงถูกปกคลุมไปด้วยรัศมีแห่งเต๋าผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น มันยังมีแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่จะกระทำต่อจิตใจของผู้ที่ยังไม่ไปถึงขอบเขตผู้อมตะให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

“ผู้อาวุโสหากท่านยังมีแรงพอช่วยเหลือโปรดช่วยสหายของข้าที่ถูกปิดผนึกอยู่ในอุโมงค์นั้นด้วย”

เย่ฟ่านกล่าวด้วยความสิ้นหวัง เขาไม่มีทางก้าวไปข้างหน้าได้มากกว่านี้ และในที่สุดเขาก็ทำได้เพียงถอนตัวออกมา เขาพยายามวิงวอนต่อหญิงชราที่อยู่ด้านข้างโดยหวังว่านางอาจจะยังมีชีวิตอยู่

“ดูเหมือนหญิงชราคนนี้จะตายไปแล้วจริงๆ…” เย่ฟ่านรู้สึกหนักใจเป็นอย่างมาก

ในโลกนี้ไม่มีเซียนมนุษย์คอยปกป้องอีกต่อไป หากชายชราผู้บ้าคลั่งตายในสนามรบ หญิงชราก็กลายร่างเป็นเต๋า โลกนี้คงมีเพียงต้องรอให้เขากลายเป็นผู้อมตะที่แท้จริงก่อนจึงจะสามารถต่อต้านการโจมตีของสิ่งมีชีวิตโบราณที่ตื่นขึ้นมาได้

แน่นอนว่าในทะเลทรายตะวันตกมีพุทธะที่สามารถบรรลุความเป็นอมตะไปแล้ว อย่างไรก็ตามหลังจากที่เย่ฟ่านกลับมาเขาก็ได้ยินว่าพุทธะคนนั้นนิพพานไปแล้ว

แล้วใครจะหยุดยั้งฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตโบราณที่กำลังตื่นขึ้นได้?

เย่ฟ่านมีความรู้สึกว่าท้องฟ้าที่อยู่เบื้องหน้าเขากำลังมืดมนขึ้นเรื่อยๆ เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มีเซียนที่สามารถข่มขู่โลกได้และในไม่ช้าพวกเขาจะถูกผลักให้กลายเป็นทาสของสิ่งมีชีวิตโบราณ

ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้พุทธะบนเขาพระสุเมรุยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นมนุษย์หรือเปล่า และถ้าไม่ใช่มนุษย์เขาจะมีความเป็นมิตรต่อมนุษย์หรือไม่?

แม้ว่าเทพสงครามคนเถื่อนจะยังมีชีวิตอยู่ แต่เย่ฟ่านได้ยินความลับจากราชาคนเถื่อนว่าเทพสงครามคนเถื่อนนั้นชีวิตมาถึงขีดจำกัดแล้ว

หลังจากที่การต่อสู้ในตระกูลหวังสิ้นสุดลงเขาก็รีบกลับไปแช่ตัวเองในของเหลวต้นกำเนิดอีกครั้ง

เย่ฟ่าน หลี่เทียน และเอี๋ยนอี้จื่อต่างคร่ำครวญในใจ พวกเขาไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เห็นเซียนที่หลอมรวมตัวเองกลายเป็นเต๋าแบบนี้

และต่อให้นางสามารถมีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้งก็ไม่รู้ว่ามันจะผ่านไปกี่แสนปีแล้ว

ในเวลานี้ ความกดดันอันใหญ่หลวงได้กดทับศีรษะของทั้ง 3 คนทำให้ใบหน้าของพวกเขาเริ่มบิดเบี้ยวโดยสิ้นเชิง

“จริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องกังวลใจมากนัก ตามที่เจ้าบอกราชาโบราณเหล่านั้นจะตื่นขึ้นในอีกห้าพันปีข้างหน้าไม่ใช่หรือ เจ้ามีเวลาอีกถึงห้าพันปี หากเจ้าไม่มีปัญญาใช้ห้าพันปีนี้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตอมตะเจ้าก็ไม่คู่ควรกับการกังวลใจต่อชะตากรรมของโลกแล้ว!”

ลมหนาวพัดมาและหิมะกำลังตกหนัก นี่คือโลกสีขาวที่เต็มไปด้วยความหนาวเย็น

“ตู้เฟย สักวันหนึ่งข้าจะพาเจ้าออกมาให้ได้” เย่ฟ่านหันหลังกลับ

เขาไม่รู้ว่าในการพบกันครั้งต่อไปมันจะเป็นอีกกี่ปีให้หลัง ในบริเวณนี้มีซากศพของเซียนโบราณมากมายนับไม่ถ้วน สิ่งมีชีวิตระดับนั้นยังเอาตัวไม่รอดนับประสาอะไรกับตัวเขาที่เป็นเพียงผู้สูงสุดคนหนึ่ง

เย่ฟ่านยิ้มอย่างแห้งแล้ง สุดท้ายเขาก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขาต้องพึ่งพาคือลำแข้งของตัวเองเท่านั้น เขายังมีเวลาอีกหลายปีแล้วเหตุใดต้องเกิดความหวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตอมตะที่ยังไม่ตื่นขึ้น

ร่างศักดิ์สิทธิ์ที่บรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่จะมีอายุอย่างน้อยหนึ่งหมื่นปี เมื่อเขามีอายุถึงขนาดนั้นหากไม่สามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอมตะได้จริงๆ เขาก็คงทำได้แค่โทษความอ่อนแอของตัวเองเพียงอย่างเดียว

ครึ่งเดือนต่อมา เย่ฟ่านและคนอื่นๆ เลือกที่จะเดินทางกลับ พวกเขาไม่ได้ออกเดินทางพร้อมกับคนเถื่อนแต่แยกตัวออกมาเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยของตัวเอง

เย่ฟ่านรู้ดีว่าเมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นมันจะเกิดสงครามครั้งใหญ่อย่างที่ไม่มีผู้ใดจินตนาการถึง แน่นอนว่าเขามีความปรารถนาจะฆ่าศัตรูทั้งหมดอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่อาจนำภัยพิบัติไปสู่เผ่าคนเถื่อนแห่งหนานหลิงได้

เย่ฟ่านไม่รู้ว่ามีเพื่อนเก่ารอเขาอยู่ในเผ่าคนเถื่อน ดังนั้นเขาจึงซ่อนร่องรอยของตัวเองและแอบเข้าสู่เมืองจูเชวี่ยเพราะได้ยินว่าที่นี่มีการชุมนุมของศัตรูของเขามากมายนับไม่ถ้วน

ศาลาหมิงเยว่ตั้งอยู่เหนือเมืองจูเชวี่ยในหนานหลิง ภายนอกดูเหมือนเจดีย์ลอยฟ้า แต่เมื่อเข้าไปข้างในจะเห็นว่ามันเป็นมิติลึกลับที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่หลายร้อยหลายพันลี้

ทัศนียภาพของที่นี่ค่อนข้างงดงามไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือแม่น้ำก็กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ในศาลาเล็กๆแห่งหนึ่งมีหญิงงามสวมชุดสีขาวกำลังนั่งเล่นกู่ฉินต่อหน้าอัจฉริยะรุ่นเยาว์หลายสิบคน

“อู๋เทียนหนี่(เทพธิดาอู๋)สมกับเป็นหนึ่งในสี่หญิงงามแห่งหนานหลิง ความสำเร็จในเชิงดนตรีของคุณหนูเพียงพอที่จะสร้างความลุ่มหลงให้กับผู้คนทั่วโลก” ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งถอนหายใจเบาๆ

อู๋เฟยเป็นหนึ่งในสี่เทพธิดาผู้ยิ่งใหญ่แห่งหนานหลิง ไม่เพียงแต่นางจะมีรูปลักษณ์ที่งดงามเท่านั้น แต่นางยังมีความสำเร็จในด้านดนตรีที่น่าทึ่งอีกด้วย

เฉินหยวน หลิวอวิ๋นจี้ คงหลิงเต้าและเซี่ยจื่อหยวนเป็นปรมาจารย์หนุ่มแห่งหนานหลิง แม้ว่าพวกเขาจะเทียบหนานเหยาไม่ได้แต่ทุกคนที่นี่ก็มีภูมิหลังอันยอดเยี่ยม

พวกเขาเป็นทั้งเป็นบุตรแห่งเทพ หลานชายของอสูรโบราณ และแม้แต่ศิษย์ของปรมาจารย์โม่ฉิงเซียนเทียมที่มีอายุกว่าสี่พันปี

อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้พวกเขาไม่ใช่ตัวเอก พวกเขากำลังติดตามราชาน้อยแห่งหุบเขาเทพมาเพื่อรับความบันเทิงเท่านั้น

สวนแห่งนี้เงียบสงบมาก มีแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลผ่าน ศาลามากมายกระจายอยู่ท่ามกลางต้นไม้ กลิ่นหอมของหญ้าผสมกับกลิ่นดิน ให้ความรู้สึกราวกับกำลังหวนคืนสู่ธรรมชาติ

เฉินหยวน หลิวอวิ๋นจี้ คงหลิงฮวาและเซี่ยจื่อหยวนปรมาจารย์หนุ่มหลายคนไม่เพียงแต่เชิญอู๋เฟยซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เทพธิดาผู้ยิ่งใหญ่แห่งหนานหลิงมาแสดงที่นี่เท่านั้น พวกเขายังเชิญไข่มุกแห่งหนานหลิงอีกหลายคนให้มาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ด้วย

เผ่าพันธุ์โบราณกำลังตื่นขึ้นมาแล้ว และหนึ่งในมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือผู้คนจากหุบเขาเทพ ซึ่งแน่นอนว่าเหล่ามหาอำนาจแห่งหนานหลิงต่างต้องการที่จะผูกมิตรกับพวกเขา

เหล่าไข่มุกแห่งหนานหลิงโดยปกติแทบไม่เคยมองบุคคลรุ่นเดียวกันด้วยความสนใจด้วยซ้ำ พวกนางมักจะเพิกเฉยต่อการไล่ตามของเฉินหยวน หลิวอวิ๋นจี้ คงหลิงฮวา และคนอื่นๆอยู่เสมอ

แต่ครั้งนี้สถานการณ์แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ใบหน้าของพวกนางฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มสดใส และต้องการโปรยเสน่ห์ต่อราชาน้อยผู้ลึกลับแห่งหุบเขาเทพอยู่ตลอดเวลา

“ทันทีที่พี่จื่อออกมาโลกทั้งใบก็มุ่งความสนใจมาที่เจ้า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือฐานการบ่มเพาะของเจ้าเป็นถึงเซียนเทียมระดับสองแล้ว ความสำเร็จนี้เพียงพอที่จะเขย่าทั้งสวรรค์พิภพอย่างแน่นอน”

เฉินหยวนขยับตัวเข้าใกล้ชายหนุ่มรูปงามที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุด

“พี่เฉินยกย่องเกินไปแล้ว ทุกวันนี้มีคนที่แข็งแกร่งมากมายในโลก ไม่ต้องพูดถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มียอดฝีมือรุ่นเยาว์มากมายนับไม่ถ้วน แม้แต่เผ่าพันธุ์อื่นข้าก็ไม่สามารถเปรียบเทียบได้แล้ว” ราชาน้อยแห่งหุบเขาเทพกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“พี่จื่อเหตุใดต้องถ่อมตัวถึงขนาดนั้น ในโลกนี้มีกี่คนที่สามารถแข่งขันกับเจ้าได้ ต่อให้เป็นร่างศักดิ์สิทธิ์เซียนโบราณก็ไม่คู่ควรหิ้วรองเท้าให้เจ้าด้วยซ้ำ” คงหลิงฮวากล่าว

“ในโลกนี้มีทายาทของราชาโบราณปรากฏตัวออกมามากมายนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีผู้ใดมีมารยาทอันงดงามเฉกเช่นพี่จื่ออีกแล้ว”

หญิงงามแห่งหนานหลิงคนหนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม ดวงตาที่สดใสของนางจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของราชาน้อยแห่งหุบเขาเทพอยู่ตลอดเวลา จากนั้นนางก็สอบถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง

“ตอนนี้มีเผ่าพันธุ์โบราณมากมายตื่นขึ้น ข้าได้ยินมาว่าหยวนกู่ หวงซูเต๋า เทียนหวงจื่อ นักพรตเสิ่นฉาน ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สั่นสะเทือนทั้งฟ้าดิน ทุกคนล้วนเป็นทายาทของราชาโบราณผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกับพี่จื่อไม่ทราบว่าผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากัน?”

“คนเหล่านั้นไม่อาจหยั่งรู้ได้ พวกเขาคือทายาทสายตรงของราชาโบราณผู้ยิ่งใหญ่ และความสำเร็จในอนาคตของพวกเขาก็ไม่อาจคาดเดาเช่นกัน” ราชาน้อยแห่งหุบเขาเทพกล่าวอย่างจริงจัง

“หยวนกู่และหวงซูเต้าดูเหมือนจะมีสถานะสูงส่งที่สุดในบรรดาทายาทราชาโบราณทั้งหมด พี่จื่อพอจะให้ความเห็นได้ไหมว่าพวกเขาสามารถทะลวงผ่านอาณาจักรเซียนเทียมขั้นสามเพื่อพิสูจน์เต๋าได้แล้วหรือยัง?”

ในเวลานี้อู๋เฟยหนึ่งในหญิงสาวที่งดงามที่สุดกล่าวเบาๆ น้ำเสียงของนางไพเราะราวกับไข่มุกสวรรค์ที่ตกลงบนจานหยก เสียงที่สดใสและก้องกังวาลดึงดูดสายตาของทุกคนทันที

ในเวลานี้ แม้แต่ราชาน้อยแห่งหุบเขาเทพที่แทบจะไม่ให้ความสนใจหญิงสาวเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยังตกตะลึงในความงามของอู๋เฟย สุดท้ายเขาก็พยักหน้าและกล่าวว่า

“โดยธรรมชาติแล้ว คนเหล่านั้นเป็นลูกหลานของราชาโบราณผู้ยิ่งใหญ่ บางคนเป็นบุตรชายของราชาโบราณด้วยซ้ำ พลังโลหิตของพวกเขาสูงส่งอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามการจะไปถึงอาณาจักรเซียนเทียมขั้นสามนั้นพวกเขาจะไปถึงอย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่ในเร็วๆนี้”

เฉินหยวนเต้าพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยความประจบประแจงว่า

“พี่จื่อหวังหากในอนาคตมีวาสนาข้าอยากให้พี่จื่อชักชวนหยวนกู่และหวงซูเต๋าจัดงานชุมนุมของคนรุ่นเยาว์ขึ้นสักครั้ง การชุมนุมของคนรุ่นยาวในครั้งนี้คงน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง แต่หวังว่าราชาน้อยแห่งเผ่าพันธุ์โบราณเหล่านั้นคงไม่กีดกันมนุษย์มากเกินไป”

ข้อเสนอของเขาไม่เพียงทำให้อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของหนานหลิงเกิดความตื่นเต้น แม้กระทั่งยอดฝีมือแห่งเผ่าพันธุ์โบราณที่ติดตามอยู่ด้านหลังราชาน้อยแห่งหุบเขาเทพก็ยังพยักหน้าเห็นด้วย

“อย่ากังวลไปเลย ในบรรดาเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดข้าเป็นศัตรูกับร่างศักดิ์สิทธิ์เซียนโบราณเท่านั้น ตอนนี้เผ่าพันธุ์โบราณกำลังทยอยตื่นขึ้นจากการหลับไหล แน่นอนว่าพวกเราไม่คิดจะเป็นศัตรูกับมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในโลกนี้” ราชาน้อยแห่งหุบเขาเทพกล่าว

ปัง!

ทันใดนั้นปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวได้กวาดเข้ามาในสวนอันงดงาม ร่างของสิ่งมีชีวิตโบราณหลายคนถูกหั่นออกเป็นชิ้นๆด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

ร่างกายของผู้บุกรุกเปล่งประกายด้วยแสงสีทอง ทุกครั้งที่เขากวาดกระบี่ออกไปจะทำให้ยอดฝีมือเผ่าพันธุ์โบราณมากมายนับไม่ถ้วนล้มตายลงกับพื้นโดยไม่มีโอกาสกรีดร้องด้วยซ้ำ

“เจ้าหรือคือจื่อเทียนตูตัวจริง? แล้วจื่อเทียนตูที่ข้าฆ่าทิ้งเมื่อเดือนก่อนเป็นใคร!”

(ชดเชยให้อ่านฟรี 1 วันนะครับ พรุ่งนี้ตอนเที่ยงถึงจะคิดเงิน)

จบบทที่ 1091 - แล้วเมื่อเดือนก่อนข้าฆ่าใครไป?

คัดลอกลิงก์แล้ว