- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากฝึกยุทธ์เงียบๆเท่านั้นเอง
- บทที่ 38 นักพรตเชียนซาน
บทที่ 38 นักพรตเชียนซาน
บทที่ 38 นักพรตเชียนซาน
บทที่ 38 นักพรตเชียนซาน
ย่านเซิ่งเยี่ย ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่
จางเยี่ยหัวหน้าพรรคไป๋ล่างเพิ่งจะจ่ายค่าเช่าบ้านสำหรับหนึ่งเดือนไป เขาไม่ได้จ่ายเผื่อไว้มากกว่านั้น เพราะไม่แน่ว่าเดือนหน้าอาจจะต้องย้ายบ้านอีกครั้ง
ที่ห้องโถงเรือนใน จางเยี่ยนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
ด้านล่างทางซ้ายมือมีชายฉกรรจ์หน้าดำคนหนึ่งนั่งอยู่ ด้านหลังของเขามีชายร่างกำยำล่ำสันยืนอยู่อีกสองคน ทั้งหมดดูท่าทางดุดันและกร้าวร้าว
"หัวหน้าจาง ยังคงเป็นไปตามกฎเดิม สินค้าประเภทธัญพืชจะออกจากเมืองในเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ คนของข้าจะรอรับของที่ประตูทิศใต้ นี่คือเงินมัดจำ" ชายหน้าดำหยิบถุงเงินผ้าสีเทาออกมาส่งให้จางเยี่ย
จางเยี่ยที่มีเคราดกครึ้มมองดูด้วยความลังเลแต่ยังไม่รับไป
"อะไรกัน? หัวหน้าจางคงไม่ได้คิดจะขึ้นราคาอีกหรอกนะ?!" สีหน้าของชายหน้าดำเคร่งขรึมลงทันที
ราคาซื้อธัญพืชของพวกเขาสูงกว่าราคาตลาดถึงสามส่วนอยู่แล้ว แถมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมายังมีการขึ้นราคาติดต่อกันถึงสองครั้ง หากจางเยี่ยยังคิดจะขึ้นราคาอีก ก็ถือว่าโลภมากจนเกินไป!
จางเยี่ยลังเลในใจ ไม่รู้ว่าควรจะพูดออกมาดีหรือไม่ เมื่อเห็นจางเยี่ยท่าทางอึกอัก ชายหน้าดำก็เริ่มเดือดดาล
พวกเขากองโจรภูเขาอ้ายซานล้วนเป็นพวกเดนตาย เมื่อถูกบีบคั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จิตสังหารก็เริ่มพลุ่งพล่านในใจ เป็นแค่พรรคอันธพาลในเมืองเท่านั้น เล่นเล่ห์เพทุบายพอได้ แต่ถ้าต้องสู้กันด้วยอาวุธจริงจัง เพียงแค่พลิกฝ่ามือเขาก็ถล่มให้สิ้นซากได้แล้ว!
"ไม่ได้จะขึ้นราคา" จางเยี่ยเอ่ยปากเพื่อดับไฟโทสะของอีกฝ่าย "เพียงแต่ขอเปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน"
ชายหน้าดำขมวดคิ้ว "ยื่นหมูยื่นแมว จ่ายเงินรับของ นี่คือสิ่งที่เราตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ จะไม่มีการจ่ายค่าสินค้าล่วงหน้าเด็ดขาด"
"ไม่ต้องจ่ายล่วงหน้า พวกเจ้าแค่เอาเงินมัดจำและค่าสินค้าทั้งหมดไปฝากไว้ที่โรงรับฝากเงินต้าทงก็พอ" จางเยี่ยกล่าว
"ที่ทำการพรรคไป๋ล่างของเราคุยธุรกิจกัน เราไม่รับเงินสด" จางเยี่ยกล่าวด้วยเสียงอู้อี้
ชายหน้าดำมองจางเยี่ยด้วยความไม่เข้าใจ กฎประหลาดนี่มาจากไหนกัน
ทันใดนั้นเขาก็ถึงข่าวที่สายลับในเมืองส่งมา สีหน้าของเขากลายเป็นดูแคลนทันที "ได้ยินมาว่าพรรคไป๋ล่างถูกใครบางคนเล่นงานจนเสียหายหนัก ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?"
หน้าของจางเยี่ยถอดสีแต่ไม่ได้พูดอะไร
"หึๆ..." ชายหน้าดำหัวเราะเยาะอย่างไม่ไว้หน้า
ไหนว่าเป็นพรรคอันดับหนึ่งของเมือง ที่แท้ก็แค่กลุ่มคนสำมะเลเทเมา!
จางเยี่ยสีหน้าดูไม่จืดแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบ
"จะให้ข้าทิ้งพี่น้องไว้ช่วยงานท่านสักสองสามคนไหมล่ะ" ชายหน้าดำหัวเราะเยาะเหมือนจะหวังดี
จางเยี่ยหน้าแดงก่ำ เอื้อมมือไปคว้าดาบหัวผี เมื่อได้สัมผัสกับดาบเล่มนี้ที่เพิ่งได้คืนมาจากตลาดมืด โทสะในใจของเขาก็ค่อยๆ มอดดับลง
ตนเองฝีมือด้อยกว่าผู้อื่น จะไปโทษใครที่เขาหัวเราะเยาะได้ ในช่วงหลายเดือนมานี้ คำเยาะเย้ยเสียดสีแบบนี้เขาไม่ได้ยินเป็นครั้งแรก
"เราไม่รับเงินสด" จางเยี่ยย้ำด้วยเสียงหนักแน่น
ชายหน้าดำแค่นเสียงหหัวเราะแล้วเก็บถุงเงินเข้าอกเสื้อ
เป็นพวกขี้ขลาดจริงๆ แม้แต่จะขัดขืนยังไม่กล้า
มือที่กำดาบของจางเยี่ยกระชับแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ เพียงแต่ฝ่ามือของเขาไม่ได้สัมผัสถึงความเย็นเยียบแข็งกระด้างของด้ามดาบ แต่กลับรู้สึกว่าฝ่ามือพองโต เหมือนเวลาที่เมาเหล้าแล้วเลือดลมสูบฉีดจนเกิดอาการบวมเป่ง
ความรู้สึกที่คุ้นเคยแบบนี้ มาอีกแล้วรึ?!
ไม่รู้ทำไม เขากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
จางเยี่ยข่มกลั้นความง่วงงุนแล้วมองไปยังชายหน้าดำด้วยรอยยิ้ม "หัวหน้าสาม บนตัวท่านไม่ได้พกของมีค่าอะไรติดมาด้วยใช่ไหม?"
ชายหน้าดำขมวดคิ้วมองจางเยี่ยแล้วเอื้อมมือไปจับที่หน้าอกโดยสัญชาตญาณ ตรงนั้นมีเงินสำหรับซื้อสินค้าในครั้งนี้อยู่
จางเยี่ยยิ้มออกมาทันที เป็นรอยยิ้มแบบคนที่เห็นคนอื่นกำลังจะซวย
…
ยามโพล้เพล้
เหล่าสมาชิกพรรคภายในที่ทำการลับของพรรคไป๋ล่างทยอยกันตื่นขึ้น จางเยี่ยเหลือบมองโต๊ะข้างกาย ดาบหัวผีหายไปอีกแล้วตามคาด
"ดูท่าคงต้องไปตลาดมืดอีกรอบแล้ว"
ชายหน้าดำถลึงตาจ้องจางเยี่ยด้วยสีหน้าปั้นยาก
จางเยี่ยพยายามกลั้นหัวเราะ ลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วพูดนิ่งๆ ว่า "เราไม่รับเงินสด ประเดี๋ยวอย่าลืมเอาเงินมัดจำนั่นไปฝากที่โรงรับฝากเงินต้าทงด้วยล่ะ"
ชายหน้าดำล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หน้าของเขาก็ยิ่งดำทะมึนขึ้นไปอีก
...
ข้างคฤหาสน์สกุลจั่ว
ภายในห้องนอนที่ติดกับกำแพงบ้านสกุลจั่ว ถุงเงินผ้าสีเทาเจ็ดแปดถุงวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
ท่ามกลางห้องที่มืดมิด เฉินมู่เปิดออกดูทีละถุงแล้วเทออกมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความยินดีที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
"อดทนไม่ไปมาเดือนนึง เก็บเกี่ยวได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ!"
สมาชิกพรรคทั่วไปส่วนใหญ่พกเงินอีแปะมาบ้างเล็กน้อย ส่วนพวกหัวหน้าเล็กใหญ่ล้วนมีเงินย่อยติดตัว
ในห้องยังมีเงินจากเจ้าทื่อคนหนึ่งเพิ่มมาด้วย
เฉินมู่เปิดถุงหนังวัวขนาดเท่าฝ่ามือที่อัดแน่นจนเป่งออกแล้วเทมันลงมา เสียงเงินที่กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งทำให้เฉินมู่ดีใจจนเนื้อเต้น
มีเงินย่อยอยู่ราวสิบเจ็ดสิบแปดตำลึง ที่สำคัญข้างในยังมีตั๋วเงินใบหนึ่ง มูลค่าหนึ่งร้อยตำลึง!
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ การหาเงินก็เหมือนการตกปลา จะไปตกที่เดิมซ้ำๆ ไม่ได้ ต้องให้เวลาพวกมันได้พักฟื้น ให้ปลาเล็กปลาน้อยได้เติบโตบ้าง
"เสียดายที่หัวหน้าจางยังคงขี้เหนียวเหมือนเดิม" เฉินมู่ลูบดาบหัวผีข้างโต๊ะแล้วเบ้ปาก
"ดาบนี่ทำไมดูคุ้นๆ ตาจัง" เฉินมู่พิจารณาดู "นี่มันดาบเล่มที่ข้าเอาไปขายในตลาดมืดไม่ใช่รึไง?"
หัวหน้าจางคนนี้เป็นคนรักษาน้ำใจจริงๆ ถึงกับไปซื้อดาบเล่มเดิมกลับมาจากตลาดมืดเลยหรือ?
เฉินมู่ลูบคาง
"ถ้าเอาดาบเล่มนี้ไปขายให้เขาโดยตรงเลยจะเป็นยังไงนะ?"
"ไม่ต้องผ่านคนกลาง ข้าก็ได้เงินเขาก็ได้ของ ดีกันทั้งคู่?"
สุดท้ายเฉินมู่ก็ตัดใจจากความคิดที่ยั่วยวนนี้ด้วยความเสียดาย เพราะกลัวว่าไอ้เคราดกนั่นจะโกรธจนบ้าคลั่ง ถ้าเกิดเขาไม่เอาขึ้นมาจะทำยังไง?
"ถึงเวลาต้องไปจากเมืองชิงซานเสียที"
เมื่อมีเงินก้อนนี้ เงินเก็บส่วนตัวของเขาก็เกินสามร้อยตำลึงแล้ว ไม่ว่าจะจ้างเจี้ยเจี่ย หรือจะไปตั้งตัวที่จวนหนานหยาง ก็ล้วนเพียงพอ
"ในเมืองเริ่มไม่ปลอดภัยขึ้นทุกที" เฉินมู่ถอนหายใจ ต่อให้เขาอยากจะอยู่ต่อก็ไม่กล้า
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องภูตผีปีศาจอาละวาด โจรผู้ร้ายก่อเหตุ ความวุ่นวายเกิดขึ้นไม่เว้นวัน
เมืองชิงซานเริ่มมีเค้าลางของความโกลาหล หากมีศัตรูจากภายนอกรุกรานเข้ามาอีก...
เฮ้อ...
ขณะที่กำลังสับสนกับชีวิตในภายหน้า หูของเฉินมู่ก็พลันกระดิก ในคฤหาสน์ที่เงียบสงัด เขากลับได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมา!
...
"ท่านอาจารย์ ตรวจสอบแน่ชัดแล้วขอรับ เรือนเหลิ่งเยว่ที่จั่วเซิ่งคุณชายใหญ่สกุลจั่วพักอยู่ ก็อยู่หลังกำแพงนี้เอง" ชายหนุ่มหน้าซีดเผือดริมฝีปากเขียวคล้ำกระซิบบอก
เขาสวมชุดนักพรตสีดำ ใบหน้าขาวซีดจนเห็นเส้นเลือด มือขวาพันด้วยผ้าสีขาวที่มีรอยเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
"เมื่อวานที่ที่ว่าการอำเภอ ตระกูลอื่นๆ เริ่มลังเลกันหมดแล้ว เห็นอยู่ชัดๆ ว่าพวกเรากำลังจะได้เงินแล้วจากไป แต่เป็นเพราะไอ้จั่วเซิ่งนี่แหละที่เข้ามาขัดขวางจนเรื่องมันยุ่งยาก" ชายหนุ่มหน้าขาวพูดด้วยแววตาอำมหิต "กับคนแบบนี้ ต้องจัดการให้หนัก!"
"เจ้าโง่! เจ้าอยากจะหาเรื่องให้ข้าตายหรือไง!" นักพรตเชียนซานดุด่าเสียงเบา
เขาเป็นคนหน้าตาอิ่มเอิบ อายุราวสี่สิบกว่าปี ผมเผ้าจัดทรงเรียบร้อยรวบไปด้านหลัง มีเพียงผมสีเงินปอยหนึ่งที่ตกลงมาข้างใบหน้าทางด้านขวา
"การหาเรื่องคนในสายเลือดหลักของตระกูลจั่ว คือการเตือนตระกูลจั่ว"
"จั่วเซิ่งเป็นพวกเสือซ่อนเล็บที่รับมือยาก ไปหาเรื่องเขาหาแต่ความลำบากใส่ตัวเปล่าๆ!" นักพรตเชียนซานกล่าวอย่างรำคาญใจ
เขาได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวลับว่า คันฉ่องสยบมารของเมืองชิงซานหายไป เรื่องอาถรรพ์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผู้ช่วยเจ้าเมืองหลี่ไท่กำลังรับสมัครผู้มีวิชาความรู้อย่างขนานใหญ่
เขาพอมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง เมื่อแสดงฝีมือนิดหน่อยก็สามารถหลอกล่อหลี่ไท่ได้สำเร็จ เขากำลังจะใช้การทำพิธีเป็นข้ออ้างในการกอบโกยเงินทอง แต่ใครจะคิดว่าจะถูกตระกูลจั่วเข้ามาขวางทาง
"ท่านอาจารย์โปรดประทานอภัย ท่านอาจารย์โปรดประทานอภัย!" ชายหนุ่มหน้าขาวพูดด้วยความลนลาน
"ช่างเถอะ" นักพรตเชียนซานทำหน้าถมึงทึง
"จั่วเซิ่งก็จั่วเซิ่ง"
"คนผู้นี้ถือเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูลจั่ว หากกำจัดเขาได้ ก็ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู"
พูดจบ นักพรตเชียนซานก็พนมมือแล้วบริกรรมคาถาเสียงเบา
เสียงของเขาต่ำและรวดเร็ว แม้จะเป็นคนพูดคนเดียว แต่กลับฟังดูเหมือนมีคนนับร้อยนับพันกำลังกระซิบกระซาบพร้อมกัน
กลุ่มควันสีดำขนาดเท่าศีรษะคนปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของคนทั้งสอง มันควบแน่นและรวมตัวกัน
เมื่อควันสีดำหายไป สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาแทนที่คือตุ๊กตากระดาษสีขาวซีดตัวหนึ่ง
ตามตัวตุ๊กตากระดาษเต็มไปด้วยลายเส้นสีดำละเอียดราวกับเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์ เครื่องหน้าถูกตัดแต่งเป็นรูโปร่งดูมีชีวิตชีวา ด้านหลังมีอักษรคำว่า "เซี่ย" สีแดงฉานราวกับเลือด
เมื่อชายหนุ่มหน้าขาวเห็นตุ๊กตากระดาษ สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ
"เจ้าจะหนีไปไหน รีบมาป้อนเลือดให้ตุ๊กตากระดาษเร็วเข้า"
"ท่านอาจารย์... ท่านอาจารย์ ข้า..." ชายหนุ่มหน้าขาวพูดจาติดขัด
"เร็วเข้า!" นักพรตเชียนซานจ้องเขม็งไปที่ลูกศิษย์ด้วยสายตาเย็นชา
ชายหนุ่มหน้าขาวรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
นักพรตเชียนซานไม่ได้มีลูกศิษย์เพียงคนเดียว แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงเขา
บรรดาศิษย์ที่บังอาจขัดใจอาจารย์ล้วนหายสาบสูญไปหมด เป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่มีใครรู้
เขาตัดสินใจกัดฟันชักมีดสั้นออกมา แกะผ้าสีขาวที่มือขวาออกแล้วกรีดลงบนแผลที่ยังไม่สมานดีอย่างแรง
เลือดข้นๆ ค่อยๆ ไหลออกมา
ตุ๊กตากระดาษที่ลอยอยู่กลางอากาศราวกับแมวที่ได้กลิ่นคาวปลา
มันค่อยๆ ลอยมาที่ฝ่ามือของชายหนุ่มหน้าขาว
เสียงดังจ๊วบจ๊าบเหมือนคนกำลังดื่มน้ำดังขึ้น ใบหน้าของชายหนุ่มยิ่งขาวซีดลงไปอีก
ครู่ใหญ่ต่อมา ตุ๊กตากระดาษตัวนั้นก็ลอยขึ้นจากฝ่ามือ ร่างกายที่เคยขาวซีดเปลี่ยนเป็นสีแดงสดใส
นักพรตเชียนซานมองดูลูกศิษย์ที่หน้าซีดเผือด แล้วหยิบยาเม็ดสีดำที่มีกลิ่นเผ็ดร้อนออกมาจากอกเสื้อเม็ดหนึ่ง
"ทำได้ดีมาก กินมันเข้าไปซะ"
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ขอบพระคุณท่านอาจารย์!" ชายหนุ่มหน้าขาวกลืนยาลงไปในคำเดียว
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันตาเห็น ดวงตาเป็นประกายแจ่มใส ท่าทางฮึกเหิมขึ้นมาทันที
"ยาเซียนของท่านอาจารย์ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก!" ชายหนุ่มหน้าขาวเยินยอด้วยความเคลิบเคลิ้ม
นักพรตเชียนซานยิ้มมองลูกศิษย์ของตน สีหน้าดูพึงพอใจ แต่ในส่วนลึกของดวงตากลับเย็นชาไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง
ในตอนนั้นเอง ตุ๊กตากระดาษที่ซึมซับเลือดเข้าไปก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ มันดูคล่องแคล่วว่องไวไปทั้งตัว
"กุกๆๆ..."
เจ้าตุ๊กตาตัวน้อยลอยอยู่กลางอากาศ นิ้วเล็กๆ ของมันชี้ไปที่ด้านหลังของทั้งสองคน พร้อมกับกระโดดโลดเต้นส่งเสียงร้อง
ศิษย์และอาจารย์ทั้งสองรีบหันขวับไปมอง
ท่ามกลางความมืดมิดของราตรี พวกเขาเห็นร่างหนึ่งกำลังค่อมตัวเดินย่องๆ ไปตามกำแพงใต้ชายคาบ้าน
"ใครน่ะ!" ชายหนุ่มหน้าขาวตะโกนก้อง
เฉินมู่ตัวแข็งทื่อ หันกลับมามองทั้งสองคนด้วยความเก้อเขิน "ข้าแค่ลุกมาเข้าห้องน้ำน่ะ พวกท่านเชิญต่อเลย เชิญต่อเลย"
"เจ้าบอกว่านี่เป็นบ้านร้างไม่ใช่รึ แล้วทำไมถึงมีคนอยู่!" นักพรตเชียนซานจ้องลูกศิษย์เขม็ง
ชายหนุ่มหน้าขาวลนลาน รีบตะคอกถามเฉินมู่ "เจ้าเป็นใคร?!"
"ช่างมันเถอะ" นักพรตเชียนซานเก็บสีหน้าโกรธเคืองแล้วปรายตามองเฉินมู่อย่างเย็นชา "ไปจัดการมันซะ อย่าให้เสียเรื่องใหญ่"
"รับทราบ!" ชายหนุ่มหน้าขาวแสยะยิ้มมองเฉินมู่
"ข้าแค่บังเอิญผ่านมาเห็นเท่านั้น เราต่างคนต่างอยู่เถอะนะ ใครจะทำอะไรก็ทำไป ดีไหม?" เฉินมู่เรียกสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
คนสองคนนี้ท่าทางเย็นชาดูไม่ใช่คนดี เฉินมู่ไม่อยากจะเข้าไปพัวพันด้วย
"โทษที่เจ้าดวงซวยเองก็แล้วกัน" ชายหนุ่มหน้าขาวไม่ฟังคำพูดใดๆ จ้องมองเฉินมู่อย่างอำมหิต
เขาเอื้อมมือไปที่เอว ทันใดนั้นในมือก็มีกระบี่อ่อนเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น
เฉินมู่ใช้ความคิดอย่างหนัก เขารีบเกลี้ยกล่อมด้วยเหตุผล "ตอนนี้ดึกสงัด เงียบเชียบขนาดนี้ ขยับตัวนิดเดียวเสียงก็ดังไปไกลแล้ว"
"ถ้าเกิดลงมือกันขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าจะทำให้เสียเรื่องกันหมด"
"อย่างเจ้าน่ะรึ!" ชายหนุ่มหน้าขาวแค่นยิ้มอย่างดูแคลน เดินตรงเข้าหาเฉินมู่อย่างสงบนิ่ง
เขาติดตามนักพรตเชียนซานรอนแรมไปทั่วสารทิศ วิชากระบี่เสวียนพินของเขา อ่อนช้อยเหมือนสายน้ำแต่แข็งแกร่งเหมือนแส้ ไม่รู้ว่ามีจอมยุทธ์กี่มากน้อยที่ต้องจบชีวิตลงใต้กระบี่ของเขา
หากไม่ใช่เพราะทั้งคู่ทำงานอย่างลับๆ คงจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปนานแล้ว
เฉินมู่รู้สึกใจคอไม่ดี หากพูดตามตรง นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธ์
ก่อนหน้านี้ที่สั่งสอนพวกนักเลงหัวไม้เขาไม่รู้สึกอะไรเลย ตอนที่ฆ่าเซิ่งหงเขาก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไร เพียงแค่ระดมขว้างหินใส่ไปมั่วๆ เท่านั้น
เมื่อมองดูชายหนุ่มหน้าขาวที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้ามืดมน เฉินมู่ก็รู้สึกหวั่นใจ "ฝั่งนั้นมีสองคน ออกจะเยอะไปหน่อย"
เขาลอบมองนักพรตเชียนซานที่ไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เฉินมู่จึงรู้สึกคลายใจลงบ้าง
ไม่สนใจข้าก็ดีแล้ว
เฉินมู่เหลือบมองเจ้าตุ๊กตาสีแดงเลือดที่ลอยอยู่กลางอากาศแล้วรู้สึกขนลุกซู่
เมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าขาวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาก็กัดฟันคิดในใจว่า "ซัดมันสักที ถ้าไม่ได้ผลก็หนี!"
มือขวาล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ กำเมล็ดเหล็กดอกบัวไว้ในอุ้งมือ
"มาสิ" ชายหนุ่มหน้าขาวถือกระบี่ด้วยมือขวา แล้วกางมือออกในท่าเชื้อเชิญ "ไม่อยากลงมือหรอกรึ"
"เข้ามาสิ..."
วืด!
ในชั่วพริบตานั้น เงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ
เมล็ดเหล็กดอกบัวในมือของเฉินมู่ราวกับลูกกระสุนที่พุ่งออกจากลำกล้อง พุ่งทะลวงอากาศระหว่างคนทั้งสอง ปักเข้าที่หน้าอกซ้ายของชายหนุ่มหน้าขาวจนทะลุ
ฉึก!
เลือดพุ่งกระฉูดออกมาจากแผ่นหลังของชายหนุ่มหน้าขาว "เจ้า... เจ้า!"
ฉึก! ฉึก!
ยังไม่ทันสิ้นประโยค ที่หน้าผากและมุมปากของชายหนุ่มหน้าขาวก็มีรูเพิ่มขึ้นมาอีกสองรู
เลือดไหลย้อยลงมาตามคาง
ทั่วทั้งลานบ้านตกอยู่ในความเงียบงันทันที