- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาถูกอ่านใจ พี่ชายทั้งห้าดันมาขโมยไอเดียไปใช้กันฟรีๆ
- บทที่ 5 ตกลงกลับตระกูล!
บทที่ 5 ตกลงกลับตระกูล!
บทที่ 5 ตกลงกลับตระกูล!
เมื่อเห็นว่าไม่ได้เบาะแสอะไรที่เป็นประโยชน์ ทีมงานจึงได้แต่เบ้ปากเดินคอตกจากไป ส่วนฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็ค่อยๆ แยกย้ายกันไป
เซวียเฟยมองตามแผ่นหลังของกู้หนิงซีที่เดินห่างออกไปพลางเต็มไปด้วยความสับสนและกังวลใจ ถึงแม้ว่าเธอและกู้หนิงซีจะกินดื่มด้วยกันมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่กู้หนิงซีก็ไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องนี้ให้เธอฟังเลยสักนิด!
คราวนี้ยัยนี่ไปล่วงเกินผู้ยิ่งใหญ่คนไหนเข้าอีกล่ะเนี่ย? คงจะไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นหรอกนะ?
... กู้หนิงซีเดินตามกู้หงอี้มาจนถึงห้องพักผู้กำกับกัว ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องพัก กู้หนิงซีก็ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเอง เธอทิ้งตัวลงนอนบนเก้าอี้เอนตัวเดียวที่มีอยู่ในห้อง มันช่างนั่งสบายเสียเหลือเกิน
【ห้องพักของผู้กำกับกัวนี่ดีจังเลยแฮะ! เก้าอี้เอนตัวนี้แถมยังมีระบบนวดด้วยเหรอเนี่ย? แต่ก็นั่นแหละนะ ผู้กำกับกัวมีภรรยาดีนี่นา! ภรรยาของผู้กำกับกัวปฏิบัติกับเขาอย่างกับลูกชายแท้ๆ ประคบประหงมประดุจไข่ในหิน ทะนุถนอมอย่างดี จุ๊ๆๆ! ไม่คิดเลยว่าผู้กำกับกัวจะวาสนาดียังงี้?】
กู้หนิงซีรู้สึกอิจฉาจากใจจริง ทำไมเธอถึงไม่มีวาสนาแบบนี้บ้างนะ?
ตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องพัก กู้หงอี้ก็เอาแต่ได้ยินเรื่องซุบซิบในใจของเด็กสาวคนนี้จนมุมปากกระตุก ทำไมเรื่องที่ยัยเด็กนี่ให้ความสนใจถึงได้ประหลาดนักนะ?
เขามองไปรอบๆ และเห็นว่าเก้าอี้เพียงตัวเดียวในห้องถูกกู้หนิงซียึดไปแล้ว เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยืน หลังจากยืนอยู่นาน เด็กสาวก็เอาแต่นินทาเรื่องความรักของชาวบ้านอยู่ในใจแทนที่จะหันมาสนใจเขา
กู้หงอี้ไม่มีทางเลือกจึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน
"กู้หนิงซี? เธอรู้ไหมว่าทำไมวันนี้ฉันถึงมาหาเธอ?"
ตอนนั้นเองกู้หนิงซีถึงได้เงยหน้าขึ้นมองกู้หงอี้ เธอกะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสาแล้วตอบว่า
"ไม่รู้สิคะ! คุณมาหาฉันทำไมล่ะ?"
"ตอนที่ฉันเจอเธอคราวก่อน ฉันรู้สึกว่าเธอหน้าตาเหมือนภรรยาฉันสมัยสาวๆ มาก ซึ่งนั่นทำให้ฉันเกิดความสงสัย ฉันก็เลยถือวิสาสะเอาตัวอย่างของเราสองคนไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์พ่อลูกน่ะ"
กู้หงอี้ไม่มีทางพูดออกไปเด็ดขาดว่าเขาเริ่มสงสัยหลังจากได้ยินเสียงในใจของเธอ เขาจึงต้องหาข้ออ้างอื่นมาบังหน้า
พูดจบ เขาก็ปรายตามองเฒ่าเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ เฒ่าเฉินรีบหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอกสารแล้วยื่นให้กู้หนิงซีทันที
เมื่อได้ยินจากเสียงในใจของเด็กสาวว่าเธอไม่ต้องการกลับไปที่ตระกูลกู้ กู้หงอี้จึงตัดสินใจที่จะยืนยันความสัมพันธ์ของพวกเขาให้ชัดเจนเสียก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
กู้หนิงซีรู้อยู่แล้วว่านั่นคืออะไร แต่เธอก็รับมาดูอยู่ดี บนนั้นระบุชัดเจนว่ามีความเป็นพ่อลูกกันถึง 98.9999%
【พ่อนี่เก่งจริงๆ แฮะ! แอบไปเอาตัวอย่างของฉันมาได้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? สมกับเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งจริงๆ! สุดยอด!! แต่แบบนี้มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของฉันไม่ใช่เหรอ? ถ้าฉันฟ้องเขา ฉันจะชนะไหมนะ?】
กู้หงอี้: พ่ออยากจะรับลูกสาวกลับมา แต่ลูกกลับคิดจะฟ้องพ่อเนี่ยนะ?
【ช่างเถอะ จะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม? สู้ปล่อยจอยใช้ชีวิตชิลล์ๆ ดีกว่าไหม?】
ขณะที่กู้หนิงซีก้มหน้าดูรายงาน ผลความคิดในหัวของเธอก็ตีกันวุ่นวายไปหลายตลบ ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมองกู้หงอี้ด้วยความสงบนิ่งและเอ่ยถามหยั่งเชิง
"หมายความว่ายังไงคะ?"
"ในเมื่อเธอเป็นลูกสาวสายเลือดแท้ๆ ของฉัน ฉันก็ย่อมต้องพาเธอกลับตระกูลกู้ จะปล่อยให้ลูกสาวของฉัน... ลูกสาวของกู้หงอี้ ต้องทนตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกต่อไปได้ยังไง"
กู้หงอี้มองกู้หนิงซีและพูดด้วยความจริงใจ แม้ว่าในใจจะแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ก็ตาม
ถ้าเด็กนี่ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ล่ะก็ เขาคงอยากจะจับมาตีก้นให้เข็ด มีใครที่ไหนคิดจะฟ้องพ่อตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันบ้าง?
ถ้าเป็นคนอื่นได้มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งมาเป็นพ่อ คงจุดประทัดฉลองกันไปแล้ว แต่ยัยเด็กคนนี้กลับเมินเฉยไม่แยแสเลยสักนิด
"ฉันได้ยินมาว่าตระกูลกู้มีลูกสาวอยู่แล้วคนหนึ่งนี่คะ ถ้าคุณพาฉันกลับไป ไม่กลัวว่าเธอจะเสียใจเหรอ?" กู้หนิงซีเลิกคิ้วถามอย่างตรงไปตรงมา
กู้หนิงซีไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดของเขาเลยสักนิด ในนิยาย กู้หงอี้คนนี้ก็เป็นพวกลุ่มหลงกู้รั่วหลานหัวปักหัวปำเหมือนกัน ตอนหลังพอถูกกู้รั่วหลานใส่ร้าย เขาก็เชื่อสนิทใจและหมางเมินเจ้าของร่างเดิมไปเลยอย่างสิ้นเชิง
"รั่วหลานเป็นเด็กเชื่อฟังและจิตใจดี เธอจะต้องดีกับลูกแน่ๆ"
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หนิงซี กู้หงอี้ก็คิดว่าเธอกังวลว่ารั่วหลานจะไม่ต้อนรับ เขาจึงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม
ส่วนเรื่องที่กู้หนิงซีเคยพูดในใจว่ารั่วหลานจะทำร้ายพวกเขานั้น เขาก็ยังคงไม่เชื่ออยู่ดี ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็เลี้ยงดูเธอมาหลายปี ย่อมต้องรู้นิสัยใจคอของเธอเป็นอย่างดี
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา กู้หนิงซีก็คร้านที่จะพูดอะไรต่อ
【เชื่อฟัง? จิตใจดี? นั่นเป็นเรื่องตลกที่ขำที่สุดที่ฉันเคยได้ยินมาเลยล่ะ ถ้าเธอจิตใจดีจริง สุดท้ายจะทำให้ตระกูลกู้ล่มจมบ้านแตกสาแหรกขาดได้ยังไง? ตาบอดทั้งบ้านจริงๆ ด้วย! หมดทางเยียวยาแล้ว!】
กู้หนิงซีทนดูความมืดบอดนี้ไม่ไหวและเริ่มลังเล ไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจเข้าตระกูลกู้ของตัวเองนั้นถูกหรือผิด สองสามนาทีต่อมา เธอก็เงยหน้าขึ้นมองกู้หงอี้และตอบกลับอย่างจริงจังว่า
"ตกลงค่ะ! ฉันยอมกลับตระกูลกู้"
กู้หงอี้: ... นี่เขาไปตาบอดใจบอดตอนไหนกัน?
... บริเวณหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลกู้ กู้หนิงซีจ้องมองคฤหาสน์สไตล์ยุโรปตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกายวาววับ
【อ๊ากกก! รู้อย่างนี้ว่าตระกูลกู้อาศัยอยู่ในย่านที่หรูหราที่สุดในเมือง A แถมยังเป็นคฤหาสน์เดี่ยวซะด้วย ฉันน่าจะรีบมาแสดงตัวรับญาติให้เร็วกว่านี้! ป่านนี้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของฉันคงเริ่มต้นไปตั้งนานแล้ว! แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป รีบกอบโกยเงินทองให้ได้เยอะๆ ก่อนที่ตระกูลกู้จะล้มละลายดีกว่า ถึงตอนนั้นฉันก็ยังสามารถใช้ชีวิตเป็นปลาเค็มต่อไปได้ ฮี่ๆ!!!!】
สีหน้าของกู้หนิงซียังคงเรียบเฉย แต่ภายในใจนั้นตื่นเต้นจนแทบเนื้อเต้น เสียงดีดลูกคิดรางแก้วในใจของเธอดังลั่นเสียจนกู้หงอี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังได้ยิน
มุมปากของกู้หงอี้กระตุกยิกๆ รู้สึกเหมือนขาดทุนยังไงชอบกลที่รับลูกสาวคนนี้กลับมา! ทำไมยัยเด็กนี่ถึงเอาแต่แช่งให้ตระกูลกู้ล้มละลายอยู่ได้?
"อะแฮ่ม! เข้าไปข้างในกันเถอะ!"
ขืนปล่อยให้เธอพูดต่อไป มีหวังทรัพย์สมบัติของบ้านเขาได้พินาศหมดแน่!
กู้หงอี้เดินนำหน้าไป กู้หนิงซีดึงสติกลับมาแล้วรีบซอยเท้าเดินตามหลังไปติดๆ เธอหันมองซ้ายมองขวาไปทั่วราวกับยายหลิวเข้าสวนต้ากวาน ตื่นตาตื่นใจไปกับทุกสิ่งที่เห็น
ทั้งสองเดินเข้าไปในคฤหาสน์สุดหรู โดยมีแม่บ้านหลายคนกำลังทำความสะอาดอยู่ กู้หนิงซีเดินตามกู้หงอี้เข้าไปในห้องนั่งเล่น และเห็นหญิงสาวสองคนกับชายหนุ่มอีกหนึ่งคนกำลังนั่งคุยหัวเราะกันอย่างอบอุ่นอยู่บนโซฟา
เมื่อเห็นพวกเขาก้าวเข้ามา ทั้งสามคนก็หันมามองพร้อมกันด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทั้งสามคนได้เห็นใบหน้าของกู้หนิงซี
ภายใต้สายตาที่จ้องมองมา กู้หนิงซียังคงเดินตามกู้หงอี้เข้าไปหาทั้งสามคนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ในขณะเดียวกันก็แอบประเมินพวกเขาอยู่ในใจ กะจะรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
หลังจากกวาดสายตามองอย่างรวดเร็ว เธอก็เมินคนสองคนที่ขนาบข้าง แล้วจ้องเขม็งไปที่คนที่นั่งอยู่ตรงกลาง ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที
【คนที่นั่งอยู่ตรงกลางคือแม่ของฉันงั้นเหรอ? สวยหยดย้อยไปเลย! ทั้งเครื่องหน้าที่งดงาม ผิวพรรณที่ขาวผ่อง และรูปร่างที่เป๊ะปังขนาดนั้น จุ๊ๆ! พ่อทำบุญด้วยอะไรมาเนี่ย? ถ้าเป็นฉัน คงฟินตายไปแล้ว? ดูเหมือนฉันจะได้ความสวยนี้มาจากแม่สินะ มิน่าล่ะเด็กคนนี้ถึงได้เกิดมาสวยสะท้านขนาดนี้ กำไรชัดๆ!】
พอได้เห็นคนสวย กู้หนิงซีก็ถึงกับก้าวขาไม่ออก แทบจะน้ำลายหกอยู่รอมร่อ ก็ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบมองของสวยๆ งามๆ?
กู้หงอี้ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อไม่กี่วันก่อนยัยเด็กนี่ยังชมว่าพ่ออย่างเขาหล่ออยู่เลยไม่ใช่หรือไง? นี่เปลี่ยนใจซะแล้วเหรอ? ใจคนเรามันจะเปลี่ยนเร็วไปไหม!
ใครพูดน่ะ?
ชิวเสวี่ยถิงกับชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ต่างก็ชะงักงัน พวกเขามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง แต่ก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ ชิวเสวี่ยถิงไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก เธอรวบรวมสติแล้วหันไปมองเด็กสาวที่สามีพามาด้วย ก่อนจะเอ่ยถามว่า
"คุณคะ เธอคือ...?"
ชิวเสวี่ยถิงตกตะลึงทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของกู้หนิงซี ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวของเธอ และการเอ่ยถามกู้หงอี้ในเวลานี้ก็เพื่อต้องการยืนยันบางสิ่งบางอย่าง!
เธอเงยหน้าขึ้นและจ้องมองสามีอย่างใจจดใจจ่อเพื่อรอฟังคำตอบ
"เธอคือลูกสาวสายเลือดแท้ๆ ของเรา ชื่อกู้หนิงซี ปีนั้นตอนที่คุณคลอดหนิงซี มีคนสลับตัวหนิงซีกับรั่วหลาน ทำให้หนิงซีต้องตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกมาถึงสิบแปดปี ตอนนี้ตามตัวเธอพบแล้วล่ะ"
กู้หงอี้อธิบายอย่างเรียบง่าย ทว่ามันกลับเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นตั้งตัวไม่ติด และใบหน้าของทั้งสามคนก็พลันซีดเผือดลง