- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาถูกอ่านใจ พี่ชายทั้งห้าดันมาขโมยไอเดียไปใช้กันฟรีๆ
- บทที่ 4 ไม่ได้อัดคนมานานเกินไปแล้ว
บทที่ 4 ไม่ได้อัดคนมานานเกินไปแล้ว
บทที่ 4 ไม่ได้อัดคนมานานเกินไปแล้ว
ทว่ากู้หนิงซีไม่ได้สนใจเสียงฮือฮารอบข้างเลยแม้แต่น้อย เพราะหมัดของโจวเชียนพุ่งมาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
กู้หนิงซีไม่แม้แต่จะกะพริบตา ในจังหวะที่หมัดนั้นกำลังจะกระแทกหน้า เธอพลันเอนตัวหลบไปด้านหลัง ยกมือขึ้นคว้าหมัดของโจวเชียนเอาไว้ แล้วเตะผ่าหมากเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ของเขาอย่างจัง
"โอ๊ย!!!"
"ซี๊ดดด!"
เสียงร้องโหยหวนของโจวเชียนดังก้องไปทั่วทั้งกองถ่ายในทันที พร้อมกับเสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่จากคนรอบข้าง ผู้ชายบางคนถึงกับเสียวสันหลังวาบและยกมือขึ้นกุมจุดอ่อนไหวของตัวเองโดยสัญชาตญาณ ยัยเด็กคนนี้ลงมือได้โหดเหี้ยมจริงๆ
เมื่อกู้หงอี้เห็นฉากนี้ ประกายแห่งความพึงพอใจก็พาดผ่านดวงตา สมแล้วที่เป็นลูกสาวของเขา
หลังจากเตะออกไปแล้ว กู้หนิงซียังไม่หยุดแค่นั้น เธอเริ่มเปิดฉากยำใหญ่ใส่โจวเชียนอยู่ฝ่ายเดียว เล็งโจมตีเฉพาะจุดที่ทำให้เจ็บปวดที่สุด
"ไอ้เวรเอ๊ย แม่ทนแกมานานแล้วนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเงินเดือนอันน้อยนิดนั่น ฉันคงอัดแกไปตั้งนานแล้ว! สารรูปอย่างแกยังกล้ามาคิดอกุศลกับฉันอีกเหรอ? ทำไมไม่ชะโงกดูเงาตัวเองในน้ำบ้างล่ะ? สมน้ำหน้าแล้วที่โดนสวมเขา! สันดานแบบนี้ยังคิดจะมาตีฉันอีกงั้นเหรอ? ลุกขึ้นมาสิ! ลุกมาตีฉันเลย!"
ยิ่งพูดกู้หนิงซีก็ยิ่งโมโห และยิ่งลงไม้ลงมือหนักขึ้นเรื่อยๆ
คนของตระกูลกู้ในกองถ่ายอยากจะเข้าไปห้ามทัพ แต่ทุกคนต่างก็หันไปมองกู้หงอี้เป็นตาเดียว ในเมื่อบอสใหญ่ยังไม่เอ่ยปาก แล้วใครจะกล้าขยับล่ะ? กลุ่มคนเหล่านั้นจึงได้แต่มองโจวเชียนที่นอนกองอยู่บนพื้นด้วยความเวทนา
จะไปหาเรื่องใครไม่หา ดันมาหาเรื่องแม่เสือสาว แถมยังเป็นแม่เสือสาวที่อาจจะมีแบ็คอัพทรงพลังหนุนหลังอยู่อีก!
โจวเชียนที่นอนร้องโอดโอยถูกทุบตีอยู่บนพื้นเจ็บปวดจนน้ำตาแทบเล็ด เขาหมายตายัยเด็กนี่มานานแล้ว แต่เธอก็ฉลาดเป็นกรดและไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามเลยสักนิด
วันนี้เขาอุตส่าห์ฉวยโอกาสกะจะสั่งสอนให้เธอหลาบจำ เพื่อที่วันหลังจะได้เกรงกลัวเขา แล้วหลังจากนั้นเขาจะทำอะไรตามใจชอบก็ได้ไม่ใช่หรือไง?
ใครจะไปรู้ล่ะว่ายัยเด็กนี่แกล้งทำตัวอ่อนแอมาตลอด? บทจะโหดก็โหดเหี้ยมซะขนาดนี้!
ตอนนี้โจวเชียนรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ไปกระตุกหนวดแม่เสือตัวนี้เข้า
"โอ๊ย! เลิกตีฉันเถอะ เลิกตีได้แล้ว! ท่านบรรพชน ฉันผิดไปแล้ว ฉันผิดไปแล้วจริงๆ"
โจวเชียนถูกอัดจนน่วมและในที่สุดก็ต้องเอ่ยปากร้องขอความเมตตา เขาเจ็บร้าวไปทั้งตัว โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ที่ปวดหนึบจนแทบทนไม่ไหว เขาจะพิการไหมเนี่ย?
โจวเชียนหวาดกลัวจนแทบเสียสติ!!!
กู้หนิงซีเองก็เริ่มเหนื่อยจากการอัดคน เธอเตะซ้ำเข้าไปแรงๆ อีกสองสามทีก่อนจะหยุดมือ ยืดตัวขึ้นยืนตรง ปัดมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันพลางพึมพำว่า
"ไม่ได้ลงไม้ลงมือกับใครมาพักใหญ่ ฝืดไปหน่อยแฮะ"
โจวเชียนที่นอนอยู่บนพื้นตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากด่าทอ ได้แต่นอนแกล้งตายอยู่อย่างนั้น
"หนิงซี?"
น้ำเสียงตกตะลึงของเซวียเฟยดังขึ้น กู้หนิงซีจึงหันขวับไปมอง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแข็งทื่อไปในทันที
"จบกัน! จบเห่แล้ว! งานที่อุตส่าห์รักษาไว้มาตั้งหนึ่งเดือนปลิวหายไปอีกแล้ว! อดกินซี่โครงหมูตุ๋นของป้าหลิว อดเมาท์มอยกับพี่เฟย แถมที่สำคัญที่สุด... เธอจะต้องกลับไปเป็นยาจกอีกแล้ว!"
ตอนนี้กู้หนิงซีแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ
กู้หงอี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หลังจากผ่านไปหลายวัน ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง
เสี่ยวติง: "ฉันเตือนเจ้านายไปแล้วนะ แต่คุณมัวแต่เมามันกับการต่อยตีจนไม่ได้ยินเองนี่นา แต่ถ้าเจ้านายตั้งใจทำภารกิจให้ดี เจ้านายก็จะมีเงินไม่ใช่หรือไง? ทีนี้ก็ไม่ต้องกลัวตกงานแล้วด้วย!"
"ไม่ต้องมาพูดดีตอนหลังเลย ยังไงซะถ้าฉันไม่มีเงิน ฉันก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำภารกิจหรอก แล้ว KPI ของนายก็จะไม่มีทางบรรลุเป้าหมาย ถ้าไม่บรรลุเป้าหมาย นายก็กลับไปไม่ได้เหมือนกันแหละ!" กู้หนิงซีตอกกลับอย่างหัวเสีย
กู้หงอี้จ้องมองกู้หนิงซีด้วยประกายตาวูบไหว ภารกิจงั้นเหรอ? ภารกิจอะไรกัน?
เสี่ยวติง: ...?
มันอยากจะบ้าตาย!!!
ตั้งแต่ผูกมัดกับเจ้านายคนนี้ เธอมีเงินติดตัวมากสุดก็แค่ไม่กี่ร้อยหยวน ตอนนี้จนกรอบถึงขนาดต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิตทุกวัน! พอพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทำภารกิจเพื่อหาเงิน เธอกลับบอกว่าไม่มีเงินก็เลยไม่มีแรงจูงใจ วนกลับมาอีหรอบเดิมเสียอย่างนั้น น่าโมโหชะมัด!
กู้หนิงซีทำเอาระบบถึงกับต้องขอปลีกวิเวกไปสงบสติอารมณ์!
พอไม่มีเสียงบ่นจู้จี้ของเสี่ยวติง หูของกู้หนิงซีก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง เธอรีบปรับสีหน้าให้เป็นรอยยิ้มการค้า แสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วหันไปมองทุกคนพร้อมกับทักทายอย่างมีมารยาท
"แหะๆ ผู้กำกับกัว! กู้อิ่งตี้! ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่กันหมดเลยล่ะคะ? มีอะไรให้ฉันรับใช้หรือเปล่าคะ? สั่งมาได้เลยค่ะ!"
บรรดาไทยมุงที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับพูดไม่ออก หากไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง ท่าทางว่านอนสอนง่ายของกู้หนิงซีในตอนนี้ ก็แทบจะทำให้คิดไปว่าคนที่เพิ่งลงมืออัดคนเมื่อครู่ไม่ใช่เธอเสียอย่างนั้น
"กู้หนิงซี ฉันไม่ได้มาหาเธอ ประธานกู้ต่างหากที่มาหาเธอ!"
ผู้กำกับกัวสูดหายใจเข้าลึก ข่มอารมณ์กรุ่นโกรธเอาไว้ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มฝืนๆ
มีคนมาก่อเรื่องวิวาทในกองถ่ายของเขาแบบนี้ จะให้ยิ้มออกก็บ้าแล้ว เขาไปพลาดท่ารับคนโหดเหี้ยมแบบนี้เข้ามาอยู่ในกองถ่ายตอนไหนกันเนี่ย?
ทันทีที่กู้หนิงซีได้ยินคำว่าประธานกู้ เธอก็สังเกตเห็นกู้หงอี้ยืนนิ่งสนิทอยู่ข้างๆ พวกเขา
"ทำไมคุณพ่อสุดหล่อของฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?"
กู้หนิงซีเลิกคิ้ว สบตากับกู้หงอี้ตรงๆ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"คุณลุงมาหาฉันเหรอคะ?"
เมื่อกู้หงอี้ได้ยินคำว่า "คุณพ่อสุดหล่อ" ประกายความขบขันก็พาดผ่านดวงตา ดังนั้นเมื่อกู้หนิงซีเปลี่ยนมาเรียกเขาว่า "คุณลุง" ในตอนนี้ เขาจึงรู้สึกจนใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังพยักหน้ารับ
"อืม! มาหาเธอนั่นแหละ!"
กู้หนิงซีลอบสังเกตสีหน้าของเขา หัวใจพลันกระตุกวูบ ลางสังหรณ์ไม่ดีแล่นริ้วขึ้นมาทันที
"จบกัน จบเห่แน่ เสี่ยวติง กู้หงอี้คงไม่ได้จับสังเกตอะไรได้หรอกใช่ไหม?"
เสี่ยวติง: "เจ้านาย เป็นเพราะการปรากฏตัวของคุณ ทำให้เนื้อเรื่องเบี่ยงเบนไปมากก็จริง แต่อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด และพล็อตเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้นก็จะดึงให้คุณต้องไปเผชิญหน้ากับมันอยู่ดี นี่คือกฎของการทะลุมิติ" เสี่ยวติงเปลี่ยนท่าทีจากปกติและเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"สรุปก็คือแม่สาวคนนี้เหนื่อยเปล่ามาตลอดหนึ่งปีเต็มงั้นสิ? ทำไมแกไม่บอกตั้งแต่เมื่อเดือนก่อนเล่า? ฉันจะได้บุกไปแสดงตัวรับญาติที่ตระกูลกู้ให้มันจบๆ ไป! ปล่อยให้ฉันต้องทนทนกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมาอีกตั้งหนึ่งเดือนเนี่ยนะ!"
กู้หนิงซีอยากจะบีบคอระบบให้ตายคามือ เธอไม่อยากไปอยู่ตระกูลกู้และต้องรับมือกับพวกคนตระกูลกู้ที่ตาบอดและไร้หัวใจพวกนั้นหรอกนะ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ทำไมเธอจะไม่ตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดล่ะ? ตระกูลกู้คือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งเชียวนะ! ในฐานะลูกสาวสายเลือดแท้ๆ ต่อให้ไม่เป็นที่รัก อย่างน้อยเธอก็ต้องได้รับผลประโยชน์กลับมาบ้างเป็นกอบเป็นกำไม่ใช่หรือไง?
ส่วนกู้รั่วหลานน่ะเหรอ? เธอไม่เชื่อหรอกว่าคนที่ผ่านชีวิตมาแล้วถึงสองชาติภพอย่างเธอ จะสู้รบตบมือกับยัยชาเขียวนั่นไม่ได้!
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้สุดท้ายแล้วจะเปลี่ยนแปลงจุดจบไม่ได้ แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีเงิน! เธอสามารถหอบเงินก้อนโตชิ่งหนีออกจากตระกูลกู้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วไปใช้ชีวิตอิสระสุขสบายของตัวเองได้ไม่ใช่หรือไง?
เมื่อคิดตกแล้ว กู้หนิงซีก็ไม่ตื่นตระหนกหรือกระวนกระวายใจอีกต่อไป เธอมองกู้หงอี้ราวกับกำลังมองเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง!
กู้หงอี้มองการแสดงออกของกู้หนิงซี แววตาของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม ลูกสาวของเขาไม่เพียงแต่กล้าหาญ แต่ยังมีสติปัญญาเฉียบแหลม เธอสามารถชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และตัดสินใจเลือกหนทางที่ถูกต้องที่สุดได้ในเวลาอันสั้น
มุมปากของเขาหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะละสายตาออกไป แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรกับกู้หนิงซี กลับหันไปมองผู้กำกับกัวที่อยู่ข้างๆ แทน
ผู้กำกับกัวตั้งสติได้ทันทีและเอ่ยด้วยความเคารพ
"ประธานกู้ เชิญพวกคุณสองคนไปคุยกันที่ห้องพักของผมได้เลยครับ ทางนี้เดี๋ยวผมจัดการเอง"
กู้หงอี้พยักหน้ารับ ปรายตามองกู้หนิงซีแวบหนึ่ง แล้วเดินตามคนของผู้กำกับกัวไป
กู้หนิงซีกะพริบตาปริบๆ เขาเป็นคนพูดน้อยสมกับเป็นซีอีโอตัวแบบจริงๆ! กู้หนิงซียู่ปากเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามไป
หลังจากพวกเขากลุ่มนั้นเดินจากไป คนของตระกูลกู้ที่อยู่ในกองถ่ายก็เริ่มซุบซิบนินทากัน
"ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน? รู้จักมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมือง A ได้ยังไงเนี่ย?"
"เด็กนี่อยู่ฝ่ายอุปกรณ์ประกอบฉากน่ะ ฉันเคยเห็นตอนไปเบิกของ หน้าตาดีเอาเรื่องเลยล่ะ หรือว่าเธอจะพยายามปีนเตียงไต่เต้ากันนะ?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ วงการบันเทิงมันก็เน่าเฟะแบบนี้แหละ"
"นี่! เซวียเฟย เธอรู้หรือเปล่าว่ากู้หนิงซีไปรู้จักกับประธานกู้ได้ยังไง?"
หญิงสาวคนหนึ่งที่รู้จักกับเซวียเฟยขยับเข้ามากระซิบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น พลางสะกิดเซวียเฟยที่ยังคงยืนอึ้งอยู่
"หา? ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน!"
เซวียเฟยได้สติกลับมาและส่ายหน้าปฏิเสธ