- หน้าแรก
- เกิดใหม่พร้อมวิชามังกรข้าจะกลืนกินพวกเจ้าก้าวสู่ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่ง
- บทที่ 30 มังกรคะนองศึก
บทที่ 30 มังกรคะนองศึก
บทที่ 30 มังกรคะนองศึก
"ไอ้เดรัจฉานนี่เก่งกาจถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
หวังฉางตงที่แอบดูอยู่ก็มีสีหน้าหวาดหวั่นเช่นกัน ความเร็วในการพัฒนาของหลินเหยียนช่างรวดเร็วเกินไปแล้ว ตอนที่เขาปะทะกับหลินเหยียนครั้งก่อน หลินเหยียนแทบจะต้องงัดไพ่ตายออกมาทั้งหมดเพื่อสะกดข่มเขา
นี่มันผ่านไปแค่เท่าไหร่เอง ดูเหมือนจะยังไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ เขากลับสามารถปะทะกับเฉียวปี้หลัวได้อย่างสูสีแล้ว ส่วนตัวเขากลับยังคงย่ำอยู่กับที่ หากเปลี่ยนเป็นเขาที่ต้องรับฝ่ามือของเฉียวปี้หลัวเมื่อครู่ เขาคงถูกกระแทกจนกระอักเลือดเป็นแน่
"ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่ สายนอกมีอัจฉริยะอย่างเจ้าโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่"
ใบหน้างดงามของเฉียวปี้หลัวเคร่งเครียดขึ้นมาทันที อย่าเห็นว่านางเอาแต่ใจทว่านางก็ไม่ใช่คนโง่ นางรู้ดีว่าตนเองมีความแข็งแกร่งเพียงใด และนางก็รู้ด้วยว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณสมุทรขั้นสามคนหนึ่งหากคิดจะต้านทานการโจมตีของนางได้นั้นมันยากลำบากสักเพียงไหน
ยิ่งไปกว่านั้นหลินเหยียนไม่ได้แค่ต้านทานการโจมตีของนางได้ ทว่าเขายังสวนกลับจนนางต้องถอยร่นไปอีกด้วย!
แม้ว่าการโจมตีเมื่อครู่นางจะใช้พลังไปไม่ถึงสามส่วนก็ตาม
"หลินเหยียน" หลินเหยียนตอบกลับ
"ที่แท้เจ้าก็คือคนที่กำลังเป็นที่โจษจันไปทั่วสายนอกในช่วงนี้นี่เอง!"
เห็นได้ชัดว่าเฉียวปี้หลัวเองก็เคยได้ยินชื่อของหลินเหยียนมาก่อน ทว่านางกลับไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันแววตาของนางกลับลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้
"เดิมทีคุณหนูอย่างข้าก็กะจะไปหาเรื่องประมือกับเจ้าอยู่พอดี คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะโผล่มาให้เจอด้วยตัวเอง วันนี้ช่างเหมาะเจาะนัก พวกเรามาประลองกันสักตั้งดีกว่า หากเจ้าเอาชนะข้าได้ เคล็ดวิชากระบี่มังกรทัณฑ์สวรรค์เล่มนี้ก็ยกให้เจ้าไปเลย!"
แม้นางจะเป็นสตรี ทว่ากลับเป็นพวกบ้าการต่อสู้ นางชอบประลองฝีมือกับผู้อื่นเป็นที่สุด ยิ่งได้เห็นอัจฉริยะผู้เป็นที่โปรดปรานของสวรรค์อย่างหลินเหยียน จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ในใจนางก็ยิ่งลุกโชน
ตูม! กลิ่นอายระดับปราณสมุทรขั้นเก้าแผ่ซ่านออกจากร่างของเฉียวปี้หลัว มันดูราวกับมังกรเจียวสีเขียวตัวหนึ่งซึ่งทรงพลังจนทำให้หอคัมภีร์ทั้งหลังถึงกับสั่นสะเทือน
โชคดีที่ภายในหอคัมภีร์มีค่ายกลอักขระยันต์ปกป้องอยู่ ทันทีที่ค่ายกลทำงาน มันก็ปกป้องเคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ทั้งหมดเอาไว้อย่างรวดเร็ว
"ข้าไม่อยากสู้กับเจ้า ... "
หลินเหยียนขมวดคิ้ว เขาไม่อยากเข้าไปพัวพันกับลูกหลานตระกูลใหญ่เหล่านี้เลย หากเข้าไปพัวพันเมื่อใดก็รังแต่จะมีเรื่องยุ่งยากตามมาไม่จบไม่สิ้น
"เจ้าไม่สู้ งั้นคุณหนูอย่างข้าก็จะซ้อมเจ้า ซ้อมเจ้าให้หมอบลงไปเลย!"
เฉียวปี้หลัวหัวเราะเย็นชาก่อนจะซัดหมัดเข้าใส่หลินเหยียน
โฮก! หมัดนี้ถึงกับแฝงไปด้วยเสียงมังกรคำรามดังก้อง ราวกับมังกรเจียวกำลังพลิกตัว
"นี่มันเพลงหมัดมังกรเขียว ทักษะยุทธ์ระดับเร้นลับขั้นสูง นี่เป็นถึงเพลงหมัดของสายใน ศิษย์น้องเฉียวกลับฝึกมันจนสำเร็จได้เชียวหรือ"
เสียงฮือฮาดังระงมไปทั่วบริเวณ
สาเหตุที่สำนักกระบี่มังกรสวรรค์ได้ชื่อนี้มา ก็เพราะภายในสำนักมีเคล็ดวิชามากมายที่เกี่ยวข้องกับมังกร ทว่าวิชาที่เกี่ยวข้องกับมังกรในสายนอกกลับมีน้อยมาก
โดยทั่วไปแล้วมีเพียงเคล็ดวิชาของสายในเท่านั้นที่จะสามารถระเบิดพลังมังกรออกมาได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณหนูตระกูลใหญ่อย่างเฉียวปี้หลัวถึงต้องมาแย่งชิงเคล็ดวิชากระบี่มังกรทัณฑ์สวรรค์กับผู้อื่น แม้เคล็ดวิชากระบี่มังกรทัณฑ์สวรรค์จะเป็นเพียงทักษะยุทธ์ระดับเร้นลับขั้นสูง ทว่าด้วยการแฝงพลังมังกรเอาไว้ ต่อให้นำไปเทียบกับเคล็ดวิชากระบี่ระดับเร้นลับขั้นสมบูรณ์แบบก็ยังไม่ด้อยไปกว่ากันเลย
เพลงหมัดมังกรเขียวพุ่งทะยานเข้าครอบคลุมร่างของหลินเหยียน
"รอยประทับหมัดมังกรโลหิต!"
หลินเหยียนสัมผัสได้ถึงวิกฤตความเป็นความตาย เขารู้ดีว่าศึกนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ทำได้เพียงต้องเผชิญหน้าเท่านั้น ปราณสมุทรสีทองภายในร่างพลิกตลบก่อนจะจำแลงกายเป็นมังกรทองตัวหนึ่ง
โฮก!
รอยประทับหมัดมังกรโลหิตขั้นที่สิบ อานุภาพเทียบเท่ากับทักษะยุทธ์ระดับเร้นลับขั้นสมบูรณ์แบบ!
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่หลินเหยียนฝึกฝนคือเคล็ดวิชาเก้ามังกรกลืนนภา ในวิถีแห่งมังกรนั้นเขาย่อมมีความบริสุทธิ์มากกว่า สิ่งนี้แข็งแกร่งกว่าพลังมังกรที่แฝงอยู่ในเพลงหมัดของเฉียวปี้หลัวอย่างเทียบไม่ติด
มังกรศักดิ์สิทธิ์สีทองอ้าปากกว้าง มันกลืนกินเพลงหมัดมังกรเขียวนั้นเข้าไปจนหมดสิ้น
"รับเพลงหมัดมังกรเขียวของข้าได้อย่างง่ายดายเชียวหรือ"
เฉียวปี้หลัวตกตะลึงอย่างหนัก หมัดเมื่อครู่นี้นางแทบจะใช้พลังไปถึงแปดส่วนแล้ว มันมากพอที่จะสังหารผู้ฝึกยุทธ์ในระดับเดียวกันได้ในพริบตา ทว่ากลับไม่อาจทำอันตรายหลินเหยียนได้เลย
หลินเหยียนผู้นี้มีดีไม่เบาเลยจริงๆ!
"เอาล่ะ ข้าชนะแล้ว ข้าจะเอาทักษะยุทธ์เล่มนี้ไปล่ะนะ"
หลินเหยียนกล่าว
"ก็แค่รับกระบวนท่าข้าได้กระบวนท่าเดียวเท่านั้น หากเจ้าสามารถต้านทานกระบวนท่าต่อไปของข้าได้ ข้าถึงจะยอมปล่อยเจ้าไปจริงๆ!"
เฉียวปี้หลัวกัดฟันแน่น นางไม่อยากจะยอมแพ้ง่ายๆ
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะยุทธ์เล่มเดียวเท่านั้น ทว่ามันยังเกี่ยวข้องกับแก่นแท้แห่งวิถียุทธ์ของนางด้วย ในฐานะธิดาแห่งสวรรค์ของตระกูลเฉียว นางจะมายอมแพ้ให้กับเด็กหนุ่มที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าได้อย่างไร!
"เคล็ดวิชาต่อสู้มังกรเขียว มังกรคะนองศึก!"
ลมปราณสีเขียวควบแน่น มังกรเขียวแปดตัวพุ่งทะยานออกจากร่างของเฉียวปี้หลัว
"เพื่อจัดการกับหลินเหยียน ศิษย์น้องเฉียวปี้หลัวถึงกับงัดเคล็ดวิชาต่อสู้มังกรเขียวออกมาใช้เลยเชียวหรือ!"
ศิษย์สายนอกอาวุโสบางคนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เคล็ดวิชาต่อสู้มังกรเขียวนี้เป็นหนึ่งในสี่ทักษะยุทธ์ระดับปฐพีของสายใน ถูกครอบครองโดยสี่ตระกูลใหญ่แห่งสายใน ศิษย์สายในทั่วไปไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะฝึกฝนมัน
สิ่งที่เฉียวปี้หลัวฝึกฝนอยู่นั้นย่อมไม่ใช่เคล็ดวิชาต่อสู้มังกรเขียวฉบับสมบูรณ์อย่างแน่นอน เคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์นั้นอย่างน้อยต้องบรรลุระดับวิญญาณสมุทรถึงจะฝึกฝนได้
ทว่าต่อให้เป็นเพียงวิชาบางส่วน แต่ด้วยพื้นฐานของมันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ทักษะยุทธ์ระดับเร้นลับทั่วไปจะสามารถเทียบเคียงได้อย่างแน่นอน
โฮก! มังกรเขียวทั้งแปดร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าราวกับค่ายกลสังหาร พวกมันกักขังหลินเหยียนเอาไว้ภายใน
คลื่นพลังของมังกรเขียวแต่ละตัวล้วนทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณสมุทรขั้นเก้าต้องสั่นสะท้าน เมื่อมังกรเขียวทั้งแปดตัวรวมพลังกัน ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับปราณสมุทรขั้นเก้าจุดสูงสุดก็ยังต้องยำเกรงอยู่ถึงสามส่วน
"ทักษะยุทธ์วิชานี้ ค่อนข้างจะอันตรายอยู่ไม่น้อย!"
หลินเหยียนขมวดคิ้วแน่น เขาแทบไม่เคยสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากคนรุ่นเดียวกันเลย ทว่าเฉียวปี้หลัวในยามนี้กลับมอบแรงกดดันนั้นให้กับเขา
นางคือบุคคลระดับลูกรักของสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย หาใช่อัจฉริยะสายนอกดาดๆ อย่างที่เขาเคยพบเจอมาก่อน
"หลินเหยียน ส่งเคล็ดวิชากระบี่มังกรทัณฑ์สวรรค์มาเสีย แล้วยอมก้มหัวขอโทษข้า คุณหนูอย่างข้าจะยอมปล่อยเจ้าไป เจ้าว่าดีหรือไม่"
เฉียวปี้หลัวท้าวสะเอวอย่างได้ใจ ราวกับกำชัยชนะไว้ในมือแล้ว
นางย่อมเรียกได้ว่ากำชัยชนะไว้ในมือแล้วจริงๆ ท่ามังกรคะนองศึกนี้คือไม้ตายก้นหีบที่ต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาต่อสู้มังกรเขียวจนถึงระดับที่สองจึงจะบรรลุได้ ท่ามกลางศิษย์ดีเด่นระดับแนวหน้าของสายนอก มีไม่ถึงสามคนที่สามารถรับกระบวนท่านี้ได้
หากจะให้แข็งแกร่งกว่านี้ ก็ต้องเป็นระดับศิษย์แกนนำสายนอกแล้ว
และหลินเหยียนก็ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มนั้นอย่างเห็นได้ชัด
"เคล็ดวิชากระบี่มังกรทัณฑ์สวรรค์เล่มนี้ ข้าเอาแน่ ส่วนท่ามังกรคะนองศึกของเจ้านั้น หากข้าคิดจะทำลายมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด!"
หลินเหยียนหัวเราะเยาะ
เขารวบรวมสมาธิประสานอิน คลื่นพลังจิตแผ่ซ่านออกมาเป็นระลอก
เคล็ดวิชายันต์วิญญาณน้อย!
ตอนที่ทะลวงระดับปราณสมุทรขั้นสามครั้งก่อน ความสำเร็จในเคล็ดวิชายันต์วิญญาณน้อยของหลินเหยียนก็เพิ่มพูนตามไปด้วยจนบรรลุถึงระดับสามรอยประทับ
รอยประทับทั้งสามผสานกันกลายเป็นค่ายกลกระบี่ ต่อให้ต้องปะทะกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณสมุทรขั้นเก้าจุดสูงสุดก็ยังต้องหลั่งเลือด!
ตูม! รอยประทับวิญญาณทั้งสามแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่แสงสามเล่มพุ่งทะยานเข้าฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง ค่ายกลที่เกิดจากมังกรเขียวทั้งแปดตัวในตอนแรกยังพอกัดฟันต้านทานไว้ได้ ทว่าเพียงไม่กี่ลมหายใจก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ในที่สุดมันก็ถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่น
เงากระบี่พุ่งทะยานออกไป มันหมุนวนอยู่รอบกายของเฉียวปี้หลัวก่อนจะตัดปอยผมของนางหลุดร่วงลงมาอยู่ในมือของหลินเหยียน แววตาของหลินเหยียนเย็นชา "ครั้งนี้ถือเป็นการเตือน หากครั้งหน้าเจ้ายังมาพัวพันกับข้าอีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!"
"ไอ้คนชั่วช้าสารเลว!"
ใบหน้าของเฉียวปี้หลัวแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ไอ้หมอนี่เอาชนะนางได้ก็แล้วไปเถอะ ทว่ากลับบังอาจตัดผมของนางเพื่อเป็นการหยามเกียรติกันอีก ช่างรังแกกันเกินไปแล้ว
"หึ!"
หลินเหยียนไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหยิบเคล็ดวิชากระบี่มังกรทัณฑ์สวรรค์แล้วเดินจากไปอย่างเยือกเย็น
"ไอ้คนสารเลวหลินเหยียน คุณหนูอย่างข้าจะจำเจ้าไว้!"
เฉียวปี้หลัวจ้องมองด้วยความเคียดแค้น นางทำแก้มป่องทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ไล่ตามไป
กระบวนท่าของหลินเหยียนเมื่อครู่นี้ ภายใต้ระดับศิษย์แกนนำย่อมไร้คู่ต่อสู้ เว้นเสียนางจะทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณสมุทรเพื่อเปลี่ยนลมปราณในร่างให้เป็นพลังวิญญาณทั้งหมด มิฉะนั้นนางย่อมไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย
[จบแล้ว]