- หน้าแรก
- เกิดใหม่พร้อมวิชามังกรข้าจะกลืนกินพวกเจ้าก้าวสู่ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่ง
- บทที่ 28 หอคัมภีร์
บทที่ 28 หอคัมภีร์
บทที่ 28 หอคัมภีร์
"ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว!"
ภายใต้การบดขยี้ของผังค่ายกล เพียงไม่ถึงยี่สิบกระบวนท่า หลี่ชิงซานก็ทนรับไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังก่อนจะร้องขอความช่วยเหลือไปยังทิศทางของอินหลง "อาจารย์ช่วยข้าด้วย!"
"ไอ้สวะไม่ได้เรื่อง!"
อินหลงที่เดิมทียังคงสุขุมเยือกเย็นพลันเปลี่ยนเป็นหน้าดำคร่ำเครียด เขารู้สึกผิดหวังในตัวหลี่ชิงซานจนถึงขีดสุด
ทว่าเขาก็ยังคงยื่นมือเข้าช่วย เขาไม่อาจทนดูศิษย์ของตนถูกสังหารไปต่อหน้าต่อตาได้
ตูม!
พลังของผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิญญาณสมุทรนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เพียงแค่ยื่นมือออกไปค่ายกลกระบี่วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกทำลายลงทันที
ธงค่ายกลทั้งสี่ผืนสั่นไหวอย่างรุนแรงก่อนจะร่วงหล่นกลับคืนสู่มือของหลินเหยียน
ส่วนหลี่ชิงซานที่รอดพ้นความตายมาได้ก็รีบกล่าวขอบคุณอินหลง "ขอบพระคุณอาจารย์!"
"กะอีแค่เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักมาไม่ถึงสามเดือนยังเอาชนะไม่ได้ วันหน้าเจ้าอย่ามาเรียกข้าว่าอาจารย์อีก!"
น้ำเสียงของอินหลงเย็นชาจับขั้วหัวใจ
หลี่ชิงซานหน้าซีดเผือด ทว่าสุดท้ายก็ทำได้เพียงยิ้มขื่นออกมาเท่านั้น
ความพ่ายแพ้ในวันนี้ช่างน่าอับอายขายหน้าเกินไปแล้วจริงๆ
"ผู้อาวุโสอินหลง ท่านเป็นถึงผู้อาวุโสสายนอก ทว่ากลับเข้ามาแทรกแซงการประลองระหว่างศิษย์ด้วยกัน แบบนี้ถือว่าทำผิดกฎหรือไม่"
หลินเหยียนจ้องมองอินหลง
ศิษย์จำนวนไม่น้อยต่างก็หันไปมองอินหลงเช่นกัน ตามกฎของสำนักแล้วบุคคลระดับผู้อาวุโสห้ามก้าวก่ายการต่อสู้ของศิษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อาวุโสรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า
"ในฐานะผู้อาวุโสสายนอก ข้าย่อมไม่อาจทนดูเจ้าสังหารศิษย์คนอื่นไปต่อหน้าต่อตาได้"
อินหลงกล่าวอ้างอย่างมีคุณธรรม
"ข้าเคยพูดตอนไหนว่าจะฆ่าศิษย์พี่หลี่กัน เมื่อครู่มันก็แค่การประลองฝีมือตามปกติเท่านั้น"
หลินเหยียนแย้ง
"ใครจะไปรู้ว่าเจ้าจะประลองฝีมือหรือจะฆ่าคนกันแน่"
อินหลงแค่นเสียงหึ
"จะประลองฝีมือหรือฆ่าคนนั้นตัดสินยาก ทว่าการที่ท่านสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความแค้นระหว่างศิษย์นั้นเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ข้าคิดว่าผู้อาวุโสแห่งหอคุมกฎคงจะให้ความสนใจกับเรื่องพรรค์นี้ไม่น้อยเลย"
หลินเหยียนหัวเราะเยาะ
"เจ้าต้องการอะไรกันแน่ พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า ไม่ต้องมาอ้อมค้อม!"
อินหลงหน้าตึงเครียด
หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหอคุมกฎ ต่อให้เขาเป็นผู้อาวุโสก็คงหนีไม่พ้นการถูกลงโทษ
อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อย สำนักมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกับระดับผู้บริหารมาก หากไม่ระวังแม้แต่นิดเดียวก็อาจเจอโทษหนักชนิดที่ผู้อาวุโสยังต้องปวดใจได้
"ท่านเป็นถึงผู้อาวุโสทว่ากลับมาแทรกแซงการต่อสู้ของข้า มันทำให้จิตใจอันบอบบางของข้าต้องบอบช้ำ ข้าคิดว่าท่านควรจะจ่ายค่าทำขวัญให้ข้าสักหน่อยนะ ... "
หลินเหยียนชี้ไปที่ถุงมิติอันแบนราบของตนพลางส่งยิ้มให้
"นี่ ... ไอ้เด็กนี่กำลังเรียกร้องค่าทำขวัญงั้นหรือ กำลังกรรโชกทรัพย์ผู้อาวุโสเชียวหรือ"
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่รอบๆ ต่างก็เบิกตากว้างมองหลินเหยียนด้วยความตกตะลึง ไอ้หมอนี่มันจะบ้าบิ่นเกินไปแล้ว อินหลงเป็นถึงบุคคลระดับผู้อาวุโสผู้ครอบครองพลังระดับวิญญาณสมุทรเลยนะ!
ต่อให้เป็นศิษย์แกนนำก็ยังไม่กล้าล่วงเกินอินหลงเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกรรโชกทรัพย์เลยด้วยซ้ำ
"ไอ้หนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าการมารีดไถค่าชดเชยจากข้าจะต้องพบกับจุดจบเช่นไร"
อินหลงหน้าเขียวปัดพลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
เขาถึงกับถูกศิษย์สายนอกผู้หนึ่งกรรโชกทรัพย์ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปหน้าตาของเขาคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแน่!
"จุดจบจะเป็นเช่นไรข้าไม่รู้หรอก แต่ข้ารู้ว่าผลที่ตามมาจากการถูกหอคุมกฎตรวจสอบนั้นร้ายแรงมาก"
หลินเหยียนยิ้มหยัน
"ดี ถือว่าเจ้าแน่มาก!"
สุดท้ายอินหลงก็ยอมจำนน เขาโยนขวดกระเบื้องเล็กๆ ใบหนึ่งให้หลินเหยียน
ในฐานะที่เป็นบุคคลระดับผู้อาวุโส เบื้องหลังของเขามีเรื่องไม่โปร่งใสอยู่มากมายนัก หากถูกหอคุมกฎตรวจสอบขึ้นมาจริงๆ แค่มีข่าวลือหลุดออกไปก็ถือเป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่หลวงแล้ว
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสอินที่ยอมควักกระเป๋าจ่าย"
เมื่อหลินเหยียนเปิดถุงมิติออกดู เขาก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
ในนั้นมีโอสถฟื้นปราณสิบเม็ด โอสถฟื้นปราณแต่ละเม็ดมีมูลค่าสามร้อยแต้มสมทบ มันสามารถช่วยฟื้นฟูลมปราณในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว สิบเม็ดก็มีมูลค่าราวสามพันแต้มสมทบหรือเท่ากับหินวิญญาณสามหมื่นก้อน นับว่าไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย
"ไอ้หนู อีกครึ่งเดือนจะถึงงานประลองศิษย์สายนอก ขวังว่าถึงตอนนั้นเจ้าจะยังเก่งกาจได้เหมือนในวันนี้ก็แล้วกัน!"
อินหลงถลึงตาใส่หลินเหยียนอย่างดุร้าย น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยจิตสังหาร ก่อนจะพาตัวอินไห่และหลี่ชิงซานจากไป
"จุ๊ๆ ไอ้เด็กนี่ล่วงเกินผู้อาวุโสอินหลงเสียแล้ว ดูท่าวันหน้ามันคงต้องเจอดีในสำนักอีกเยอะแน่"
ศิษย์หลายคนต่างมองหลินเหยียนด้วยสายตาสมเพช ในสายตาพวกเขาการยอมเป็นศัตรูกับผู้อาวุโสเพียงเพื่อแลกกับค่าชดเชยเล็กน้อยนั้นช่างเป็นการกระทำที่โง่เขลาสิ้นดี
ทว่าหลินเหยียนกลับเพียงแค่ยิ้มรับและไม่ใส่ใจกับความคิดเหล่านั้น
เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้เขาไม่เรียกร้องค่าชดเชยนี้ ตระกูลอินก็ไม่มีทางปล่อยเขาไปอยู่ดี
ความแค้นระหว่างทั้งสองฝ่ายมันลุกลามไปถึงขั้นแตกหักชนิดที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้แล้ว
"ศิษย์น้องหลินเหยียน งานประลองศิษย์สายนอกในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า เจ้าต้องระวังตัวให้ดีนะ"
หวังหลินเดินเข้ามาเตือนด้วยความหวังดี ในเวลานี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยอมเข้าใกล้หลินเหยียน ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็พยายามตีตัวออกห่าง
"ศิษย์พี่หวังหลินมีคำแนะนำอันใดหรือ"
หลินเหยียนเอ่ยถามยิ้มๆ
"ผู้อาวุโสอินหลงมีศิษย์เอกอยู่สามคน หลี่ชิงซานเป็นเพียงคนที่อ่อนแอที่สุดเท่านั้น ส่วนอีกสองคนที่เหลือนั้นคนหนึ่งเป็นถึงศิษย์ดีเด่นระดับแนวหน้า ส่วนอีกคนเป็นถึงศิษย์แกนนำสายนอกเชียวนะ"
หวังหลินยิ้มขื่น
งานประลองศิษย์สายนอกจะจัดขึ้นทุกๆ สามปี การประลองแต่ละครั้งจะอนุญาตให้ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักไม่เกินสามปีเข้าร่วมได้
ยิ่งไปกว่านั้นของรางวัลยังล้ำค่ามาก ดังนั้นงานประลองศิษย์ในแต่ละครั้งจึงคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
บรรดาศิษย์ที่ออกไปทำภารกิจข้างนอกต่างก็จะเดินทางกลับมา
ถึงตอนนั้นย่อมหนีไม่พ้นการต่อสู้ครั้งใหญ่แน่
"งานประลองศิษย์สายนอกห้ามเข่นฆ่ากันหรือไม่"
หลินเหยียนเอ่ยถาม
"ไม่ห้าม"
หวังหลินตอบ
"เช่นนั้นก็ดีที่สุด"
หลินเหยียนพยักหน้าเบาๆ
"นี่เจ้าคงไม่ได้คิดจะ ... "
เมื่อหวังหลินสัมผัสได้ถึงเจตนาของหลินเหยียน เขาก็ตกตะลึงไปทันที
"ในเมื่อพวกมันอยากจะมาจัดการข้า ข้าก็ย่อมต้องมอบบทเรียนที่เจ็บแสบให้พวกมันสักหน่อย" หลินเหยียนหัวเราะเยาะ
"หากเป็นคนอื่นพูดแบบนี้ ข้าคงคิดว่าเขากำลังคุยโตโอ้อวดแน่ แต่พอเป็นเจ้า ข้ากลับรู้สึกคาดหวังขึ้นมาเสียแล้ว"
หวังหลินทอดถอนใจ
เขาเป็นคนที่มองดูหลินเหยียนเติบโตขึ้นมาทีละก้าว ตอนที่หลินเหยียนรับมือกับอินไห่ครั้งแรกเขายังต้องทุ่มเทกำลังอย่างหนัก ทว่าตอนนี้เขากลับสามารถบดขยี้หลี่ชิงซานได้อย่างง่ายดาย
ด้วยความเร็วในการพัฒนาเช่นนี้ เมื่อถึงเวลางานประลองศิษย์ เขาก็อาจจะพอต่อกรกับยอดฝีมือเหล่านั้นได้จริงๆ
...
หลังจากกลับมาถึงถ้ำพำนัก หลินเหยียนก็เริ่มต้นการเก็บตัวฝึกฝนทันที
การแจกจ่ายโอสถในครั้งนี้ทำให้หลินเหยียนได้รับทรัพยากรมาไม่น้อย เขาไถหินวิญญาณมาจากจี้หนี่เหม่ยได้ห้าหมื่นก้อน ได้รับโอสถปราณสมุทรหนึ่งเม็ด โอสถชิงหยางหนึ่งเม็ด และยังมีโอสถฟื้นปราณอีกสิบเม็ด
มูลค่ารวมทั้งหมดเกินกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นหินวิญญาณเลยทีเดียว
หลังจากกลืนโอสถชิงหยางลงไป
สามวันต่อมาพลังฝึกตนของหลินเหยียนก็ทะลวงผ่านจากระดับปราณสมุทรขั้นสองเข้าสู่ระดับปราณสมุทรขั้นสาม
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพลังฝึกตนเพิ่มพูนขึ้น สภาพร่างกายของหลินเหยียนก็แข็งแกร่งตามไปด้วย เคล็ดวิชายันต์วิญญาณน้อยถึงกับเลื่อนจากระดับสองรอยประทับก้าวเข้าสู่ระดับสามรอยประทับแล้ว!
ตอนนี้เขาสามารถใช้ค่ายกลกระบี่วิญญาณน้อยได้แล้ว!
"ตอนนี้ข้าสามารถไปรับทักษะยุทธ์ระดับเร้นลับขั้นสูงได้หนึ่งเล่มแล้วสินะ"
ภายในสำนักแห่งนี้ การทะลวงระดับพลังจะมีรางวัลมอบให้
หากเข้าสำนักมาไม่เกินหนึ่งปีแล้วสามารถทะลวงผ่านระดับขั้นย่อยได้หนึ่งระดับจะได้รับรางวัลเป็นทักษะยุทธ์ระดับเร้นลับขั้นต่ำ หากทะลวงผ่านสองระดับจะได้รับรางวัลเป็นทักษะยุทธ์ระดับเร้นลับขั้นกลาง และหากทะลวงผ่านสามระดับจะได้รับรางวัลเป็นทักษะยุทธ์ระดับเร้นลับขั้นสูง
หากสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณสมุทรได้ภายในสามปี ก็จะได้รับรางวัลเป็นทักษะยุทธ์ระดับปฐพี
หอคัมภีร์
หลินเหยียนหยิบป้ายประจำตัวของตนเองออกมา
"จุ๊ๆ เข้าสำนักมาแค่สองเดือนก็ทะลวงผ่านระดับขั้นย่อยได้ถึงสามระดับเชียวหรือ น่าสนใจดีนี่!"
ผู้อาวุโสเฝ้าหอคัมภีร์ปรายตามองข้อมูลบนป้ายประจำตัวของหลินเหยียนก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
แม้แต่ในสำนักกระบี่มังกรสวรรค์ที่เต็มไปด้วยอัจฉริยะมากมาย การทะลวงผ่านระดับขั้นย่อยสามระดับภายในหนึ่งปีก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
ทว่าการทะลวงผ่านสามระดับขั้นย่อยภายในเวลาเพียงสองเดือนกว่าๆ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ
ในวินาทีนี้ผู้อาวุโสเฝ้าหอคัมภีร์ก็ได้จดจำชื่อของหลินเหยียนเอาไว้แล้ว
[จบแล้ว]