เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - เมืองชงโจว

บทที่ 10 - เมืองชงโจว

บทที่ 10 - เมืองชงโจว


บทที่ 10 - เมืองชงโจว

"ทว่า จักรพรรดิองค์สุดท้ายผู้นั้นยังไม่ทันจะได้เปิดขุมทรัพย์เทียนฉี ราชวงศ์ต้าฉีก็ล่มสลายเสียก่อน กุญแจทั้งเจ็ดดอกในมือของเขาจึงสูญหายไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา"

พูดถึงตรงนี้ แววตาของชางอิ่นเยว่ก็เย็นเยียบลงพลางกล่าวว่า

"เพราะฉะนั้น เจ้าเลิกตื๊อข้าเสียที ลำพังแค่กล่องไม้ใบเดียวไม่มีทางเปิดขุมทรัพย์เทียนฉีได้หรอก!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็ถอนหายใจยาวออกมา แล้วกล่าวว่า

"เฮ้อ ข้าก็ว่าแล้วเรื่องมันคงไม่มง่ายขนาดนั้น"

เขายัดกล่องไม้เข้าอกเสื้อ ลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าชางอิ่นเยว่แล้วพูดว่า

"อย่างไรก็ตาม แม่นางชางดูเหมือนจะรู้เรื่องเยอะไม่เบาเลยนะ วันหน้าถ้าข้ามีเรื่องอะไรไม่เข้าใจ ข้าจะถามเจ้าละกัน"

พูดจบเขาก็ชูนิ้วขึ้น เตรียมจะคลายจุดชีพจรให้อีกฝ่าย

ทว่า ในระหว่างที่นิ้วกำลังจะถึงตัว เขาก็ชะงักกะทันหัน

"เดี๋ยวเจ้าคงไม่ได้เตรียมจะทำให้ข้าสลบอีกหรอกนะ?"

"ไม่ทำแล้ว"

ชางอิ่นเยว่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและรวดเร็ว

หลี่มู่เซิงหัวเราะเบาๆ

"คำพูดของเจ้าเนี่ย ขนาดตัวเจ้าเองยังไม่น่าจะเชื่อเลยมั้ง"

ชางอิ่นเยว่แค่นเสียงเย็นชาแล้วกล่าวว่า

"ขอเพียงเจ้าไม่เข้ามาใกล้ตัวข้า ข้าก็ไม่เชื่อว่าเจ้าจะยังสกัดจุดข้าได้อีก"

หลี่มู่เซิงส่ายหัว แม่นางคนนี้ช่างเป็นคนดื้อรั้นเสียจริง

เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

"แม่นางชาง ความจริงข้ามีวิธีที่จะลบรอยสักบนใบหน้าของเจ้าได้นะ"

ทันทีที่ได้ยินคำนี้ สีหน้าของชางอิ่นเยว่ก็เปลี่ยนไปวูบหนึ่งอย่างยากจะสังเกตเห็น แต่ในไม่ช้านางก็กลับมาเป็นปกติและกล่าวเสียงเย็นว่า

"ข้าไม่เชื่อ"

หลี่มู่เซิงจ้องมองนางโดยไม่พูดอะไร

แววตาของชางอิ่นเยว่ค่อยๆ หม่นแสงลง ก่อนจะกล่าวกับตนเองว่า

"คนที่สักอักษรบนใบหน้าข้าผู้นั้น ได้ฝึกวิชา 'ดรรชนีลมปราณกรีดกระดูก' จนบรรลุขั้นสูงสุดแล้ว สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นเพียงอักษรบนผิวหนัง แต่ความจริงแล้วมันถูกจารึกลึกเข้าไปถึงกระดูกใบหน้า ราวกับหนอนที่ชอนไชกระดูก ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีทางลบออกได้"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็ดีดนิ้วเปรี้ยงเดียว คลายจุดชีพจรให้ชางอิ่นเยว่ทันที แล้วกล่าวอย่างราบเรียบว่า

"แม่นางชาง บางเรื่องถ้าเจ้าไม่ลองดู แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นไปไม่ได้?"

เมื่อรู้สึกว่าจุดชีพจรถูกคลาย ชางอิ่นเยว่ขยับมือที่เริ่มเคลื่อนไหวได้ ในอึดใจต่อมา ร่างของนางก็เลือนหายไปจากจุดเดิม ถอยหลังรวดเร็วราวกับภูตผี

ไม่นานนัก นางก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมที่นางเคยยืนอยู่ และจ้องมองคุมเชิงกับหลี่มู่เซิงจากระยะไกล

ทว่ากลับเห็นหลี่มู่เซิงยืนกอดอกและกล่าวว่า

"อย่าลืมนะว่าข้าคือองค์ชายเจ็ดที่พลัดพรากมา การลงมือของเจ้าในแต่ละครั้งถือเป็นการละเมิดเบื้องสูง วันหน้าเมื่อข้ากู้ฐานะคืนมาได้ แม้แต่หัวหน้าสำนักสายลับของพวกเจ้าก็คุ้มครองเจ้าไม่ได้หรอก!"

ชางอิ่นเยว่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็ค่อยๆ พิงตัวลงกับต้นไม้ใหญ่ข้างหลังแล้วกล่าวว่า

"หากเจ้าสามารถลบรอยอักษรบนใบหน้าข้าได้จริงๆ ในยามที่เจ้าตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ข้ายอมสละชีวิตเพื่อปกป้องเจ้าหนึ่งครั้ง!"

"ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก"

หลี่มู่เซิงยิ้มพลางส่ายหัว ชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว นิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วเพิ่มเป็นสามนิ้วพลางกล่าวว่า

"แม่นางชางเพียงแค่รับปากทำตามเงื่อนไขของข้าสามข้อก็พอ"

ดวงตาที่งดงามราวนกหงส์ของชางอิ่นเยว่หรี่ลงเล็กน้อยแล้วตอบว่า

"ไม่มีปัญหา!"

ได้ยินดังนั้น หลี่มู่เซิงก็แสดงสีหน้าแปลกใจทันที

"รับคำง่ายขนาดนี้เลยหรือ? เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเสนอเงื่อนไขที่มันเกินไปหน่อยงั้นหรือ?"

ชางอิ่นเยว่แสยะยิ้มเย็นชาแล้วกล่าวว่า

"หากเป็นสิ่งที่ข้าไม่เต็มใจทำ ต่อให้ต้องตายข้าก็ไม่ทำเด็ดขาด"

"ใจเด็ดดีนี่"

หลี่มู่เซิงชูนิ้วโป้งให้ด้วยความชื่นชม ก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งข้างกองไฟ

ทว่าในใจเขากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องขุมทรัพย์เทียนฉีนั้น นี่นับเป็นเบาะแสอย่างหนึ่งในการตามหาขอบเขตเหนือโลกของเขา เพียงแต่การต้องรวบรวมกุญแจให้ครบเจ็ดดอกนั้นทำให้เขาแอบปวดหัวอยู่บ้าง

"เจ้าจะใช้วิธีไหนลบอักษรบนใบหน้าข้า?"

ในตอนนั้นเอง ชางอิ่นเยว่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาก่อน

"ไว้ถึงเมืองชางหยางแล้วค่อยว่ากันเถอะ"

เมื่อได้ยินดังนั้น ชางอิ่นเยว่จ้องมองหลี่มู่เซิงอยู่นาน สุดท้ายก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะรับคำว่า "ตกลง" แล้วพิงต้นไม้หลับตาพักผ่อนโดยไม่พูดอะไรอีก

...

คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบ

เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองคนออกเดินทางต่อด้วยการขี่ม้า มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงชางหยางของราชวงศ์ต้าหลี

ในช่วงแรก หลี่มู่เซิงไม่ได้เร่งรีบอะไร เขาควบม้าไปอย่างสบายอารมณ์ พลางชมทิวทัศน์ขุนเขาระหว่างทางซึ่งก็ดูน่าสนใจไม่น้อย

ทางด้านชางอิ่นเยว่ก็ไม่ได้เร่งเร้า นางนั่งบนหลังม้าอย่างมั่นคงราวกับอยู่บนพื้นราบ ขณะควบม้าก็ฝึกเดินปราณไปพลาง และรักษาระยะห่างในการเดินทางให้เท่ากับหลี่มู่เซิง

หลังจากผ่านไปหลายวัน หลี่มู่เซิงก็เริ่มเบื่อหน่ายกับทิวทัศน์ข้างทาง

เพราะถนนบนภูเขาไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ความงามที่น่าชมจึงมีน้อยนิด ที่เห็นได้บ่อยที่สุดก็คือต้นไม้ ใบหญ้า และฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย

ดังนั้น ในที่สุดเขาจึงเปลี่ยนท่าทีที่เชื่องช้า และเริ่มเร่งความเร็วในการเดินทาง

"แม่นางชาง อีกกี่วันถึงจะถึงจุดหมาย?"

หลี่มู่เซิงไม่รู้จักทาง ตลอดการเดินทางครั้งนี้ แผนที่และเส้นทางทั้งหมดจึงอยู่ในหัวของชางอิ่นเยว่เพียงคนเดียว

"หากเดินทางทั้งวันทั้งคืน สิบวันจะถึงแคว้นจิง หลังจากนั้นเดินทางต่ออีกหนึ่งวันก็จะถึงเมืองหลวง หากเดินทางตามปกติก็ต้องใช้เวลาประมาณยี่สิบวัน"

ชางอิ่นเยว่ตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะกล่าวเย้าแหย่ว่า

"ความจริงเจ้าก็ไม่ต้องรีบนักหรอก เพราะองค์ชายตัวจริงมักจะปรากฏตัวเป็นคนสุดท้ายเสมอ"

คำพูดนี้เป็นข้ออ้างที่หลี่มู่เซิงเคยใช้เพื่อชะลอการเดินทางในตอนแรก ยามนี้นางจึงนำมันมาคืนให้เขาอย่างครบถ้วน

เมื่อเป็นเช่นนั้น หลี่มู่เซิงจึงได้แต่ยักไหล่ และควบม้าเดินทางต่ออย่างเซ็งๆ

ผ่านไปอีกหลายวัน ทั้งม้าและคนต่างเดินทางมาด้วยความเหนื่อยล้าจนเข้าสู่เขตแดนของเมืองชงโจว

การเดินทางในช่วงนี้ค่อนข้างน่าเบื่อ มีเพียงครั้งหนึ่งที่เจอพวกโจรป่าออกมาดักปล้น ทว่าพอพวกโจรโผล่หัวออกมา ก็ถูกชางอิ่นเยว่จัดการหมอบราบคาบในพริบตา

นอกจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกเลย

ตามคำบอกเล่าของชางอิ่นเยว่ พวกโจรกลุ่มนั้นเป็นเพียงอุบัติเหตุ เส้นทางที่นางเลือกเดินนั้นเป็นเส้นทางที่สำนักสายลับคัดกรองมาเป็นพิเศษ

โดยจงใจเลี่ยงพื้นที่อันตรายและสถานที่ที่มีขุมกำลังยุทธภพที่ซับซ้อน จึงเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดและไม่ก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวาย

และนี่คือเหตุผลที่การเดินทางราบรื่นมาตลอดโดยไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น

ทว่า หลังจากเข้าสู่เขตเมืองชงโจว ชางอิ่นเยว่กลับดูระมัดระวังตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตลอดทางนางไม่ได้ฝึกเดินปราณแม้แต่ครั้งเดียว และคอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบตัวอยู่ตลอดเวลา

แม้หลี่มู่เซิงจะรู้ดีว่าต้องมีสาเหตุบางอย่างแน่นอน แต่เขาก็ไม่รู้ว่าคืออะไร จึงได้เอ่ยถาม "แผนที่เดินดิน" และ "สารานุกรมต้าหลีเคลื่อนที่" ผู้นี้

"แม่นางชาง เมืองชงโจวนี่มีอะไรพิเศษงั้นหรือ เจ้าถึงดูเคร่งเครียดขนาดนี้"

ชางอิ่นเยว่ไม่ได้แสดงท่าทางรำคาญหลี่มู่เซิง ตลอดการเดินทางนี้ ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่นางจะรู้หรือไม่ อีกฝ่ายเป็นต้องถามนางทุกเรื่อง

บอกตามตรงว่านางเริ่มจะขยาดหลี่มู่เซิงอยู่บ้างเหมือนกัน

แต่สุดท้ายนางก็อธิบายว่า

"ช่วงนี้เมืองชงโจวไม่ค่อยสงบ ตามรายงานลับของสำนักสายลับ ขุมกำลังยุทธภพที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลนี้ดูเหมือนจะมีวี่แววจะเปิดศึกกัน"

"สถานที่ที่เราอยู่นี้ อยู่ในเขตอิทธิพลของขุมกำลังยุทธภพที่ชื่อว่า สมาคมอาบโลหิต ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจะต้องตั้งด่านสกัดตามทางผ่านต่างๆ แน่นอน"

"ขุมกำลังนี้มีทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมปนกัน ซึ่งรับมือได้ยาก เลี่ยงปัญหาได้ย่อมดีที่สุด ระมัดระวังไว้หน่อย พยายามอย่าให้ปะทะกับพวกเขาจะดีกว่า"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 10 - เมืองชงโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว