- หน้าแรก
- ม็อดเกรียนเปลี่ยนโลก บงการต่างโลกด้วยม็อดสุดกาว
- ตอนที่ 10 "วอหลงและฟ่งชู" แห่งวงการโจร
ตอนที่ 10 "วอหลงและฟ่งชู" แห่งวงการโจร
ตอนที่ 10 "วอหลงและฟ่งชู" แห่งวงการโจร
ตอนที่ 10 "วอหลงและฟ่งชู" แห่งวงการโจร
วอล์คเกอร์หยุดหัวเราะลง ก่อนจะหันไปตะโกนใส่พวกลูกน้องที่กำลังเอะอะโวยวาย:
''หัวเราะหาพระแสงอะไร งานเฝ้าประตูเมืองพวกแกเอาไปโยนให้สัตว์บรรทุกกินหมดแล้วหรือไง?!''
''ไสหัวกลับไปเฝ้าป้อมซะ! ใครพล่ามอีกข้าจะเตะก้นให้โด่งเลย!''
เสียงหัวเราะของเหล่าทหารหยุดกึกลงทันที พวกมันรีบแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนอย่างลนลาน
ความอยากรู้อยากเห็นถูกสั่งปิดตายอย่างกะทันหัน
วอล์คเกอร์หันกลับมา
ดวงตาราวกับระฆังทองเหลืองกวาดมองใบหน้าที่เหนื่อยล้าของกัลวิน ขอบตาที่แดงก่ำของลีอา และสุดท้ายหยุดลงที่แผ่นหลังที่ค่อมแต่ยังคงเหยียดตรงของเฒ่าโฮล์ม
จู่ๆ เขาก็ชกเข้าที่ป้อมกำแพงหินแกรนิตอย่างแรง จนเศษหินร่วงกราว:
''ให้ตายสิ! เรื่องเล่านี้มันไร้สาระยิ่งกว่านิทานของนักกวีพเนจรซะอีก''
วอล์คเกอร์ที่กำลังเดือดดาลคว้าคอเสื้อหนังของกัลวิน กระชากเข้ามาใกล้หน้าตัวเอง:
''แต่ข้ากับเจ้าเคยเป็นเพื่อนร่วมงานเฝ้าเหมืองด้วยกันมาก่อน! เพราะงั้นข้าจะเชื่อเจ้า''
''รอจนฟ้าสาง ข้าจะไปถีบประตูจวนเจ้าเมืองด้วยตัวเองเพื่อรายงานเรื่องนี้''
เขาสลัดมือออกกะทันหัน แล้วกลับไปกอดคอกัลป์วินอีกครั้ง
''ส่วนตอนนี้น่ะเหรอ...... ไปซดเหล้ากันเถอะ! จะได้เลิกทำหน้าอมทุกข์สักที!''
วอล์คเกอร์ผู้ห้าวหาญหัวเราะร่าออกมาอีกครั้ง ทำเอาคนในขบวนคาราวานได้แต่ยืนอึ้ง
ชายที่เป็นอดีตสหายศึกของหัวหน้าคนนี้ ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่มีผิด
ต่อให้หัวหน้ากัลวินจะไปล่วงเกินพวกขุนนางจนพลอยทำให้เขาถูกลดขั้นมาเฝ้าประตูเมือง เขาก็ไม่เคยปริปากบ่นสักคำ
ซ้ำร้ายความสัมพันธ์กับหัวหน้ายังแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จนกลายเป็นสหายตายแทนกันได้
พร้อมกับการที่ขบวนคาราวานเข้าสู่เมืองร็อกไอรอนอย่างเป็นทางการ
เมืองที่สงบสุขมาตลอด 20 ปีแห่งนี้ กำลังจะได้พบกับคลื่นใต้น้ำที่เริ่มก่อตัวขึ้น
ข่าวลือบางอย่างเริ่มแพร่กระจายผ่านปากของคนคุ้มกันและคนในขบวน อาศัยความเงียบสงัดของยามราตรีเริ่มก่อตัวขึ้นภายในโรงเหล้า
สิ่งนี้ส่งผลให้ลู่เฉินได้รับพลังแห่งการสรรค์สร้างคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่องแม้จะมาในปริมาณน้อย
ทุกๆ ไม่กี่นาที เขาจะเห็นพลังแห่งการสรรค์สร้างของตัวเองเพิ่มขึ้นทีละนิด
รายได้ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องนี้
ช่วยบรรเทาความกดดันจากการเสียแต้มไปกับมื้ออาหารชุดใหญ่เมื่อตอนหัวค่ำได้เป็นอย่างดี
ทำให้เขาเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างสบายใจ
ในเวลาเดียวกัน
ท่ามกลางกลุ่มโจรสามคนที่จากมาด้วยความโกรธแค้น หูของอิงเหยี่ยนก็ขยับไปมา
เขารีบดึงบังเหียนหยุดม้าลงทันที
พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย:
''รองหัวหน้าข้าได้ยินเสียง 'ปึกๆๆ' ดังมาจากทางโน้นขอรับ''
รองหัวหน้าหัวโล้นที่หยุดม้าเช่นกันเริ่มเงี่ยหูฟัง
หลังจากตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง
ใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา
''เหอะ ช่างทำให้ข้าหาตัวยากเสียจริงนะ''
''ในป่าจะมีเสียงแบบนี้โผล่มาได้ ก็คงมีแต่เจ้าพวกที่ 'ช่วย' พวกเราปล้นขบวนนั่นแหละ''
''ดูท่าพวกมันคิดจะตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่นี่สินะ''
ชายหัวโล้นที่คิดว่าตัวเองเดาคำตอบได้ถูกต้อง โบกมือเรียกลูกน้องทั้งสองคน
''ชู่ว์——! ตามข้ามาให้ดีๆ พวกเราจะอาศัยความมืดย่องเข้าไป อย่าให้พวกลูกหมานั่นไหวตัวทัน''
เซียจื่อที่ตามหลังมาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตจ้องมองไปข้างหน้า สีหน้าเริ่มเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นมาทันที
เขาชูนิ้วโป้งให้รองหัวหน้าอย่างมั่นใจ:
''ข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าจะยัดเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ รอฟังข่าวดีจากข้าได้เลย!''
ฟุ่บ~
เซียจื่อจอมเซ่อซ่าใช้ทักษะนักฆ่าออกมาอย่างเต็มที่
เพียงพริบตาเดียวเขาก็พุ่งออกไปไกลนับสิบเมตร
รองหัวหน้าทีกำลังดึงสติกลับมาเห็นภาพนั้นเข้า ถึงกับหน้าถอดสี รีบยื่นมือออกไปห้าม:
''เดี๋ยวก่อน! ข้าบอกให้ย่องเข้าไป ไม่ใช่ให้ยัดเข้าไป ทางนั้นมันมีอันตร...''
ยังไม่ทันที่รองหัวหน้าจะตะโกนจบ
เซียจื่อที่หูตึงก็เลือนหายไปในพงไพรเสียแล้ว
ความเร็วระดับนั้น ยากนักที่ใครจะตามทัน
''ปัดโธ่เว้ย! ให้ตายสิ อิงเหยี่ยน แผนเปลี่ยนแล้ว พวกเรารีบตามไปเร็ว ไม่อย่างนั้นเซียจื่ออาจจะทำเรื่องเสียได้''
รองหัวหน้าบ่นอุบพลางคว้าขวานยักษ์คู่กาย
มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เซียจื่อหายไปพร้อมกับอิงเหยี่ยน ออกวิ่งตะบึงเต็มกำลัง
ทั้งคู่เลือนหายไปในป่าทึบเช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง
เซียจื่อที่พุ่งนำไปเป็นคนแรก อาศัยความได้เปรียบทางสายตาและทักษะพรางตัว
เขารู้สึกเหมือนปลาได้น้ำท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มืดมิด
เพื่อให้มองเห็นทัศนียภาพได้ดียิ่งขึ้น เขามีนิสัยถึงขั้นปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ อาศัยกิ่งก้านที่เชื่อมต่อกันเริ่มกระโดดไปมาอย่างคล่องแคล่ว
มุ่งหน้าเข้าหาต้นตอของเสียงอย่างรวดเร็ว
ยิ่งเข้าใกล้ เสียงปึกๆ ในป่าก็ยิ่งดังขึ้นและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
''อืม ตรงนั้นสินะ?''
เซียจื่อเบิกตาโพล่ง พลางพึมพำกับตัวเอง
อาศัยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาประปราย
เขาพบว่าข้างหน้าในระยะร้อยเมตรมีพื้นที่โล่งกว้าง บนพื้นเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ล้มระเนระนาด
ลึกเข้าไปเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่
เงาร่างสีเขียวจำนวนมากเดินเข้าออกวุ่นวาย
พวกมันกำลังใช้ที่ขุดแร่ในมือตัดไม้ พลางช่วยกันสร้างค่ายที่ดูโย้เย้ไม่เป็นรูปเป็นร่าง
ภาพที่ผิดปกติอย่างรุนแรงนี้
ทำเอาเซียจื่อถึงกับลมหายใจชะงัก ดวงตาสั่นไหวด้วยความตกตะลึง
มือที่ถือมีดสั้นกำแน่นขึ้นตามสัญชาตญาณ
''บ้าเอ๊ย ที่แท้เป็นพวกเผ่าก๊อบลิน แถมเลเวลเฉลี่ยยังสูงถึงระดับสองด้วย''
[อารมณ์ตกตะลึง +4]
เซียจื่อขมวดคิ้วแน่น สัมผัสได้ถึงความรุนแรงของเรื่องนี้
ต่อให้เขาจะหูตึงขั้นรุนแรง ฟังเสียงเจี๊ยวจ๊าวเอะอะจากทางนั้นไม่รู้เรื่อง
แต่ด้วยความสามารถที่ได้มาจากสายตาอันยอดเยี่ยม
เขายังคงมองเห็นสถานการณ์ภายในค่ายได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นเมื่อแน่ใจว่ามีก๊อบลินอยู่
เขาก็เหมือนกับขบวนคาราวาน ที่เข้าใจได้ทันทีว่าที่นี่คือจุดกำเนิดของ [รังเพาะพันธุ์]
ซึ่งเต็มไปด้วยมอนสเตอร์มากมาย
หากเผลอเปิดเผยตำแหน่งตัวตนออกไป ย่อมต้องพบกับจุดจบที่มิอาจย้อนคืนได้แน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซียจื่อจึงตัดสินใจถอยหลังอย่างเด็ดขาด
ทุกฝีเท้าของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะถอยไปได้ไกลนัก
โดโร่ที่กำลังสั่งการพวกก๊อบลินอยู่ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
บนสเกาเตอร์ที่เธอสวมอยู่ปรากฏจุดสีแดงขึ้นมา
พร้อมกับมีข้อความบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้น
[คำเตือน: ตรวจพบร่องรอยการคงอยู่ของมนุษย์ทางทิศตะวันตก 150 เมตร.......]
คำแจ้งเตือนที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ทำเอาโดโร่ผู้น่ารักรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
สมเป็นท่านเทพบิดาจริงๆ มีพลังพยากรณ์ราวกับเทพมารไม่มีผิด
ทางนี้ยังสร้างค่ายไม่เสร็จเลย พวกมนุษย์พวกนั้นก็โผล่มากันแล้ว
หรือว่าพวกเขาจะเอาของมาถวายกันนะ?
หรือว่าจะมาหาเรื่องกันแน่?
ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ก็ต้องจับตัวมาให้ได้ก่อน
''เจ้าพวกเศษแร่ มีเหยื่อมาหาถึงที่แล้ว ทุกตัวขยับร่างซะ!''
''ใครปล่อยให้มันหนีไปได้ เตรียมตัวไปแทะเปลือกไม้กินเป็นมื้อค่ำได้เลย โดโร่!''
เสียงตะโกนของโดโร่ปลุกก๊อบลินทุกตัวให้ตื่นตัว
แม้แต่ลู่เฉินที่กำลังสัปหงกอยู่ในช่องว่างมิติ ก็ถูกเสียงนี้ทำให้ตกใจตื่นเช่นกัน
เขาขยี้ตาพลางมองผ่านหน้าจอโฮโลแกรม
พบว่าพวกก๊อบลินที่กำลังตัดไม้เมื่อครู่ ตอนนี้ดวงตาแต่ละตัวเปล่งประกายสีแดงซ่าน
ลิ้นที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวตลบอบอวลเลียไปตามมุมปากอย่างบ้าคลั่ง
น้ำลายเริ่มหยดติ๋งลงสู่พื้น
เห็นได้ชัดว่าพวกก๊อบลินเบื่อหน่ายกับงานตัดไม้เต็มทนแล้ว พอได้ยินคำสั่งเคลื่อนพลจากท่านราชินี
พวกมันจึงแสดงท่าทางตื่นเต้นเป็นพิเศษ
แต่ละตัวพากันร้องโหยหวนปานผีสางเทวดาแล้วพุ่งตัวออกไปทันที
ความวุ่นวายของกลุ่มมอนสเตอร์ทางนี้ ทำเอาเซียจื่อที่กำลังระมัดระวังถึงกับขวัญผวา
ในระหว่างที่เขากำลังพรางตัวถอยหนี เขาก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมอง
เพียงแวบเดียว เขาก็เห็นโดโร่ที่ดูโดดเด่นท่ามกลางฝูงก๊อบลิน
ด้วยความสามารถพิเศษทางสายตา แท็กที่หลั่งไหลออกมาเป็นน้ำตกนั่นกระแทกเข้าสู่จิตวิญญาณของเขาโดยตรง
ราวกับเขากำลังจ้องมองเข้าไปในหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง
สิ่งนี้ทำเอาเขาขวัญหนีดีฝ่อทันที
เขารีบยกเลิกสถานะพรางตัว
แล้วเปลี่ยนเข้าสู่โหมดวิ่งเต็มฝีเท้าแทน
เพียงไม่กี่สิบวินาที เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ในสายตาของรองหัวหน้าและอิงเหยี่ยน
ปากยังคงตะโกนสุดเสียง: ''รองหัวหน้า เรื่องใหญ่แล้วขอรับ!''
''ที่นี่ไม่ใช่ที่พักชั่วคราวของสมาคมท้องถิ่นหรอก แต่มันคือรังเพาะพันธุ์ที่เพิ่งเกิดใหม่ต่างหาก''
''ข้างในนั้นมีมอนสเตอร์ระดับสูงเลเวลสองที่มีถึง 9 แท็กอยู่ด้วย พวกเรารีบหนีกันเถอะขอรับ''
รองหัวหน้าและอิงเหยี่ยนที่กำลังรีบมาพอได้ยินแบบนั้น ฝีเท้าก็ชะงักลงกะทันหัน
ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและประหลาดใจ
''ว่ายังไงนะ?! รังเพาะพันธุ์? มอนสเตอร์ที่มี 9 แท็กเนี่ยนะ?''
''มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นที่นี่กันแน่?''
''ข้อมูลบอกว่าที่นี่สงบสุขมา 20 ปี เพราะงั้นพวกเราถึงได้ย้ายค่ายมาอยู่ที่นี่''
''สุดท้ายข้าก็โดนสมาคมท้องถิ่นนั่นปั่นหัวอีกแล้ว''
รองหัวหน้าผู้โกรธแค้นขบฟันแน่นจนเสียงดังกรอด
เขาว่าแล้วเชียว เจ้าพวกคนทรยศนั่นเชื่อใจไม่ได้จริงๆ
นอกจากจะปล้นขบวนคาราวานตัดหน้าแล้ว ยังให้ข้อมูลผิดๆ มาอีก
บอกว่าในป่านี่ปลอดภัยหายห่วง ตั้งค่ายพักแรมได้ตามสบาย
ที่ไหนได้ พวกมันกะจะให้พวกเราปะทะกับรังเพาะพันธุ์จนพังไปข้างหนึ่ง แล้วตัวเองค่อยมาชุบมือเปิบทีหลังสินะ
ช่างเป็นแผนการที่อำมหิตจริงๆ
ไม่ได้การ ต้องรีบนำข้อมูลนี้กลับไปที่ค่ายโจร ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงเกินจะรับไหว
ชายหัวโล้นที่จมดิ่งอยู่ในจินตนาการของตัวเอง
หลงเชื่อว่าตัวเองเดา "ความจริง" ออกแล้ว
แต่ในความเป็นจริง มันกลับทำให้ความเข้าใจผิดยิ่งถลำลึกลงไปเรื่อยๆ
เมื่อเซียจื่อวิ่งมาถึงตรงหน้าเขา รองหัวหน้าก็ชูนิ้วโป้งให้โดยไม่ลังเล พร้อมกับให้คำมั่นสัญญา
''เซียจื่อ ทำได้ดีมาก ข้าจะบันทึกความดีความชอบให้เจ้า''
เซียจื่อที่กำลังวิ่งหูขยับไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความอึ้ง
จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นความโศกเศร้าปนความเด็ดเดี่ยว
''อะไรนะ ท่านจะให้ข้าบุกเข้าไปเหรอขอรับ?''
''ให้ข้าคอยระวังหลังให้ใช่ไหมขอรับ?''
เขาพึมพำกับตัวเอง ดวงตากลมโตสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
แต่เมื่อนึกถึงคำสัตย์สาบานตอนร่วมเป็นโจร
เขาก็รู้สึกว่าไม่ควรขี้ขลาด ไม่อย่างนั้นเกิดมาชาติหนึ่ง ตายไปคนเขาก็จะตราหน้าเอาได้
คิดได้ดังนั้น เซียจื่อก็ควงมีดสั้น
ร่างที่กำลังวิ่งเร็วพลันหยุดกึก อาศัยแรงส่งสะท้อนพุ่งเข้าใส่ฝูงก๊อบลินที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
ปากยังไม่ลืมสั่งเสียเรื่องหลังความตาย:
''รองหัวหน้าขอรับ ไนติงเกลหมายเลข 9 แห่ง 'กุหลาบกำมะหยี่' ในเมืองร็อกไอรอนน่ะฝีมือดี เทคนิคยอด ที่สำคัญคือไม่แพงด้วย''
''วันหลังฝากลูกพี่ไปอุดหนุนแทนน้องด้วยนะขอรับ ข้าขอไปก่อนล่ะ!''
เซียจื่อกลับตัวอย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงร่างของคนสองคนที่ยืนงงงวยท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านไป