เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 8 แผนการสร้างตำหนักราชินี: หน่วยขุดแร่กลายพันธุ์ตรากตรำตัดไม้ข้ามคืน!

ตอนที่ 8 แผนการสร้างตำหนักราชินี: หน่วยขุดแร่กลายพันธุ์ตรากตรำตัดไม้ข้ามคืน!

ตอนที่ 8 แผนการสร้างตำหนักราชินี: หน่วยขุดแร่กลายพันธุ์ตรากตรำตัดไม้ข้ามคืน!


ตอนที่ 8 แผนการสร้างตำหนักราชินี: หน่วยขุดแร่กลายพันธุ์ตรากตรำตัดไม้ข้ามคืน!

พวกก๊อบลินเมื่อได้ยินคำพรรณนาของโดโร่

แต่ละตัวก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอพลางจ้องมองขนมด้วยสายตาละห้อย

พวกมันเองก็อยากจะลองชิมดูสักนิด ว่ารสชาติมันจะเลิศรสขนาดนั้นจริงหรือเปล่า

ทว่าอุดมคติกับความจริงมักจะสวนทางกันเสมอ

โดโร่ผู้หวงของกินสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของพวกก๊อบลินอย่างว่องไว

เธอชูไม้หึ่งๆ ขึ้นแล้วฟาดลงบนพื้นอย่างแรง

''เจ้าพวกสวะ ผิวพวกแกมันเริ่มคันอีกแล้วใช่ไหม?''

''ในเมื่อสวดภาวนาเสร็จแล้ว ก็จงออกไปตัดไม้ข้างนอกถ้ำซะ''

''ราชินีอย่างข้าจะสร้างตำหนักและค่ายพักแรม เพื่อใช้ปกป้องขนมหวานประทานจากเทพ''

คำสั่งอันไร้เหตุผลนี้

ได้กระแทกเข้ากับเส้นประสาทอันเปราะบางของพวกก๊อบลินอย่างแรง

พวกมันอาศัยแสงไฟจ้องมองที่ขุดแร่ในมือ

รู้สึกว่าไอ้สิ่งนี้ นอกจากจะใช้ต่อสู้กับขุดแร่แล้ว มันดูไม่น่าจะเอาไปตัดไม้ได้เลยนะ

แล้วถ้าอยากจะสร้างตำหนักกับฐานทัพ จะต้องทำยังไงล่ะ? ใช้ปากแทะเอาเหรอ?

ก๊อบลินตัวที่หัวแข็งที่สุดขบคิดหาคำตอบไม่ออก จึงถามโดโร่ออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ:

''ทะ... ท่านราชินี... ใช้ที่ขุดแร่ตัดไม้เหรอขอรับ?''

''แต่... แต่มันเอาไว้จามหินนะขอรับ... จะสร้างบ้านสวยๆ ได้ยังไง?''

โดโร่ที่ถูกถามถึงกับฟิวส์ขาดด้วยความโมโหยิ่งกว่าเดิม

เธอนำทัพก๊อบลินเดินออกจากถ้ำ พร้อมชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งพลางด่าทอเหมือนเห็นเหล็กที่ไม่เอาถ่าน:

''ไอ้โง่! ต้นไม้ใหญ่ก็คือ 'หินที่ยืนหลับ' ไม่ใช่หรือไง?''

พูดจบเธอก็เหวี่ยงไม้หึ่งๆ ในมือสาธิตให้ดู

''พวกแกดูนะ แค่เหวี่ยงจามในแนวขวางก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ? โดโร่!''

สิ้นเสียงคำพูด ไม้หึ่งๆ ก็กระแทกเข้ากับลำต้นของต้นไม้ใหญ่จนเกิดเสียงดังปึก

เปลือกไม้และเนื้อไม้ส่วนหนึ่งถูกแรงมหาศาลฟาดจนแตกกระจาย กลายเป็นรอยแหว่งรูปตัว C

จากนั้นก็ตามมาด้วยการฟาดอีกไม่กี่ครั้ง ต้นไม้ใหญ่ทั้งต้นก็เริ่มเอนเอียงและล้มครืนลงไปด้านหนึ่ง

ส่งผลให้เหล่าปักษาสกุณาพากันบินหนีวุ่นวาย พร้อมกับมีควันเอฟเฟกต์การ์ตูนลอยฟุ้งเต็มพื้น

โดโร่เก็บไม้หึ่งๆ กลับมาพลางแค่นเสียงเหอะทีหนึ่ง ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่งบนเสลี่ยงและจ้องมองพวกก๊อบลินจากมุมสูงด้วยความเหยียดหยาม

''หึ เห็นหรือยัง เจ้าพวกเศษขยะ''

''ถ้าใครกล้าถามคำถามปัญญาอ่อนแบบนี้กับราชินีอย่างข้าอีกล่ะก็ คืนนี้พวกแกก็เตรียมไปแทะเปลือกไม้กินเป็นมื้อค่ำได้เลย''

พวกก๊อบลินที่เพิ่งถูกโดโร่สั่งสอนมา

ก้มมองที่ขุดแร่ในมือ แล้วหันไปมองต้นไม้ใหญ่ที่ล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น

ในหัวของพวกมันเต็มไปด้วยความตกตะลึงและเครื่องหมายคำถาม

แม้พวกมันจะไม่เคยตัดไม้มาก่อน แต่ลึกๆ ก็รู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง

ตอนนั้นเอง ก๊อบลินหัวแข็งตัวเดิมดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา มันใช้กำปั้นทุบฝ่ามือตัวเองพลางอธิบายให้เพื่อนก๊อบลินตัวอื่นๆ ฟัง:

''จะ... แจ่มแจ้งแล้ว...''

''ท่านราชินีหมายความว่า จาม... จามแนวขวางคือการตัดไม้ ส่วนจาม... จามแนวตั้งคือการขุดแร่นี่เอง''

''ท่านราชินีช่างรอบรู้และเปี่ยมไปด้วยปัญญาจริงๆ''

ก๊อบลินตัวอื่นๆ เมื่อได้ยินคำอธิบายนี้ แต่ละตัวก็เผยสีหน้าเลื่อมใสออกมา

ทำไมพวกมันถึงนึกไม่ถึงกันนะ

ที่แท้ที่ขุดแร่ก็เป็นเครื่องมืออเนกประสงค์แบบนี้เอง แถมท่านราชินียังพิสูจน์ให้เห็นกับตาแล้วด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น การตัดไม้ยังดูจะง่ายกว่าการขุดแร่เป็นไหนๆ

เพราะยังไงแร่หินมันก็แข็งของจริงนี่นา

เมื่อคิดได้ดังนี้ ก๊อบลินนักขุดแร่ทั้ง 99 ตัวก็เต็มไปด้วยฮึดสู้

พวกมันถ่มน้ำลายลงบนฝ่ามือ ถือที่ขุดแร่ออกเหวี่ยงจามเริ่มโปรเจกต์ตัดไม้ทันที

ชั่วพริบตาเดียว ภายในป่ายามค่ำคืนก็เต็มไปด้วยเสียงจามที่ถถี่ระรัว

ก๊อบลินแต่ละตัวต่างทำงานกันจนเหงื่อท่วมหัว

แม้พวกมันจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าโดโร่ แต่ค่าสถานะที่ได้จากเลเวลสอง

ก็การันตีได้เลยว่าพวกมันแข็งแกร่งกว่าคนตัดไม้ธรรมดาที่ไม่มีเลเวลอยู่หลายขุม

ประสิทธิภาพการตัดไม้จึงรวดเร็วมาก

ในมิติที่พวกมันสัมผัสไม่ได้ ค่าประสบการณ์และพลังแห่งอารมณ์ที่เกิดจาก 'การใช้เครื่องมือผิดประเภท' กำลังค่อยๆ สะสมขึ้นอย่างช้าๆ

รอคอยวันที่ดักแด้จะกลายเป็นผีเสื้อ

ในเวลาเดียวกัน สัตว์บรรทุกหลายตัวกำลังหวดฝีเท้าวิ่งตะบึงไปบนถนนทางการที่ปูด้วยหินแสงจันทร์

เกือกเท้าสัตว์บรรทุกครูดกับพื้นจนเกิดประกายไฟในความมืดมิดของราตรี

ภายในตู้รถ สมาชิกขบวนคาราวานที่ยังขวัญผวาต่างพากันห่อตัวด้วยผ้าห่ม หัวข้อสนทนาหนีไม่พ้นเหตุการณ์ประหลาดที่เจอมาเมื่อตอนกลางวัน

คนคุ้มกันสาวลูบไล้ลวดลายบนด้ามดาบพลางส่งเสียงสั่นๆ:

''โอย... น่ากลัวเป็นบ้าเลย''

''ตอนที่ข้าแอบเห็นแท็ก 'ผู้ปกครองแห่งความหวาดหวั่น' บนหัวไอ้ตัวขนชมพูนั่น ขาข้างี้อ่อนเปลี้ยไปหมดเลย!''

[อารมณ์หวาดกลัว +3]

สมาชิกคนอื่นๆ ต่างพากันสำทับ: ''นั่นดิ นี่มันมอนสเตอร์ตัวอะไรกันแน่? ถึงขนาดมีแท็กหลั่งไหลออกมาเป็นน้ำตกขนาดนั้น''

''มันจะเว่อร์เกินไปหน่อยแล้วมั้ง''

[อารมณ์หวาดกลัว +15]

เสียงพูดคุยของพวกเขาดึงดูดความสนใจของคนขับรถม้าเฒ่า เขาที่กำลังคาบกล้องยาสูบอยู่ถึงกับสำลักควันออกมา:

''แค็กๆๆ...''

''เจ้าพวกเด็กน้อย พวกเจ้าโฟกัสผิดจุดหรือเปล่า?''

''ไอ้แท็กสีหลากสีนั่นต่างหากที่เป็นตัวตนที่สำคัญที่สุด''

คนขับรถม้าเฒ่าเคาะขี้บุหรี่พลางเอ่ยสอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง:

''อะไรก็ตามที่ไปข้องเกี่ยวกับทวยเทพ เทพมาร หรือนักเล่นแร่แปรธาตุบรรพกาลล่ะก็ มันคือตัวตนที่สามารถสร้างกลียุคได้ทั้งนั้นแหละ''

''ไม่รู้เลยว่าเมืองที่พวกเราอยู่ ในอนาคตจะต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบไหนกันแน่...''

[ความตระหนักรู้สั่นคลอน +2.5]

คำพรรณนาที่ออกมาจากใจของชายชราทำเอาขบวนรถม้าที่เคยส่งเสียงเอะอะกลับเงียบกริบลงทันที

พวกเขารู้ดีถึงความรุนแรงของเรื่องนี้

เมืองที่อยู่อย่างสงบสุขมาตลอด 20 ปี คาดว่าคงจะเริ่มไม่เป็นสุขเสียแล้ว

ตอนนั้นเอง หัวหน้าหน่วยหนวดเฟิ้มที่เป็นคนนำทีมก็ก้าวออกมาปลุกใจทุกคน:

''เอาล่ะๆ ไม่เห็นต้องทำหน้าอมทุกข์กันขนาดนั้นเลย''

''พวกเราแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ ส่วนเจ้ามอนสเตอร์ขนชมพูนั่น เดี๋ยวก็มีคนมาจัดการเองแหละ''

''แทนที่จะมานั่งกังวลเรื่องโน้นเรื่องนี้ สู้เอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าเส้นทางค้าขายหลังจากนี้จะเดินยังไง''

[อารมณ์โศกเศร้า +2.0]

หลังจากได้รับคำปลอบโยนจากหัวหน้าหน่วย อารมณ์ที่พลุ่งพล่านในใจของผู้คนก็เริ่มสงบลงบ้าง

ภายในขบวนรถม้าจึงเหลือเพียงเสียงฝีเท้าเหล็ก ล้อรถ และเสียงกระทบกันของเศษหิน

ภายใต้แสงจันทร์สีม่วงที่สาดส่องลงมา เงาร่างของเมืองแห่งหนึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นลางๆ อยู่ไกลออกไป

นั่นคือเมืองอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่อยู่ห่างไกลและถูกปกคลุมด้วยควันกำมะถัน ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาอันคดเคี้ยว

กำแพงเมืองที่ทำจากหินสีน้ำเงินเข้มนั้นดูเตี้ยและหยาบกร้าน

บนพื้นผิวของกำแพงมีผลึกกากแร่ฝังอยู่ ส่งประกายสะท้อนที่ดูเย็นชาและแข็งกระด้าง

ขบวนรถม้าที่วิ่งตะบึงมาหยุดลงที่หน้าประตูเมืองที่ดูไม่สูงนัก พลางจ้องมองตัวอักษรขนาดใหญ่เหนือประตูหลัก: [เมืองร็อกไอรอน]

หัวใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายในที่สุดก็ได้รับความวางใจเสียที

ทันใดนั้น เสียงตะโกนก้องก็ดังมาจากบนกำแพงเมือง:

''ใครบังอาจบุกรุกเมืองร็อกไอรอนยามวิกาล?! จงแจ้งสถานะ จุดประสงค์ และที่มาของพวกเจ้ามาเสีย ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าลูกศรไร้ปรานี!''

เหล่าทหารที่สวมเกราะเกล็ดเหล็กดัดใบเก่าถือธนูไม้เริ่มโผล่หัวออกมาจากกำแพงเมือง

ลูกศรที่ส่งประกายเย็นเฉียบเล็งตรงมายังขบวนรถม้าด้านล่าง

ดูท่าพร้อมจะระดมยิงทันทีหากได้รับคำสั่ง

เมื่อเห็นสถานการณ์วิกฤต

หัวหน้าหน่วยนำขบวนก็ชูมือทั้งสองข้างขึ้น และก้าวออกมาแสดงตัวตนอย่างเด็ดขาด

''เฮ้ วอล์คเกอร์หรือเปล่านั่น? ข้าเอง กัลวิน!''

''รีบเปิดประตูเมืองให้พวกเราเข้าไปเดี๋ยวนี้''

บนกำแพงเมือง ผู้คุ้มกันร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นจากการถูกไฟลวกที่ลำคอชะโงกหน้าออกมา

ชุดหนังเก่าตึงเปรี๊ยะไปตามกล้ามอกที่กำยำ แขนเสื้อเครื่องแบบผู้คุ้มกันถูกท่อนแขนอันหนาเตอะดันจนตะเข็บแทบปริ

เขาถามออกมาด้วยความสงสัย: ''กัลวิน?''

''ไอ้ขยะเหมืองอย่างแกยังไม่ตายอีกเหรอ? ทำไมถึงมาถึงเร็วกว่ากำหนดตั้งหนึ่งวันล่ะ?''

เสียงคำรามราวกับระฆังทองเหลืองของวอล์คเกอร์ดังสนั่น พุ่งตรงเข้าใส่ขบวนรถม้าทันที

หลายคนถึงกับต้องอุดหูโดยสัญชาตญาณพลางอุทานในใจถึงพลังเสียงของอีกฝ่าย

''วอล์คเกอร์! เสียงแกยังดังไม่เปลี่ยนเลยนะ''

''เลิกพูดไร้สาระแล้วเปิดประตูเมืองก่อนเถอะ ระหว่างทางพวกเราเจอโจรปล้นเข้าให้แล้ว''

''ถ้าไม่ใช่เพราะความฉลาดของข้า ป่านนี้ขบวนคาราวานคงไปนอนเฝ้าถนนที่นั่นแล้ว''

กัลวินใช้นิ้วแคะหูพลางอธิบายออกมาอย่างรำคาญใจ

คำพูดนั้นทำเอาเหล่าทหารรักษาเมืองบนกำแพงต่างหันไปมองหน้ากัน และเริ่มกระซิบกระซาบกันเสียงเบา

เพราะเส้นทางค้าขายทางด้านนี้ไม่เคยมีอันตรายมาตลอด 20 ปี

การที่ขบวนคาราวานถูกโจมตีในตอนนี้ ย่อมหมายความว่านับจากนี้ไปโลกคงจะไม่สงบสุขอีกต่อไปแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 8 แผนการสร้างตำหนักราชินี: หน่วยขุดแร่กลายพันธุ์ตรากตรำตัดไม้ข้ามคืน!

คัดลอกลิงก์แล้ว