- หน้าแรก
- อาชูร่ากลืนสวรรค์ กำเนิดใหม่เทพสังหารตระกูลฉิน
- บทที่ 6 - เจ้าอยากตายเยี่ยงไร!
บทที่ 6 - เจ้าอยากตายเยี่ยงไร!
บทที่ 6 - เจ้าอยากตายเยี่ยงไร!
บทที่ 6 - เจ้าอยากตายเยี่ยงไร!
"ฆ่าคน?"
"แค่นี้เองหรือ?"
ฉินอิ่นหลงนึกว่าการปลดปล่อยข้อห้ามแห่งสวรรค์จะยากเย็นแสนเข็ญ นึกไม่ถึงว่าจะง่ายดายถึงเพียงนี้?
การครอบครองกายศักดิ์สิทธิ์อาชูร่า ย่อมลิขิตเส้นทางเบื้องหน้าของฉินอิ่นเอาไว้แล้ว ว่าต้องก้าวเดินบนมรรคาแห่งการเข่นฆ่าเป็นหลัก
การฆ่าคนแล้วสามารถปลดปล่อยข้อห้ามแห่งสวรรค์ของกายศักดิ์สิทธิ์อาชูร่าได้ นี่มันไม่เข้าทางวิชาถนัดของเขาพอดีหรอกหรือ?
เมื่อจักรพรรดินีพิษสวรรค์ได้ยินน้ำเสียงไม่แยแสของฉินอิ่น นางก็หัวเราะเยือกเย็นด้วยท่วงท่ายั่วยวน ทำเอาฉินอิ่นถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
"เจ้าคิดว่ามันง่ายดายถึงเพียงนั้นจริงหรือ?"
ฉินอิ่นย้อนถาม
"มิใช่หรือไร?"
จักรพรรดินีพิษสวรรค์กล่าว
"ตอนนี้เจ้าลองเพ่งจิตสำรวจข้อห้ามแห่งสวรรค์นั่นดูอีกทีสิ"
ฉินอิ่นเพ่งจิตสำรวจอีกครั้ง พินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จนค่อยๆ ค้นพบความผิดปกติบางอย่าง
"เหนือข้อห้ามแห่งสวรรค์ ดูเหมือนจะมีปราณมรณะสายบางๆ พันธนาการอยู่"
"ทว่าปราณมรณะเพียงเท่านี้ ยังห่างไกลนักที่จะทะลวงทำลายข้อห้ามแห่งสวรรค์ได้" ฉินอิ่นขมวดคิ้ว
เสียงของจักรพรรดินีพิษสวรรค์ลอยเข้าหู
"ถูกต้อง ปราณมรณะเหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าได้มาจากการสังหารผู้คนในตอนนี้ ทว่าระดับพลังของพวกมันอ่อนแอเกินไป ไม่มีทางทะลวงทำลายข้อห้ามแห่งสวรรค์ได้หรอก"
"ในขณะที่ความกระหายเลือดจากกายศักดิ์สิทธิ์อาชูร่าของเจ้า สามารถกลืนกินสติสัมปชัญญะของเจ้าได้ทุกเมื่อก่อนที่เจ้าจะก้าวเข้าสู่ระดับทะเลปราณ และทำให้เจ้ากลายเป็นเพียงซากศพเดินได้ที่รู้จักแต่การเข่นฆ่า เจ้าจึงจำเป็นต้องสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับทะเลปราณขั้นปลายขึ้นไปให้ได้อย่างน้อยหนึ่งคน ก่อนที่จะทะลวงขึ้นสู่ระดับทะเลปราณ"
ก่อนก้าวเข้าสู่ระดับทะเลปราณ ต้องสังหารยอดฝีมือระดับทะเลปราณขั้นปลายให้จงได้!
นั่นหมายความว่าต้องข้ามขั้นสังหารผู้ที่อยู่เหนือกว่าตนเองหนึ่งระดับใหญ่
นี่มิใช่เรื่องง่ายดายเลย
และนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น อย่าลืมว่ากายศักดิ์สิทธิ์อาชูร่ามีข้อห้ามแห่งสวรรค์อยู่ถึงเก้าสาย หมายความว่าทุกครั้งที่ต้องการปลดปล่อยข้อห้าม ต้องข้ามขั้นไปสังหารยอดฝีมือทุกครั้งเลยหรือ?
ยิ่งบำเพ็ญเพียรไปถึงระดับสูงเท่าใด ความยากลำบากก็ยิ่งทวีคูณ ช่องว่างเพียงหนึ่งขั้นย่อย ก็อาจสร้างความแตกต่างราวฟ้ากับเหว การข้ามขั้นสังหารศัตรู ย่อมยากเข็ญแสนสาหัสยิ่งขึ้นไปอีก
แน่นอนว่าปัญหาเฉพาะหน้าที่ฉินอิ่นต้องเผชิญในเวลานี้ คือการสังหารยอดฝีมือระดับทะเลปราณให้ได้ก่อน
"ตอนนี้ยังคิดว่าง่ายอยู่อีกหรือไม่?" น้ำเสียงเนิบนาบของจักรพรรดินีพิษสวรรค์ลอยมา
ฉินอิ่นส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น
"เป็นข้าที่คิดตื้นเขินเกินไป สมแล้วที่เป็นกายศักดิ์สิทธิ์อาชูร่า กายาต้องห้ามที่สมคำร่ำลือ"
"ขอบพระคุณท่านจักรพรรดินีพิษสวรรค์ที่ช่วยชี้แนะ"
"เอาล่ะ หลังจากนี้ก็ต้องพึ่งพาตัวเจ้าเองแล้วนะ" น้ำเสียงของจักรพรรดินีพิษสวรรค์เลือนหายไป
ฉินอิ่นพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา แล้วลงมือหลอมรวมของเหลวรวมปราณที่เหลืออยู่ในร่างกายต่อไป ไม่นานก็หลอมรวมจนสิ้นหยดสุดท้าย และระดับพลังก็สถิตอยู่ที่ระดับขุมทรัพย์วิญญาณขั้นหนึ่งอย่างมั่นคง
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับขุมทรัพย์วิญญาณ พลังปราณก็สามารถแผ่พุ่งออกไปนอกร่างได้ ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถปลิดชีพศัตรูจากระยะไกลได้แล้ว
เขาตวัดมือเพียงคราเดียว กระบี่อาชูร่าก็ลอยเข้ามาอยู่ในมือ
บนคมกระบี่อาชูร่าปรากฏประกายสีเลือดฉาน ราวกับเพิ่งได้ดื่มด่ำโลหิตสดๆ มาหมาดๆ ดูชั่วร้ายลี้ลับยิ่งนัก
เพียงหนึ่งกระบี่ตวัดฟันออกไป
ต้นไม้โบราณภายในเรือนก็ถูกตัดขาดสะบั้นตรงกลางลำต้นในพริบตา อานุภาพร้ายกาจเพียงใด ย่อมจินตนาการได้ นี่มิใช่พลังต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวที่ระดับขุมทรัพย์วิญญาณขั้นหนึ่งจะแสดงออกมาได้เลย
ฉินอิ่นยิ่งรู้สึกได้ว่า ตนเองในยามนี้ได้ผลัดทิ้งกระดูกเดิมไปหมดสิ้นแล้ว เมื่อเทียบกับพรสวรรค์ในกาลก่อน เขาในยามนี้ต่างหาก จึงจะคู่ควรกับคำว่าสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง
"สังหารระดับทะเลปราณหนึ่งคน หลินผิงหู่... เจ้ายังมีสิทธิ์อันใดที่จะมีชีวิตอยู่อีกเล่า?"
ฉินอิ่นหรี่ตาลง ประกายสังหารอันเหน็บหนาวสาดกระเซ็นออกมา
ไม่ต้องสงสัยเลย สำหรับข้อห้ามแห่งสวรรค์สายแรกนี้ ฉินอิ่นหมายตาจะใช้หลินผิงหู่เป็นเครื่องสังเวย
จากนั้น ฉินอิ่นก็เริ่มฝึกฝนคัมภีร์อมตะศักดิ์สิทธิ์
ตามคำกล่าวของจักรพรรดินีอมตะ หากฝึกคัมภีร์อมตะศักดิ์สิทธิ์จนบรรลุขั้นสุดยอด จะไม่มีวันตายและไม่มีวันดับสูญ แม้ไม่รู้ว่านางกล่าวเกินจริงไปหรือไม่ แต่คัมภีร์อมตะศักดิ์สิทธิ์นั้นมีความเกี่ยวข้องกับกายเนื้อโดยตรง
ต่อให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใด ตราบใดที่ไม่ถูกโจมตีจนสิ้นใจในคราเดียว ก็มีโอกาสฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ในเวลาอันสั้น
นี่มันสุดยอดวิชาสงวนชีพชัดๆ!
สามวันต่อมา
ฉินอิ่นตั้งใจจะหลอมของเหลวรวมปราณขึ้นมาอีกชุดเพื่อใช้ในการฝึกฝน
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับขุมทรัพย์วิญญาณ พลังปราณที่ต้องการก็ยิ่งทวีคูณมหาศาลดั่งท้องทะเล
ในยามนี้ภายในตระกูลฉิน สมุนไพรที่พอจะหาได้ครบถ้วน ก็มีเพียงสมุนไพรสำหรับหลอมของเหลวรวมปราณเท่านั้น
ส่วนโอสถชนิดอื่นยังไม่อาจหลอมได้ในเวลานี้
สำหรับการบำเพ็ญเพียรในระดับขุมทรัพย์วิญญาณ ของเหลวรวมปราณก็ยังพอแสดงประสิทธิภาพได้บ้าง
ฉินอิ่นผลัดเปลี่ยนเป็นชุดคลุมยาวสีดำตัวใหม่เอี่ยม ก่อนจะก้าวออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าตรงไปยังหอโอสถ
นับตั้งแต่ฉินอิ่นลงมือสังหารแขกรับเชิญไปกว่าสิบชีวิต เมื่อแขกรับเชิญคนอื่นๆ พบเห็นเขา ต่างก็ไม่กล้าชี้หน้าด่าทออีก พากันหลบเลี่ยงไปอยู่ห่างๆ เกรงว่าหากฉินอิ่นเกิดอารมณ์เสียขึ้นมา จะลงมือสังหารคนอีก
สำหรับเรื่องนี้ ฉินอิ่นทำเป็นมองไม่เห็น คนไม่ล่วงเกินข้า ข้าก็ไม่ล่วงเกินคน อีกอย่าง เขาเองก็ไม่ใช่มารร้ายกระหายเลือดที่ฆ่าไม่เลือกหน้า ตัวการที่แท้จริงคือหลินผิงหู่ต่างหาก
ขณะที่เดินผ่านลานประลองยุทธ์ ฉินอิ่นกลับถูกเสียงที่คุ้นหูเสียงหนึ่งดึงดูดความสนใจไป
เห็นเพียงว่าบริเวณใจกลางลานประลองยุทธ์ในยามนี้ มีแขกรับเชิญยืนอออยู่เป็นจำนวนมาก
เหล่าแขกรับเชิญที่รวมตัวกันอยู่กลางลาน ต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องตะโกนเชียร์อย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า นี่หรือคุณชายตระกูลฉินในยามนี้?"
"ฉินเสวียน ในฐานะบุตรชายของผู้นำตระกูล กลับต้องมาเป็นเพียงเด็กถือกระบี่ให้แก่คุณชายหลินอวี้หลง ช่างน่าขันเสียนี่กระไร"
"ขี้ขลาดตาขาวถึงเพียงนี้ ข้าขอแนะนำให้เจ้ายกตำแหน่งคุณชายให้คุณชายอวี้หลงไปเสียเถอะ!"
เมื่อได้ยินเสียงเยาะเย้ยถากถางดังระงม ชื่อของฉินเสวียนก็ทำให้เส้นประสาทของฉินอิ่นตึงเครียดขึ้นมาทันที ภายในดวงตาทั้งคู่ระเบิดรังสีอำมหิตอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
ฉินเสวียนเป็นเหมือนน้องน้อยที่คอยเดินตามหลังฉินอิ่นมาตั้งแต่เด็ก รักใคร่สนิทสนมกันดุจพี่น้องร่วมสายเลือด
แม้พรสวรรค์ของเขาจะพอๆ กับท่านอาสาม คืออยู่ในระดับธรรมดา
ทว่าฉินอิ่นไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมารังแกฉินเสวียนเด็ดขาด
ในสายตาของเขา ฉินเสวียนก็คือน้องชายแท้ๆ ของเขา
บนลานประลอง ปรากฏร่างผอมบางของฉินเสวียนถูกซัดกระเด็นลอยละลิ่วตกลงมานอกลาน
พร้อมกันนั้น กระบี่เล่มหนึ่งก็พุ่งทะยานลงมาปักฉึกอยู่ข้างกายฉินเสวียนอย่างแม่นยำ
บนลานประลอง ร่างที่ยืนวางอำนาจบาตรใหญ่อยู่นั้น คือหลินอวี้หลงนั่นเอง มันแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมมองลงมาที่ฉินเสวียน
"รบกวนคุณชายฉินเสวียน ช่วยนำกระบี่กลับมาให้ข้าด้วยเถิด"
ฉินเสวียนเป็นคนหัวอ่อนขี้ขลาด ไม่กล้าขัดขืน จึงได้แต่คลานลุกขึ้นจากพื้น แล้วเอื้อมมือไปหยิบกระบี่เล่มนั้น
หลินอวี้หลงระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ชี้หน้าด่าทอฉินเสวียน
"ฉินอิ่นบอกว่าข้าเป็นแค่เด็กถือกระบี่ของมัน ทว่ามันหารู้ไม่ ว่าตอนนี้คุณชายตระกูลฉินผู้สูงส่ง กลับกลายมาเป็นเด็กถือกระบี่ให้ข้า หลินอวี้หลงผู้นี้แล้ว!"
"ฉินอิ่นมันคู่ควรอย่างนั้นหรือ?"
"เจ้าจะรังแกข้าก็ย่อมได้ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มากล่าวจาดูถูกพี่อิ่น!" ฉินเสวียนขว้างกระบี่ในมือทิ้ง ถลึงตาจ้องมองด้วยความโกรธแค้น
หลินอวี้หลงตบต้นขาหัวเราะร่วน
"ไม่ยอมงั้นหรือ?"
"เจ้าไม่ยอมงั้นหรือ?"
"ดีล่ะ เช่นนั้นข้าก็จะอัดเจ้าจนกว่าเจ้าจะยอมสยบ เจ้าทางที่ดีอย่าได้ไปฟ้องฉินอิ่นเชียวล่ะ มิเช่นนั้นหากมันโผล่หัวมา ข้าจะฉีกหน้ามันให้ย่อยยับไม่มีชิ้นดีเลยคอยดู!"
หลินอวี้หลงปรายตามองเพียงแวบเดียว แขกรับเชิญสองคนก็เตรียมจะลากตัวฉินเสวียนขึ้นไปบนลานประลอง
แขกรับเชิญทั้งสองเดินเข้าไปหาฉินเสวียน เงื้อมือเตรียมจะคว้าตัวเขา
แววตาของฉินเสวียนฉายความหวาดกลัวออกมา
ทว่าก่อนที่มือของแขกรับเชิญจะทันได้สัมผัสตัวฉินเสวียน เสียงกรีดร้องโหยหวนสองเสียงก็ดังก้องขึ้นมาแทบจะพร้อมๆ กัน
"อ๊ากกกก..."
"แขนข้า!! ขาดแล้ว!"
ทุกสายตาเบิกกว้างหันขวับไปมองด้วยความตื่นตระหนก ภาพที่เห็นคือแขนของแขกรับเชิญทั้งสองที่ยื่นออกไป ถูกตัดขาดสะบั้นร่วงหล่นลงพื้น
ผู้ใดกันที่ลงมือ?
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานวูบเดียว ก็มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าฉินเสวียนแล้ว
นัยน์ตาของฉินเสวียนรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา เมื่อมองแผ่นหลังอันสูงตระหง่านดั่งขุนเขาของร่างตรงหน้า
"พี่อิ่น..."
ชายในชุดคลุมยาวสีดำ มิใช่ใครอื่น เขาก็คือฉินอิ่น!
บรรดาแขกรับเชิญต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดผวา
ส่วนแขกรับเชิญสองคนที่เพิ่งถูกฟันแขนขาดเมื่อครู่ บริเวณลำคอก็ปรากฏรอยเลือดสายหนึ่งขึ้นพร้อมๆ กัน ก่อนที่ศีรษะของทั้งสองจะหลุดกลิ้งโค่ลงกับพื้น
ตายแล้ว!
ฉินอิ่นหันขวับกลับมามองฉินเสวียน พลางตบไหล่เขาเบาๆ
"ข้าเอง ข้าไร้ความสามารถ ทำให้ตระกูลฉินต้องเสื่อมเสีย..." ฉินเสวียนก้มหน้างุด ไม่กล้าเงยหน้าสบตาฉินอิ่น
ฉินอิ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ไม่โทษเจ้า"
"โทษที่ข้าปกป้องเจ้าไว้ไม่ดีพอ"
"หลังจากนี้ มอบหน้าที่ทั้งหมดให้ข้าจัดการเอง"
สิ้นคำ ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิตสะท้านฟ้าประดุจมัจจุราชก็ตวัดมองไปยังหลินอวี้หลงที่กำลังยืนวางก้ามอยู่บนลานประลอง
น้ำเสียงเยียบเย็นเสียดกระดูกทิ่มแทงทะลุทะลวงเข้าสู่โสตประสาทของหลินอวี้หลง
"เจ้าอยากตายเยี่ยงไร!?"
[จบแล้ว]