- หน้าแรก
- รู้ตัวอีกที ข้าก็กลายเป็นยอดฝีมือไร้พ่ายในใต้หล้า
- บทที่ 14: สังหารระดับแบ่งวิญญาณ
บทที่ 14: สังหารระดับแบ่งวิญญาณ
บทที่ 14: สังหารระดับแบ่งวิญญาณ
บทที่ 14: สังหารระดับแบ่งวิญญาณ
สำนักหวนเยว่
เบื้องหลังขุนเขาใหญ่โต มีทะเลสาบอันเงียบสงบตั้งอยู่
ทะเลสาบแห่งนี้งดงามยิ่งนัก ไอพลังปราณควบแน่นลอยล่องและพวยพุ่งอยู่เหนือผิวน้ำ ก่อเกิดเป็นภาพตระการตา
และทะเลสาบแห่งนี้ก็คือ 'ทะเลสาบมายา' ของสำนักหวนเยว่นั่นเอง
ยามนี้ ภายในเรือนไม้กลางทะเลสาบมายา ชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิ
เรือนผมของชายชราขาวโพลน ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามออกมา
แม้จะหลับตานั่งนิ่งอยู่บนพื้น ทว่าเขากลับปลดปล่อยพลังอำนาจที่ทำให้ผู้คนครั่นคร้ามโดยไม่ต้องแสดงอารมณ์โกรธขึ้ง
กลิ่นอายการบำเพ็ญเพียรที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาบ่งบอกถึงระดับถอดจิตขั้นสูงสุด
และเขาผู้นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นบรรพจารย์แห่งสำนักหวนเยว่... จางเซ่าเฟิง
หลังจากบำเพ็ญเพียรไปได้ระยะหนึ่ง จางเซ่าเฟิงก็ลืมตาขึ้น แววตาเผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าจากกาลเวลา
"เฮ้อ ข้ายังคงทะลวงขั้นไม่ได้สินะ" เขาทอดถอนใจยาว
เขาติดอยู่ในระดับถอดจิตมาเนิ่นนาน แม้จะเพียรพยายามบำเพ็ญเพียรมาหลายปี แต่ก็ไม่อาจทะลวงคอขวดนี้ไปได้
ต่างจากมู่หรงกง เขาปรารถนาที่จะเลื่อนระดับมากกว่านัก
นั่นเป็นเพราะเขามีศัตรูคู่อาฆาตที่อยู่ในระดับถอดจิตขั้นสูงสุดเช่นเดียวกัน
เขาไม่เคยปริปากเล่าเรื่องศัตรูผู้นี้ให้ใครฟัง แม้กระทั่งสหายเก่าแก่ที่สนิทที่สุดอย่างมู่หรงกง
มันคือผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่เขาบังเอิญพบเจอระหว่างออกเดินทาง
คนผู้นี้เป็นพวกวิปริตตัณหากลับ
ตอนนั้น ขณะที่เขาเดินทางผ่านเทือกเขาแห่งหนึ่ง เขาบังเอิญไปเห็นมันกำลังจะล่วงละเมิดผู้บำเพ็ญเพียรหญิงรุ่นเยาว์คนหนึ่งเข้า
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในระดับถอดจิตขั้นสูงสุดเช่นกัน เขาจึงตัดสินใจยื่นมือเข้าสอดแทรก
หลังจากการโต้เถียง ทั้งสองก็ลงมือต่อสู้กัน
รากฐานพลังของเจ้าวิปริตนั่นอ่อนแอมาก เพียงไม่กี่กระบวนท่า เขาก็ทำให้มันบาดเจ็บสาหัสและถึงขั้นตัดแขนมันไปได้ข้างหนึ่ง
เดิมทีเขาตั้งใจจะถอนรากถอนโคนเพื่อขจัดปัญหา แต่กลับพบว่าเจ้าวิปริตงัดของวิเศษมิติออกมาและหนีเตลิดไปอย่างลนลาน
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ก่อนที่เจ้าวิปริตจะหนีไป มันกลับอ้างว่ารู้จักเขา และรู้ว่าเขาคือบรรพจารย์แห่งสำนักหวนเยว่
มันยังขู่ซ้ำว่า หากวันใดที่มันสามารถทะลวงสู่ระดับแบ่งวิญญาณได้ มันจะกลับมาแก้แค้นและกวาดล้างสำนักหวนเยว่ของเขาให้สิ้นซาก!
ตอนที่ต่อสู้กัน จางเซ่าเฟิงเห็นว่ารากฐานของอีกฝ่ายนั้นย่ำแย่เหลือทน เขาจึงไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะเชื่อมั่นว่าตนจะทะลวงสู่ระดับแบ่งวิญญาณได้ก่อนแน่นอน
ทว่าเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า ตนเองจะติดแหง็กอยู่ในระดับถอดจิตขั้นสูงสุดมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้
หมู่นี้ เขาได้ยินมาว่าเหล่าศิษย์ในสำนักที่ออกไปหาประสบการณ์ภายนอกเริ่มหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย!
สิ่งนี้ทำให้เขาสังหรณ์ใจว่าเจ้าวิปริตนั่นอาจจะกลับมาแก้แค้นแล้ว!
นี่คือเหตุผลว่าทำไมช่วงนี้เขาถึงหมกมุ่นอยู่กับการทะลวงขั้นสู่ระดับแบ่งวิญญาณนัก
หากเจ้าวิปริตนั่นทะลวงถึงระดับแบ่งวิญญาณได้ ไม่ว่ารากฐานของมันจะอ่อนด๋อยแค่ไหน มันก็ยังสามารถบดขยี้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับถอดจิตขั้นสูงสุดอย่างเขาได้อย่างง่ายดาย!
ใบหน้าของจางเซ่าเฟิงหม่นหมองและเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงดังกัมปนาทก็พลันระเบิดก้องขึ้นบนท้องฟ้าเหนือสำนักหวนเยว่
"จางเซ่าเฟิง ไอ้เฒ่าสารเลว ออกมารับความตายซะ!"
จางเซ่าเฟิงที่อยู่กลางทะเลสาบได้ยินเสียงอันคุ้นเคยนี้ ใบหน้าของเขาก็พลันซีดเผือด
นั่นคือเสียงของเจ้าวิปริต!
แล้วกลิ่นอายพลังขั้นนี้ มัน... ระดับแบ่งวิญญาณขั้นที่หนึ่ง!!
จางเซ่าเฟิงถึงกับตกตะลึง
เขาเพิ่งจะนึกถึงไปหมาดๆ เจ้าวิปริตนี่ก็โผล่มาเลยงั้นหรือ?
ใบหน้าของเขามืดทะมึนลง
หากออกไปตอนนี้ เขามีแต่ตายกับตาย
แต่หากไม่ออกไป อีกฝ่ายก็บุกมาถึงหน้าสำนักแล้ว
เกิดมันไม่สบอารมณ์แล้วลงมือกวาดล้างสำนักขึ้นมา จะทำเช่นไร?!
และแล้วก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่เขาคิดเช่นนั้น เสียงเย็นเยียบก็ดังก้องไปทั่วฟ้าอีกครั้ง
"ข้ารู้นะว่าเจ้าซ่อนตัวอยู่ในสำนัก! ข้าจะให้เวลาเจ้าแค่สิบลมหายใจ หากยังไม่ออกมา ข้าจะสังหารคนทั้งสำนักของเจ้าให้เกลี้ยง! เจ้าคงไม่อยากเห็นศิษย์ในสำนักของเจ้าถูก..."
ทว่าคำพูดนั้นกลับหยุดชะงักลงกลางคัน
"เจ้าเป็นใคร?!"
เสียงตื่นตระหนกของเจ้าวิปริตดังแทรกขึ้นมาบนฟากฟ้า
จางเซ่าเฟิงที่อยู่กลางทะเลสาบสะดุ้งเฮือก
วินาทีต่อมา เสียงที่จางเซ่าเฟิงคุ้นเคยยิ่งกว่าก็ดังขึ้น
"เมื่อครู่เจ้าบอกว่าอยากจะกวาดล้างสำนักหวนเยว่ให้สิ้นซากงั้นรึ?"
เสียงนี้คือเสียงของมู่หรงกง สหายเก่าของเขานั่นเอง
"มะ... ไม่... ข้า... ข้าแค่ล้อเล่น..."
ตูม!
ครั้งนี้ เจ้าวิปริตยังพูดไม่ทันจบประโยค แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็ระเบิดก้องไปทั่วฟ้า
หลังจากนั้น ฝุ่นควันทั้งหลายก็จางหายไป และบรรยากาศโดยรอบก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
จางเซ่าเฟิงสับสนงุนงงไปหมด
นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น?!
ทำไมเขารู้สึกว่าเจ้าวิปริตนั่นหวาดกลัวสุดขีดตอนที่เสียงของมู่หรงกงดังขึ้น!
ในจังหวะนั้นเอง ฟึ่บ! ร่างของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นภายในเรือนที่เขาพำนักอยู่
จางเซ่าเฟิงสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
นี่มันวิชาเคลื่อนย้ายมิติของระดับแบ่งวิญญาณชัดๆ!
เขาเงยหน้าขึ้นมอง
แต่พอมองแล้วก็แทบช็อก เมื่อเห็นว่าคนที่ปรากฏตัวคือมู่หรงกง สหายเก่าของตน เขาถึงกับยืนอึ้ง
จางเซ่าเฟิงจ้องมองมู่หรงกงที่กำลังเผยรอยยิ้มอวดดีตาไม่กระพริบ
ระ... ระดับแบ่งวิญญาณขั้นที่สอง!!
นี่มัน!!
และในเวลานี้ มู่หรงกงยังหิ้วซากศพโชกเลือดที่ไร้ชิ้นดีและอ่อนปวกเปียกติดมือมาด้วย
มันคือเจ้าวิปริตคนนั้น!
จางเซ่าเฟิงพูดไม่ออก ได้แต่เบิกตาโพลงจ้องมองสหายเก่า
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
มู่หรงกงโยนศพทิ้งลงบนพื้น แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ใกล้ๆ อย่างสบายอารมณ์
"ข้าเพิ่งมาถึงก็เห็นเจ้านี่ตะโกนปาวๆ ว่าจะกวาดล้างสำนักของเจ้า ข้าก็เลยจัดการมันไปลวกๆ ว่าแต่เจ้าเถอะ ไปล่วงเกินผู้บำเพ็ญเพียรระดับแบ่งวิญญาณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
จางเซ่าเฟิงสูญเสียความสามารถในการพูดไปชั่วขณะ และไม่อาจตอบคำถามของมู่หรงกงได้เลย
มู่หรงกงเมื่อเห็นสีหน้าของสหายเก่า ภายนอกแม้จะดูนิ่งเฉย แต่ภายในใจกลับลิงโลดสุดขีด
ให้ตายเถอะ ข้าจะจดจำหน้าตานี้ไว้ ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปล้อเจ้าได้ยันลูกบวชเลย!
ฮ่าฮ่า!
ผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดจางเซ่าเฟิงก็เค้นเสียงถามออกมาได้ "ตาเฒ่า ระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้านี่มันเรื่องอะไรกัน..."
เขาถึงกับสงสัยว่าตัวเองกำลังตาฝาดไปหรือเปล่า!
มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
พวกเขาเพิ่งพบกันเมื่อไม่นานมานี้ และเห็นได้ชัดว่ามู่หรงกงยังอยู่ในระดับถอดจิตขั้นสูงสุดอยู่เลย
ต่อให้เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับแบ่งวิญญาณได้ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะข้ามมาถึงระดับแบ่งวิญญาณขั้นที่สองรวดเดียวแบบนี้!
มุมปากของมู่หรงกงยกขึ้น ดูภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้น เขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่า ตอนแรกตัวเขาก็ไม่เชื่อคำพูดของลูกชายเช่นกัน จนทำให้ต้องทำเรื่องขายหน้าในเรือนของเฉินผิงอัน
เขาเหลือบมองจางเซ่าเฟิงและตัดสินใจว่าจะให้สหายเก่าได้ลิ้มรสความรู้สึกนั้นบ้าง อีกทั้งยังจะได้หลอกเอาหินปราณจากอีกฝ่ายมาสักก้อนสองก้อนด้วย
เช่นนั้น เขาจะได้เอาไปชดเชยให้ลูกชายและคนอื่นๆ
แผนนี้เข้าท่าทีเดียว!
แววตาเจ้าเล่ห์ประกายขึ้นในดวงตาของมู่หรงกงขณะกล่าวว่า "ในเมืองปุถุชนที่อยู่ในเขตปกครองของสำนักข้า มีเซียนผู้หนึ่งอาศัยอยู่ ข้าได้รับวาสนาจากท่าน จึงทะลวงขั้นได้มากมายถึงเพียงนี้ จุ๊ๆ ผู้อาวุโสระดับเซียนท่านนั้นถูกห่อหุ้มด้วยหลักธรรมอันลึกล้ำแห่งมรรคามันช่างน่าครั่นคร้ามอย่างแท้จริง"
หลังจากพูดจบ มู่หรงกงก็รอให้จางเซ่าเฟิงแสดงท่าทีไม่เชื่อ
และเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจะได้ท้าพนันอย่างแนบเนียน
หึหึ ตาเฒ่า พูดมาสิว่าเจ้าไม่เชื่อ
ทว่า... หลังจากได้ยินเช่นนั้น จางเซ่าเฟิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลงเป็นประกายวาบ และตะโกนลั่น "เซียนงั้นรึ?! เร็วเข้า! รีบพาข้าไปพบท่านเดี๋ยวนี้!!"
เขามีท่าทีราวกับคนเสียสติไปแล้ว
เมื่อเห็นจางเซ่าเฟิงเป็นเช่นนี้ มู่หรงกงก็ถึงกับยืนใบ้กิน
บ้าเอ๊ย ทำไมมันไม่เห็นเหมือนที่ข้าคิดไว้เลยวะ?