เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 ซื้อตำแหน่งงานให้ทงต้าเผิง

บทที่ 26 ซื้อตำแหน่งงานให้ทงต้าเผิง

บทที่ 26 ซื้อตำแหน่งงานให้ทงต้าเผิง


จูเถี่ยสยงหันกลับไปนั่งบนเก้าอี้ของตัวเอง มองหน้าฉินต้าเป่า

"เจ้าหก นายต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ มีอะไรก็ว่ามา มีใครรังแกนายหรือเปล่า บอกมาเลย เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง"

"เปล่าครับศิษย์พี่ ผมมาธุระเรื่องของอาจารย์ต่างหาก"

"หืม" จูจื้อสยงหุบยิ้ม สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที "อาจารย์เป็นอะไรไป ครึ่งเดือนมานี้พี่มุ่งแต่งาน ยุ่งจนปลีกตัวไปเยี่ยมอาจารย์ไม่ได้เลย"

"สุขภาพของอาจารย์ยังแข็งแรงดีครับศิษย์พี่ ผมหมายถึงความเป็นอยู่ในบ้านอาจารย์ต่างหาก ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ซือเหนียงต้อง..." ฉินต้าเป่าก้มหน้าลง ขอบตาแดงก่ำ "ร่างกายของซือเหนียงจะรับไม่ไหวเอาแล้วนะครับ..."

มือทั้งสองข้างของจูจื้อสยงค่อยๆ กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

"พี่... พี่รู้ แต่ว่าอาจารย์นี่สิ..."

เป็นศิษย์ไม่ควรนินทาอาจารย์ แต่อาจารย์ทงลึกๆ แล้วยังคงติดนิสัยลูกผู้ดีมีตระกูลชาวแมนจู งานการในบ้านไม่เคยหยิบจับ สนใจแต่เรื่องฝึกวิทยายุทธ์ แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่อย่าง คือมีอะไรก็กินอย่างนั้น ไม่เคยเลือกกิน

บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ในเมืองหลวง แทบจะทุกคนต้องหิ้วของไปเยี่ยมอาจารย์กับซือเหนียงทุกเดือน แต่ลูกศิษย์พวกนี้ต่างก็มีครอบครัวมีภาระต้องดูแล ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ลำพังแค่คนในครอบครัวตัวเองยังกินไม่อิ่มเลย แล้วจะมีปัญญาไปช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร

ดังนั้นภาระหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวจึงตกไปอยู่ที่ซือเหนียง ต้องรับจ้างทำงานจิปาถะเพื่อหาเงินมาจุนเจือ

"เฮ้อ..." อารมณ์ของสองศิษย์พี่ศิษย์น้องหดหู่ลงถนัดตา

"ศิษย์พี่ ที่ผมมาวันนี้ เพราะจำได้ว่าพี่เคยบอกว่ามีเพื่อนทหารทำงานอยู่ที่สถานีตำรวจรถไฟ ผมก็เลยคิดว่า เราพอจะใช้เงินซื้อตำแหน่งงานในสถานีตำรวจรถไฟให้ต้าเผิงได้ไหมครับ ต่อให้เป็นแค่พนักงานชั่วคราวก็ยังดี..."

จูเถี่ยสยงถอนหายใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากหางานให้ศิษย์น้องอย่างทงต้าเผิง ถ้าแค่ขาดเงิน ศิษย์พี่ศิษย์น้องช่วยกันลงขันก็น่าจะพอไหว แต่มีเหตุผลสองข้อที่ทำให้น้ำท่วมปาก ข้อแรกคือเรื่องประวัติครอบครัว ข้อที่สองคือเด็กอย่างทงต้าเผิงนั้นนิสัยไม่เอาถ่าน รักสนุก กลัวว่าถ้าทำงานไม่ดีจะทำให้คนที่ฝากฝังให้ต้องเสียหน้า

"ศิษย์พี่ ผมได้ยินมาว่า ก่อนสิ้นปีสถานีตำรวจรถไฟย่อยจะถูกยุบ แล้วสถานีตำรวจจะถูกแยกออกมาจากกรมตำรวจนครบาล ต่อไปจะขึ้นตรงกับทางสถานีรถไฟ นั่นก็หมายความว่าการตรวจสอบประวัติจะผ่อนปรนลง แต่สถานการณ์ผ่อนปรนแบบนี้คงอยู่ได้ไม่นาน ผมเลยคิดว่า เราน่าจะฉวยโอกาสทองช่วงนี้เอาต้าเผิงเข้าไปทำงานได้ไหมครับ"

"หา พี่ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าสถานีตำรวจย่อยจะถูกยุบ แต่ยังไม่รู้ว่าจะยุบเมื่อไหร่แน่ เจ้าหก ข่าวของนายชัวร์เหรอ"

ฉินต้าเป่ามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ในชาติก่อนเขามีเพื่อนคนหนึ่งที่ได้เข้าทำงานในช่วงเวลานี้พอดี พอเมาเหล้าทีไรก็ชอบคุยโวโอ้อวด บอกว่านี่เป็นผลงานชิ้นโบแดงเพียงชิ้นเดียวในชีวิตที่พ่อของเขาทำไว้

"ชัวร์ครับ"

จูเถี่ยสยงมีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นมาทันที "งั้นเดี๋ยวพี่โทรไปถามดู"

เขาลุกขึ้น เดินไปที่โต๊ะทำงานใกล้ประตู ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วหมุนเบอร์

"ฮัลโหล สถานีตำรวจรถไฟใช่ไหมครับ ผมขอสายเฉิงเจี้ยนหน่อย โอเคครับ ผมรออยู่ ไม่วางสาย..."

"ฮัลโหล ไอ้บอดเฉิง เหลาเถี่ยเองนะ มีเรื่องจะถามหน่อย ได้ข่าวว่าสถานีของพวกนายจะถูกโอนไปขึ้นกับสถานีรถไฟก่อนสิ้นปีนี้เหรอ ปัดโธ่ ข่าวฉันก็ต้องไวสิ ไม่อย่างนั้นฉันจะได้เป็นรองหัวหน้าหมู่ ส่วนนายเป็นแค่พลทหารต๊อกต๋อยเหรอวะ"

"อย่ามาด่าพ่อนะ ขืนด่าอีกเดี๋ยวพ่อปั๊ดเตะให้ แกคิดดูสิ สู้แกก็สู้ฉันไม่ได้ กินเหล้าก็สู้ฉันไม่ได้ แล้วแกจะมาอวดเก่งหาพระแสงอะไร"

"เอาล่ะ ไม่มีเวลามาเถียงกับแกแล้ว แกรู้จักอาจารย์ฉันใช่ไหม เออ ฉันก็มีอาจารย์อยู่คนเดียวนั่นแหละ ลูกชายเขา ศิษย์น้องฉัน ปีนี้อายุ..."

จูเถี่ยสยงเอามือป้องหูโทรศัพท์ หันมาถามฉินต้าเป่า "ต้าเผิงปีนี้อายุเท่าไหร่นะ"

"สิบแปดครับ แก่กว่าผมปีหนึ่ง"

จูเถี่ยสยงพยักหน้า ก่อนจะหันไปพูดใส่หูโทรศัพท์ต่อ "สิบแปดแล้ว ฉันอยากให้แกช่วยฝากฝังให้เขาเข้าทำงานในสถานีตำรวจหน่อย เป็นพนักงานชั่วคราวก็ได้ ขอแค่มีโอกาสได้บรรจุเป็นพนักงานประจำก็พอ เออ เด็กน่ะดีทุกอย่าง เสียก็แต่ประวัติครอบครัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่"

"อืม... แกจะพูดเพ้อเจ้อทำไมวะ ถ้าประวัติมันดีฉันก็เอามาไว้ที่สถานีฉันตั้งนานแล้ว ฉันไม่สน งานนี้แกต้องช่วยฉัน ไม่ช่วยก็ต้องช่วย แกอย่าลืมนะเว้ย ถ้าไม่ได้ฉัน แกตายห่าไปตั้งแปดร้อยรอบแล้ว"

"อืม แกว่าไงนะ... อืม งั้นเหรอ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ อย่างต่ำแปดร้อยเหรอ ได้ แกเก็บที่ไว้ให้ฉันด้วยล่ะ อืม พวกฉันศิษย์พี่ศิษย์น้องช่วยกันลงขัน ไม่น่ามีปัญหา"

"โอเค อะไรจะได้ไม่ได้ ไม่ได้ก็ต้องได้! เสร็จเรื่องเดี๋ยวฉันเลี้ยงเหล้าแกเอง โอเค วางสายล่ะนะ"

วางหูโทรศัพท์เสร็จ จูเถี่ยสยงก็เดินกลับมานั่งหลังโต๊ะทำงาน

ฉินต้าเป่าล้วงซองบุหรี่ออกจากกระเป๋านักเรียน ดึงออกมามวนหนึ่งส่งให้จูเถี่ยสยง จูเถี่ยสยงรับมาตามความเคยชิน แต่ก็ต้องสะดุ้งตกใจ

"เจ้าหก นายยังไม่มีงานทำ ทำไมถึงสูบบุหรี่ยี่ห้อดีขนาดนี้"

ฉินต้าเป่าดึงออกมาอีกมวนคาบไว้ในปาก จุดไม้ขีดไฟต่อบุหรี่ให้ศิษย์พี่และตัวเอง

"ผมมีเงินครับ เมื่อหลายวันก่อนไปล่าหมูป่าที่เขาวั่งเอ๋อร์ซานมาได้หลายตัว เลยลากกลับมาขาย"

"ขายเหรอ ไอ้เด็กบ้า ตอนนี้เขาสั่งห้ามซื้อขายส่วนตัว นายไม่รู้หรือไง"

"โธ่ สบายใจได้ครับศิษย์พี่ ผมขายให้โรงอาหารในโรงงานของพ่อผมครับ"

"โรงอาหารโรงงานรีดเหล็กเหรอ งั้นก็ไม่มีปัญหา"

คำว่าห้ามซื้อขายส่วนตัวที่ว่านี้ หมายถึงการซื้อขายระหว่างบุคคลกับบุคคล แต่ถ้าขายให้หน่วยงานของรัฐก็ไม่เป็นไร

"เจ้าหก เมื่อกี้เพื่อนทหารของพี่บอกว่า ที่สถานีตำรวจเขากำลังจะมีคนเก่าแก่เกษียณพอดี แกจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดทางใต้ เลยเตรียมจะขายตำแหน่งงานให้ เสนอราคามาแปดร้อยหยวน"

"เยี่ยมไปเลยครับศิษย์พี่ ต้องจองไว้ให้ได้นะครับ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา"

ฉินต้าเป่าล้วงเงินปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋านักเรียน เป็นเงินที่เขาดึงออกมาจากในมิติ เขานับเงินออกมาแปดร้อยหยวน วางแหมะลงตรงหน้าจูเถี่ยสยง

"ศิษย์พี่..."

"เจ้าหก นายทำอะไรน่ะ นายยังเป็นแค่เด็กที่ยังไม่มีงานทำ จะให้ควักเงินได้ยังไง พวกพี่โตๆ กันแล้วเดี๋ยวช่วยกันลงขันก็พอได้ นายรีบเก็บเงินกลับไปซะ"

จูเถี่ยสยงเอามือยันโต๊ะแล้วผุดลุกขึ้นยืนพรวด ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ

ฉินต้าเป่าจับมือเขาไว้ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ศิษย์พี่ พี่ฟังผมนะ ครอบครัวพี่มีกันเจ็ดปากเจ็ดท้อง ต้องพึ่งพาเงินเดือนของพี่กับลุงแค่สองคน ผมรู้ว่าปกติพี่ไม่ยอมกินข้าวมื้อเช้าด้วยซ้ำ ก็เพื่อจะประหยัดข้าวไว้ให้คนแก่กับเด็กในบ้านกิน"

"เวลาที่สถานีมีงานล่วงเวลา พี่ก็มักจะแย่งทำ หนึ่งก็เพื่อเงินเบี้ยเลี้ยงแค่หนึ่งหยวนแปดเหมา สองก็เพื่อจะได้กินข้าวที่สถานี ช่วยประหยัดข้าวที่บ้านไปได้ตั้งสองมื้อ"

"แล้วพี่จะเอาเงินมาจากไหน พูดกันตามตรงเลยนะ ถ้าตอนนี้ที่บ้านพี่มีเงินเก็บถึงสองร้อยหยวน ผมยอมกราบพี่เลยเอ้า"

"ส่วนศิษย์พี่ใหญ่ พี่ก็รู้นี่ ภรรยาแกสุขภาพไม่ค่อยดี ต้องกินยาอยู่ตลอด ที่บ้านก็มีหนี้สินล้นพ้นตัว แค่หาเงินมาใช้หนี้ก็เลือดตาแทบกระเด็นแล้ว"

"ศิษย์พี่สามกับศิษย์พี่สี่ก็อยู่ในกองทัพ ส่วนแม่ของศิษย์พี่ห้า พี่ก็รู้ว่ามันเป็นยังไง พี่ลองบอกมาสิ พวกพี่จะไปหาเงินมาจากไหน จะไปขายเลือดหรือไง"

"นี่เป็นเงินที่ผมได้มาจากการขายสัตว์ป่า ผมแบ่งให้แม่ไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้เพื่อซื้อตำแหน่งงานให้ต้าเผิงโดยเฉพาะ"

"ศิษย์พี่ เงินก้อนนี้พี่ต้องรับไว้นะครับ แต่ว่า ห้ามบอกเรื่องนี้ให้อาจารย์กับซือเหนียงรู้เด็ดขาด พี่ก็บอกไปว่าวานให้เพื่อนช่วยฝากให้ ไม่เสียเงินสักแดง แค่ติดหนี้บุญคุณกันก็พอ"

จูเถี่ยสยงรู้สึกละอายใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ตัวเองเป็นผู้ใหญ่แท้ๆ แต่กลับสู้เด็กคนหนึ่งไม่ได้ เขาจับมือฉินต้าเป่าไว้แน่น อึ้งจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่

เขารู้ดีว่าทำไมฉินต้าเป่าถึงห้ามไม่ให้บอกเรื่องใช้เงินซื้อตำแหน่งงานให้อาจารย์กับซือเหนียงรู้ นั่นก็เพราะอาจารย์กับซือเหนียงเป็นคนมีทิฐิและศักดิ์ศรีสูงลิ่ว หากรู้ว่าเป็นเงินของฉินต้าเป่าที่ช่วยพวกเขาไว้ แล้วตัวเองไม่มีปัญญาหามาคืน วันข้างหน้าคงไม่มีหน้าไปพบเด็กคนนี้อีก

ฉินต้าเป่าคิดแบบนี้จริงๆ เขาต้องรีบไปแล้ว ต้องไปดักรอทงต้าเผิงที่บ้านอาจารย์ พอได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวอาจารย์แล้ว เขาคงต้องจับเข่าคุยกับทงต้าเผิงอย่างจริงจังเสียที

ประจวบเหมาะกับตอนนั้นมีคนมาหาจูเถี่ยสยงพอดี

ฉินต้าเป่าจึงขอตัวลากลับ เดินออกจากสถานีตำรวจ พอหาที่ลับตาคนได้ เขาก็เอาจักรยานออกมาปั่นสุดฝีเท้า พอใกล้จะถึงบ้านอาจารย์ เขาก็เก็บจักรยานเข้ามิติ หยิบถุงแป้งเปล่าๆ ออกมาใบหนึ่ง ถุงกระสอบหรือถุงแป้งเปล่าๆ แบบนี้ เขาเก็บมาจากโกดังในตลาดมืดไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เขาเอาแตงกวากับมะเขือเทศใส่ลงไปในถุงแป้ง ข้าวสาร แป้ง และเนื้อหมูที่เอาไปให้ที่บ้านอาจารย์เมื่อวันซืนคงจะยังเหลืออยู่ ครั้งนี้ก็เอาผักไปให้กินบ้างแล้วกัน แต่ก็ไม่ได้เอาไปเยอะแยะอะไร หยิบไปแค่อย่างละห้าหกลูกเท่านั้น

จบบทที่ บทที่ 26 ซื้อตำแหน่งงานให้ทงต้าเผิง

คัดลอกลิงก์แล้ว