- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นภรรยาสุดที่รักของนายทหารหน้าดุยุค แปดศูนร์
- บทที่ 2: สหายคะ เรามาแต่งงานกันไหม?
บทที่ 2: สหายคะ เรามาแต่งงานกันไหม?
บทที่ 2: สหายคะ เรามาแต่งงานกันไหม?
เจียงหนิงไม่มีความตั้งใจที่จะซ้ำรอยเดิม ปล่อยให้เจียงซินโหรวมาจับชู้เธอได้คาหนังคาเขาอีก
เธอตัดสินใจที่จะสู้กลับ
แต่สถานการณ์ตอนนี้มันทั้งฉุกเฉินและเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ร่างกายของเธอก็ไร้เรี่ยวแรง ขาดสารอาหาร และอ่อนแอไปหมดทั้งตัว จะไปสู้แรงเจียงซินโหรวก็คงไม่ไหว จะหนีก็คงไม่พ้น
สิ่งเดียวที่เธอพอจะใช้เป็นเครื่องมือได้ก็คือ... เจียงหนิงหรี่ตาลง แววตาใสกระจ่างแปรเปลี่ยนไปอย่างแนบเนียน
ในที่สุด สายตาของเธอก็ไปหยุดอยู่ที่... ผู้ชายเปลือยเปล่าที่นอนอยู่ข้างกาย
ก็แค่หาที่พึ่งพิงเกาะขาทองคำไม่ใช่หรือไง? ในเมื่อเจียงซินโหรวทำได้ เจียงหนิงก็ทำได้เหมือนกัน!
ทว่า
วินาทีที่เจียงหนิงขยับสายตา
เธอกลับสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่ดูลึกล้ำและดำขลับราวกับน้ำหมึกอย่างไม่คาดคิด
นัยน์ตาของชายหนุ่มนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด แฝงความเคร่งขรึมเจ็ดส่วนและความคลางแคลงใจอีกสามส่วน เขากำลังจ้องมองเธอเขม็งโดยไม่กะพริบตา
ในชั่วพริบตาเดียว
สายตาของทั้งคู่ก็ประสานกัน
ให้ตายเถอะ!
ผู้ชายคนนี้ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?
เจียงหนิงไม่ทันรู้ตัวเลยสักนิด!
และในตอนที่สายตาสอดประสานกันนั้นเอง
เจียงหนิงก็ตระหนักถึงเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่าขึ้นมาได้
ในเวลานี้
วินาทีนี้
ฉินจิ่วเลี่ยกำลังเปลือยเปล่าล่อนจ้อน
และเธอก็โป๊เปลือยอยู่เหมือนกัน!
เจียงหนิงรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมผิวขาวผ่องตรงหน้าอย่างลุกลี้ลุกลน
เธอก้มลงมองอย่างรวดเร็วและยังคงเห็นรอยจ้ำแดงมากมายกระจายอยู่ตามตัว
และเพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย
ความปวดเมื่อยและอ่อนล้าที่เอาก็ทวีความรุนแรงขึ้น
ผู้ชายคนนี้สมกับเป็นทหารจริงๆ
ดุดันเป็นบ้าเลย!
ขณะที่เจียงหนิงดึงผ้าห่ม สายตาคมกริบของชายหนุ่มข้างกายก็ไม่เคยวอกแวกไปไหน ทำเอาสองแก้มของเธอซับสีเลือดขึ้นมาจางๆ
ในเวลาเดียวกัน
พล็อตเรื่องเดิมก็แล่นเข้ามาในหัวของเธอ
ตามที่บรรยายไว้ในนิยาย หลังจากที่ฉินจิ่วเลี่ยถูกจัดฉาก ตอนแรกเขาไม่เชื่อว่าเจ้าของร่างเดิมจะทำเรื่องแบบนี้และวางแผนที่จะแจ้งให้สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเข้ามาสืบสวน
ทว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นถูกเจียงซินโหรวหลอก และไม่รู้เลยว่ายาสลบที่ว่าแท้จริงแล้วคือยาปลุกกำหนัด
หลังจากนั้น เธอก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ตีโพยตีพาย ยืนกรานว่าฉินจิ่วเลี่ยข่มขืนเธอ
ผลก็คือเรื่องราวบานปลายใหญ่โต
แม้แต่เจียงซินโหรวยังออกโรงมาเป็นพยานว่าเจ้าของร่างเดิมใส่ร้ายฉินจิ่วเลี่ย ซึ่งนั่นทำให้เธอได้ภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของฉินจิ่วเลี่ย ว่าเป็นคนที่ 'ผดุงความยุติธรรมกำจัดคนพาล' และ 'แยกแยะผิดชอบชั่วดี'
พอคิดมาถึงตรงนี้ เจียงหนิงก็รู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมาอีกระลอก
โชคดีที่ตอนสบตากับฉินจิ่วเลี่ยเมื่อครู่ เธอเห็นความลังเลในแววตาของเขาอย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดเลยว่า
ฉินจิ่วเลี่ยเชื่อใจเจียงหนิง เขาคิดว่าเธอเป็นคนซื่อสัตย์จิตใจดีและคงไม่ใช้วิธีการบ้าบอแบบนี้แน่
เจียงหนิงรับรู้ได้ถึงความร้าวระบมไปทั่วทั้งตัว
ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว... จู่ๆ เธอก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา
เจียงหนิงเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสุกใสมองตรงไปที่ฉินจิ่วเลี่ย
"สหายคะ คุณยังต้องมาดูตัวอยู่ แสดงว่ายังโสดและไม่มีแฟนใช่ไหมคะ? ในเมื่อคุณก็ไม่มีใคร ฉันก็ไม่มีใคร แถมข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว ทำไมเราไม่ตกลงปลงใจแต่งงานกันไปเลยล่ะคะ?"
เจียงหนิงเอ่ยปากอย่างตรงไปตรงมาและใจกว้าง
เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกใดๆ หลังจากเพิ่งเสียความบริสุทธิ์ไปหมาดๆ และไม่มีท่าทีประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า
จะมีก็แต่ประกายความขวยเขินเล็กน้อยที่พาดผ่านดวงตาเมื่อพูดถึงเรื่องแต่งงาน
แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือ... คำเชิญชวนอย่างจริงใจ
เมื่อต้องเผชิญกับการขอแต่งงานกะทันหัน ฉินจิ่วเลี่ยก็ถึงกับอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด
นัยน์ตาสีดำสนิทล้ำลึกของเขาสั่นไหวเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
สายตาที่เขามองเจียงหนิง นอกจากความพินิจพิเคราะห์ในตอนแรกแล้ว ยังแฝงไปด้วยความสนใจใคร่รู้
ผู้หญิงตรงหน้าเขาคนนี้... น่าประหลาดใจจริงๆ
ตั้งแต่ฉินจิ่วเลี่ยตื่นขึ้นมา เขาก็ลอบสังเกตเจียงหนิงเงียบๆ มาตลอด
เขามองเห็นเธอตอนที่ก้มหน้าจมอยู่ในความคิด สีหน้าท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ของเธอนั้นช่างหลากหลายเหลือเกิน
เดี๋ยวก็ดูโกรธ เดี๋ยวก็หงุดหงิด แล้วจู่ๆ ก็ยิ้มออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
จนในที่สุด ดวงตาของเธอก็เปล่งประกาย
ทั่วทั้งร่างดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา
เธอเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาที่ร้อนแรง
หลังจากบังเอิญสบตากับเขา เธอก็สะดุ้งโหยงเหมือนกระต่ายตื่นตูมแล้วหดตัวกลับไป
เธอดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวด้วยความขวยเขิน พวงแก้มซับสีเลือดระเรื่อ
ในสายตาของฉินจิ่วเลี่ย เจียงหนิงยิ่งดูเหมือนกระต่ายน้อยเข้าไปใหญ่
เมื่อมองดูเธอขดตัวอย่างระแวดระวัง เขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากเอื้อมมือไปสัมผัสเธอ
ทว่าในตอนที่ฉินจิ่วเลี่ยคิดว่าเจียงหนิงกำลังจะถอยหนี
เธอกลับเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม และเอ่ยปาก "ขอแต่งงาน" กับเขา
ชายชาติทหารใจเพชรอย่างเขา กำลังถูกเด็กสาวอายุสิบเก้าขอแต่งงาน
ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ทั้งกองทัพเขตเอคงได้หัวเราะกันฟันร่วงแน่
ฉินจิ่วเลี่ยรู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้มันค่อนข้างจะพิลึกพิลั่น
แต่มันกลับทำให้หัวใจของเขา... เต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
อกข้างซ้ายเต้นโครมคราม
เขาหวั่นไหวเสียแล้ว
ชายหนุ่มรู้สึกหวั่นไหวอย่างรุนแรงกับคำขอแต่งงานของเจียงหนิง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นฉินจิ่วเลี่ยนิ่งเงียบไป เจียงหนิงจึงทึกทักเอาเองว่าเขาคงไม่ตกลง
เธอไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอกนะ
เจียงหนิงช้อนตากลมโต ขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิดแล้วอธิบายอย่างระมัดระวัง
"พี่สาวหง... ที่เป็นแม่สื่อ ได้บอกเรื่องของฉันให้คุณฟังบ้างไหมคะ?
ฉันชื่อเจียงหนิง เป็นสาวโรงงานทอผ้า พ่อแม่ของฉันก็ทำงานที่โรงงานเหล็กของรัฐ ถึงจะไม่ใช่ครอบครัวร่ำรวย แต่ประวัติฉันขาวสะอาด พ่อแม่รักใคร่กลมเกลียว ส่วนตัวฉันก็สุขภาพแข็งแรง อาการครบสามสิบสอง
ปีนี้ฉันอายุสิบเก้า ถึงวัยแต่งงานพอดี และ... ฉันคิดว่าเราเหมาะสมกันมากนะคะ ฉันพอใจในตัวคุณมากๆ เลย"
ตอนที่พูดประโยคสุดท้าย
สายตาของเจียงหนิงกวาดมองเรือนร่างของฉินจิ่วเลี่ยอย่างมีความนัย
มันอ้อยอิ่งอย่างเย้ายวนอยู่แถวๆ เอวสอบและกล้ามหน้าท้องทั้งแปดลอนของเขา
เราต่างก็แนบชิดกันลึกซึ้งถึงขั้นนั้นแล้ว
จะเหมาะสมกันหรือไม่ มันก็น่าจะชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
เธอจะพอใจหรือไม่ มันก็ควรจะชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือไง?
ใบหน้าของเจียงหนิงยิ่งร้อนผ่าวขึ้นไปอีก
ในโลกเดิมของเธอ เธอเป็นถึงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมาตอนนี้ เธอกลับกำลังเต๊าะหนุ่มล่ำกล้ามแน่นซะงั้น
เธอก็เขินเป็นเหมือนกันนะยะ!
แต่เพื่อชีวิตอันแสนหวานในอนาคต เธอต้องพยายามให้หนักและพิชิตใจฉินจิ่วเลี่ยให้จงได้
สายตาของเจียงหนิงที่ตวัดมอง แฝงไปด้วยความขวยเขินของหญิงสาวสลับกับเสน่ห์อันเย้ายวนของสตรี
ฉินจิ่วเลี่ยรู้สึกได้ถึงกล้ามท้องที่หดเกร็งภายใต้สายตาของเธอ
เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกประเมินราคาเพื่อวางขายซะงั้น
ราวกับว่าถ้าไม่มีกล้ามหน้าท้องแปดลอนนี่ เจียงหนิงก็คงจะคิดว่าเราไม่เหมาะสมกัน
ความรู้สึกพิลึกพิลั่นนี้ทำให้ฉินจิ่วเลี่ยเกิดความขบขันขึ้นมาเล็กน้อย
สีหน้าที่เคยเคร่งขรึมในตอนแรกอ่อนลงเล็กน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของเจียงหนิงยังเตือนให้เขานึกถึงความจริงข้อหนึ่ง
พวกเขาไม่ใช่แค่ชายหญิงธรรมดาทั่วไปอีกต่อไปแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินจิ่วเลี่ยก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"ผมจะรับผิดชอบคุณเอง"
นั่นแหละคือสิ่งที่เจียงหนิงอยากได้ยินที่สุด!
เธอรีบรุกฆาตทันที
"คุณตกลงแต่งงานกับฉันแล้วใช่ไหมคะ?"
"ใช่ พอกลับไป ผมจะทำรายงานแจ้งกองทัพทันที"
"เยี่ยมไปเลย! งั้นตกลงตามนี้นะคะ พอรายงานของคุณผ่านการอนุมัติเมื่อไหร่ เราค่อยไปจดทะเบียนสมรสกัน"
ขั้นตอนการแต่งงานของทหารนั้นค่อนข้างซับซ้อน มันไม่ง่ายเหมือนแค่เดินไปจดทะเบียนที่สำนักงานกิจการพลเรือน
มันต้องมีการยื่นรายงาน ตรวจสอบประวัติ จากนั้นก็ต้องได้รับการอนุมัติจากกองทัพ และสุดท้ายถึงจะไปรับทะเบียนสมรสได้
เจียงหนิงเข้าใจกฎเกณฑ์ข้อนี้ดี
เมื่อได้คำสัญญาจากฉินจิ่วเลี่ย เจียงหนิงก็รู้สึกโล่งใจ
ความกังวลเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็คือเจียงซินโหรว ซึ่งอาจจะพังประตูเข้ามาได้ทุกเมื่อ
และในตอนที่เธอกำลังคิดอยู่นั้นเอง
ชายหนุ่มข้างกายก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"มีคนกำลังมา เราต้องรีบใส่เสื้อผ้าแล้วลงจากเตียงเดี๋ยวนี้"