เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 อาโอคิยิ: ชั้นต้องการจะดวลกับมันตัวต่อตัว

บทที่ 32 อาโอคิยิ: ชั้นต้องการจะดวลกับมันตัวต่อตัว

บทที่ 32 อาโอคิยิ: ชั้นต้องการจะดวลกับมันตัวต่อตัว


บทที่ 32 อาโอคิยิ: ชั้นต้องการจะดวลกับมันตัวต่อตัว

“นั่นมัน… อะไรน่ะ?”

“มันคือพลังจากผลปีศาจงั้นเหรอ?”

เมื่อเห็นนารูโตะปลดปล่อยวิชานินจา กลุ่มโจรสลัดหมวกฟางที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่โดยไม่มีโอกาสได้สอดมือเข้าไปยุ่ง ต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

ในขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่านารูโตะจะได้ระบายอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่อัดอั้นอยู่ภายในใจออกมาจนหมดสิ้นในระหว่างการกวาดล้างอันแสนโหดเหี้ยมครั้งนี้

นับตั้งแต่ที่เขาได้รู้ความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนเองจากคาคาชิ ความหม่นหมองบางอย่างก็เกาะกินอยู่ลึกๆ ภายในใจของเขา

ถึงแม้เขาจะไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับโฮคาเงะรุ่นที่ 4 นามิคาเสะ มินาโตะ หรือมารดาของเขา อุซึมากิ คุชินะ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาก็คือครอบครัวที่ใกล้ชิดเขาที่สุด

หากพวกเขายังไม่ตาย บางทีชีวิตวัยเด็กของเขาอาจจะแตกต่างไปจากเดิมก็เป็นได้

เมื่อมองไปที่ฮัจจัง ซึ่งยังคงนอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น อารมณ์ของนารูโตะก็ค่อยๆ สงบลง สีหน้าของเขาไม่ได้เย็นชาอีกต่อไป เขาคว้าหน้าผากของมนุษย์เงือกปลาหมึก ยกตัวอีกฝ่ายขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา แล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กลอกกลิ้งไปมาอย่างหวาดหวั่นคู่นั้น

“นาย แล้วก็พวกแกทุกคนที่เหลือด้วย”

ขณะที่พูด เขาก็กวาดสายตาไปยังพวกมนุษย์เงือกที่รอดชีวิตอยู่ในอารองปาร์ค

พวกมันทุกคนต่างสั่นสะท้านภายใต้สายตานั้น ไม่มีใครกล้าปริปากพูดหรือแม้แต่จะขยับตัว

“ตั้งแต่นี้ต่อไป พวกแกจะต้องชดใช้ให้กับความผิดที่เคยก่อไว้ในอดีต”

เขาชี้มือไปทางชาวบ้านที่รวมตัวกันอยู่นอกบริเวณปาร์ค

“ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดของอารอง พวกแกได้สร้างความหวาดผวาให้กับที่แห่งนี้มาตลอด 8 ปี ในอีก 8 ปีข้างหน้า พวกแกจะต้องทำงานอย่างซื่อสัตย์เพื่อช่วยเหลือและปกป้องชาวบ้านพวกนี้”

“ถ้าชั้นกลับมา แล้วได้ยินว่ามีชาวบ้านแม้แต่คนเดียวถูกทำร้ายภายใต้การดูแลของพวกแก… เอาล่ะ พวกแกคงไม่ต้องให้ชั้นสาธยายหรอกนะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”

ดั่งคำกล่าวที่ว่า ผู้ฉลาดรอบรู้ย่อมรู้จักโอนอ่อนผ่อนตาม

มนุษย์เงือกที่เหลืออยู่เหล่านี้ เดิมทีก็ไม่ใช่พวกหัวรั้นบ้าเลือดอะไรอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็เหมือนกับฮัจจัง คือถ้าไม่โดนชักจูงง่ายเกินไป ก็แค่โง่เง่าเต่าตุ่น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงได้ก่อกรรมทำเข็ญมามากมายนัก

“ฮัจจัง นายอยู่ที่นี่คอยจับตาดูพวกมันไว้”

“ถ้ามีใครหน้าไหนหนีไปได้แม้แต่คนเดียว ชั้นจะถือว่านายต้องรับผิดชอบ เข้าใจมั้ย?”

พูดจบ นารูโตะก็วางร่างของฮัจจังลง ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของอีกฝ่าย เป็นการข่มขู่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้

“ค-ครับ คุณนารูโตะ…”

ภายใต้แรงกดดันอันหนักอึ้งของนารูโตะ ในที่สุดฮัจจังก็นึกถึง ‘สายสัมพันธ์ฉันพี่น้องอันลึกซึ้ง’ ที่พวกเขาสองคนเคยมีร่วมกันได้ แล้วพยักหน้าหงึกหงักอย่างบ้าคลั่ง

“ดี”

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของพวกมนุษย์เงือก นารูโตะก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหันไปมองชาวบ้าน ลูฟี่ และคนอื่นๆ เตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง...

ทันใดนั้นเอง สัญญาณจางๆ ที่ถูกส่งผ่านฮาคิสังเกตของเขาก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว

นารูโตะถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับว่าเขาเริ่มจะเหนื่อยหน่ายกับสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

“ลูฟี่ พวกนายต้องไปแล้วล่ะ ตอนนี้เลย”

“หา?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่ใช่แค่ลูฟี่กับลูกเรือเท่านั้น แต่รวมไปถึงพวกชาวบ้านและโนจิโกะ พี่สาวของนามิ ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน

“ไม่มีเวลาอธิบายให้มากความหรอก เรือของพวกนายจอดอยู่ตรงนั้น… ออกเรือทันทีเลย”

“ไม่มีทาง...!”

ลูฟี่ยืดคอขึ้นโดยสัญชาตญาณ เตรียมจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทว่าอุซปก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“มีศัตรูคนอื่นกำลังมาอีกงั้นเหรอ?”

ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็คือหนึ่งในไม่กี่คนของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางที่มีกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลตามปกติ เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของนารูโตะ อุซปก็ตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นไม่ใช่เรื่องเหลวไหล

“พวกเราช่วยสู้ได้นะ”

โซโล ซึ่งบาดแผลได้รับการพันแผลเรียบร้อยแล้วบนเรือและหยุดเลือดไหล เอ่ยเสริมขึ้น

อันที่จริง เขายังรู้สึกขัดใจอยู่เล็กน้อย กับความจริงที่ว่าตัวเขาและเพื่อนร่วมกลุ่มมาถึงที่นี่ แต่กลับไม่สามารถจัดการศัตรูได้เลยแม้แต่คนเดียว

แต่นารูโตะแข็งแกร่งกว่า และในเมื่อเขาเข้ามาช่วยจัดการให้ มันก็ไม่มีอะไรจะให้พูดมากนัก

ทว่าด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ ในที่สุดก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้แสดงฝีมือเสียที ไม่ใช่หรือไง?

เมื่อได้ยินดังนั้น นารูโตะก็เหลือบมองเขาแล้วถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา

“การต่อสู้ครั้งต่อไป ไม่ใช่สิ่งที่พวกนายจะเข้ามามีส่วนร่วมได้ในตอนนี้นะ”

“ถ้าอยากจะช่วยจริงๆ ล่ะก็ พาหนูน้อยคนนี้หนีไปให้ไกลจากหมู่บ้านนี้ให้เร็วที่สุดเถอะ”

“ยังไงซะ พวกนายก็เป็นโจรสลัด… และคนที่กำลังจะมาก็คือพลเรือเอกของกองทัพเรือ”

“ชั้นไม่มีเวลามาคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลพวกนายหรอกนะ ถ่าการต่อสู้มันเริ่มขึ้นน่ะ”

คำพูดของเขาอาจจะฟังดูขวานผ่าซากไปเสียหน่อย แต่ก็โชคดีที่ตัวป่วนที่สุดสองคนในกลุ่มเพิ่งจะถูกปราบพยศมาหมาดๆ และยังคงอยู่ในโหมด ‘เด็กดีว่าง่าย’

ดังนั้น ด้วยใบหน้าบูดบึ้งที่แฝงไปด้วยความดื้อรั้น ลูฟี่ก็จำใจต้องเดินคอตกไปทางที่เรือโกอิ้งแมรี่จอดเทียบท่าอยู่ ภายใต้สายตาดุๆ ของนารูโตะ

หลังจากที่นามิฟื้นตัวแล้ว เธอก็โผเข้ากอดโนจิโกะผู้เป็นพี่สาวทั้งน้ำตา ก่อนจะตอบรับคำเชิญของลูฟี่ และเข้าร่วมเป็นต้นหนเรือของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางอย่างเป็นทางการ

จนกระทั่งพวกเขาทั้งหมดลับสายตาไป นารูโตะถึงได้หันกลับมาหาชาวบ้านและพวกมนุษย์เงือกที่เหลืออยู่

“เอาล่ะ ทุกคน กลับไปทำธุระของตัวเองได้แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้มันเป็นปัญหาของชั้นคนเดียว”

โดยไม่รอให้หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยคำขอบคุณใดๆ นารูโตะก็เดินปลีกตัวออกไปยังแนวชายฝั่งอีกด้านหนึ่งเพียงลำพัง แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหินก้อนใหญ่

และด้วยเหตุนี้ วิกฤตการณ์ในหมู่บ้านโคโคยาชิ จึงได้ปิดฉากลงอย่างกะทันหันและดูจะจืดชืดไปสักนิด

ด้วยการแทรกแซงของขุมพลังที่เหนือขีดจำกัดไปไกลลิบ สิ่งที่ควรจะเป็นการต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่าน เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความเจ็บปวด และการปลดแอก กลับถูกคลี่คลายลงได้ในชั่วพริบตา

แต่ในท้ายที่สุด ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี

...

นารูโตะนั่งรออยู่บนโขดหินได้ไม่นานนัก

ณ เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น เสากระโดงเรือก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ตามมาด้วยตัวเรือรบ และจากนั้นก็มีเรือรบขนาดใหญ่อีกลำแล้วลำเล่าทยอยแล่นตามมา

เรือรบแต่ละลำล้วนติดตั้งปืนใหญ่จำนวนมหาศาล พร้อมด้วยทหารเรือและทหารประจำการที่ยืนเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น ปฏิบัติหน้าที่กันขวักไขว่อยู่บนดาดฟ้าเรือ

นั่นคือเรือรบชั้น 100 เมตรของศูนย์บัญชาการกองทัพเรือจำนวน 5 ลำ ซึ่งนั่นหมายความว่า มีพลเรือโทอย่างน้อย 5 คนกำลังเดินทางมาที่นี่

เมื่อนารูโตะสังเกตเห็นรอยล้อจักรยานอันเป็นเอกลักษณ์บนหนึ่งในเรือรบเหล่านั้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นคนมา

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า นารูโตะล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุม และหยิบขวดสาเกออกมา

มันบรรจุสาเกรสเลิศที่เซฟหมักบ่มขึ้นมาเป็นพิเศษ

ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะยกขึ้นจิบ ก่อนที่จะทันได้ลิ้มรสความหอมกรุ่นและรสชาติอันกลมกล่อม เรือรบทั้ง 5 ลำก็กล่าวทักทายเขาเสียก่อน

ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!

ห่ากระสุนปืนใหญ่กระหน่ำยิงออกมาพร้อมๆ กัน ลูกปืนใหญ่ขนาดมหึมายิ่งกว่าศีรษะมนุษย์ พุ่งแหวกอากาศตกลงมาดั่งห่าฝนดาวตก มุ่งตรงไปยังตำแหน่งที่นารูโตะอยู่

โชคดีที่เขาเลือกทำเลที่อยู่ห่างไกลจากตัวหมู่บ้านบนเกาะ… มิฉะนั้น การระดมยิงปูพรมเช่นนี้ ย่อมต้องสร้างความเสียหายให้กับผู้บริสุทธิ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เห็นได้ชัดว่าฝ่ายผู้โจมตีเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี พวกเขาจึงไม่ยั้งมือในการกระหน่ำยิงอย่างไม่หยุดหย่อนเลยแม้แต่น้อย

แรงระเบิดทำให้ฝุ่นควันคลุ้งตลบเกือบจะกลืนกินพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมด ทิ้งหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนไว้บนพื้นดิน

แต่เมื่อกลุ่มควันจางหายไป นารูโตะก็ยังคงนั่งนิ่งสงบอยู่ที่เดิม และแม้แต่ก้อนหินที่เขานั่งทับอยู่ก็ไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย

ในจังหวะนั้นเอง ร่างสี่ร่างก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะร่อนลงจอดยืนหยัดอยู่เบื้องหน้านารูโตะ

พวกเขาคือพลเรือโททั้งสี่แห่งศูนย์บัญชาการใหญ่กองทัพเรือ

แต่ละคนล้วนสวมเสื้อคลุมแห่งความยุติธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับชักอาวุธออกมาเตรียมพร้อมประจัญบาน

“โมมอนก้า, โดเบอร์แมน, ยามาคาจิ, แล้วก็สตรอว์เบอร์รี่… ล้วนแต่เป็นหน้าคุ้นๆ กันทั้งนั้นเลยแฮะ”

แม้จะถูกห้อมล้อมด้วยพลเรือโทแห่งศูนย์บัญชาการใหญ่กองทัพเรือถึงสี่นาย แต่นารูโตะก็ยังมีสีหน้าผ่อนคลาย ราวกับว่าบรรยากาศอันตึงเครียดนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสะทกสะท้านเลยสักนิด

“อยากจะนั่งลงแล้วดวดเหล้าด้วยกันสักหน่อยมั้ยล่ะ?”

“อาชญากรตัวเป้งอย่างแก อุซึมากิ นารูโตะ มาทำอะไรที่อีสท์บลู?”

คนที่เอ่ยปากถามก็คือโมมอนก้า เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้สนใจคำเชิญชวนของนารูโตะเลยสักนิด

“อา… ที่นี่คืออีสท์บลูงั้นเหรอ? ชั้นนึกว่าที่นี่คือโลกใหม่ซะอีก”

เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่มีอารมณ์จะร่วมวงด้วย นารูโตะก็เพียงแค่หัวเราะเบาๆ แล้วเก็บขวดสาเกกลับเข้าไป

“ชั้นแค่บังเอิญหลงทางมาน่ะ… นายก็รู้ใช่มั้ย พออายุมากขึ้นอะไรๆ มันก็เป็นแบบนี้แหละ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น คิ้วของโมมอนก้าก็กระตุกขึ้นมาเล็กน้อย เขาแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่เมื่อจ้องมองชายตรงหน้า ผู้ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกยังคงเหมือนเดิมทุกระเบียบนิ้วเมื่อเทียบกับเมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยไม่มีร่องรอยของความแก่ชราเลยแม้แต่น้อย

แต่ในฐานะทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน เขาก็ดึงสติกลับมาจดจ่อกับสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว

“อุซึมากิ นารูโตะ ถ้าแกไม่อยากจะตอบตอนนี้ แกค่อยไปอธิบายให้เราฟังแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ หลังจากที่เราจับแกโยนเข้าคุกไปแล้วน่ะนะ”

ทันทีที่พูดจบ ทั้งสี่คนก็พุ่งเข้าโจมตีพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ทั้งสี่คนนี้ถือเป็นระดับหัวกะทิแม้แต่ในหมู่พลเรือโทแห่งศูนย์บัญชาการกองทัพเรือด้วยกันเอง และพวกเขาต่างก็ทุ่มพลังสุดตัวตั้งแต่เริ่มเปิดฉาก

แม้คำพูดของพวกเขาจะฟังดูหยามเหยียด แต่การกระทำของพวกเขากลับบ่งบอกชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้หลงระเริงคิดประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไปแต่อย่างใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว อุซึมากิ นารูโตะ ก็คือชายผู้สามารถยืนหยัดต่อกรกับจักรพรรดิแห่งท้องทะเลได้ด้วยตัวคนเดียว

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง นารูโตะก็ละทิ้งรูปแบบการต่อสู้แบบเล่นๆ ที่เขาเคยใช้กับลูฟี่ไปก่อนหน้านี้

ฮาคิราชันย์และฮาคิเกราะของเขาปะทุทะลักออกมาพร้อมๆ กัน ประกายสายฟ้าสีดำทมิฬแลบปลาบรอบกายอย่างบ้าคลั่ง

เปรี้ยง!

ก่อนที่คมดาบของพวกนั้นจะทันได้สัมผัสผิวหนัง ประกายสายฟ้าก็ผลักกระเด็นพวกมันออกไปกลางอากาศ

การฟันดาบทั้งสี่ครั้งนั้นรวดเร็วและดุดัน แต่นารูโตะกลับเร็วกว่า

หมัดที่เคลือบด้วยฮาคิราชันย์พุ่งกระแทกเข้าปะทะ จนทำให้มวลอากาศบริเวณนั้นบิดเบี้ยวผิดรูป

คนแรกที่ถูกซัดกระเด็นปลิวไปก็คือโดเบอร์แมน ผู้ซึ่งมีกระบวนท่าเพลงดาบที่ดุดันที่สุด

ฉับพลันนั้น ดาบคู่ของสตรอว์เบอร์รี่ก็ถูกปัดกระเด็นหลุดจากมือไปคนละทิศละทาง

แม้ว่าสตรอว์เบอร์รี่จะรีบใช้เทคไกและฮาคิเกราะเพื่อป้องกันในทันที แต่ลูกเตะของนารูโตะก็ยังส่งร่างของเขาปลิวกระเด็นไปอยู่ดี

รองเท้าเกี๊ยะไม้ที่เสริมพลังด้วยฮาคิเกราะ พุ่งทะลวงเข้าปะทะราวกับอาวุธจากสรวงสวรรค์ บดขยี้การป้องกันของสตรอว์เบอร์รี่จนแหลกละเอียด

ส่วนโมมอนก้าและยามาคาจิเองก็ไม่ได้มีสภาพที่ดูดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่นัก

เมื่อเห็นว่านารูโตะกำลังติดพันอยู่กับอีกสองคน พวกเขาก็ฉวยโอกาสนั้น และใช้ดาบแทงทะลวงเข้าที่ลำคอและช่องท้องของนารูโตะอย่างแม่นยำผ่านช่องโหว่เพียงน้อยนิด

อย่างไรก็ตาม ในวินาทีนั้นเอง ร่างของนารูโตะก็สลายกลายเป็นกลุ่มควัน หายวับไปจากสายตา

กว่าพวกเขาจะตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น นารูโตะก็มาปรากฏตัวอยู่เหนือหัวของพวกเขาก่อนแล้ว

หมัดคู่พุ่งกระแทกซัดลงมาอย่างรุนแรง ส่งร่างของทั้งสองอัดกระแทกฝังลึกลงไปในพื้นดิน

นับตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเริ่มเปิดฉากโจมตี จนกระทั่งลงไปนอนกองจมฝุ่นอยู่บนพื้น การปะทะกันทั้งหมดนี้กินเวลาไปไม่ถึง 15 วินาทีเสียด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า นารูโตะไม่ได้เอาจริงเลยสักนิด เขาเพียงแค่ปัดเป่าพวกนั้นให้พ้นทาง ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิมอย่างสบายอารมณ์

“ถอยไป อุซึมากิ นารูโตะ ไม่ใช่คนที่พวกนายจะรับมือได้หรอก”

น้ำเสียงอันเฉื่อยชาดังขึ้น พร้อมกับอุณหภูมิที่ลดฮวบลงอย่างกะทันหัน

จากนั้น ชายหนุ่มผมหยิกสีดำ สวมเสื้อกั๊กสูทสีขาวทับเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มและมีผ้าปิดตา ก็ปรากฏตัวขึ้น

เขาคือหนึ่งในสามพลเรือเอกแห่งกองทัพเรือในยุคปัจจุบัน คุซัน หรือที่รู้จักกันในนาม อาโอคิยิ!

“โย่ ไม่เจอกันนานเลยนะ คุซัน”

นารูโตะมองอีกฝ่ายแล้วยกมือขึ้นโบกทักทาย

“อย่ามาทำตัวตีสนิทกับชั้นนะ เจ้าโจรสลัด”

ฟ้าว! ฟ้าว!

คำตอบของเขามาในรูปแบบของหอกน้ำแข็งสองเล่มที่พุ่งทะลวงเข้าใส่

แกร๊ง...

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ซึ่งมีพลังมากพอที่จะยืนหยัดต่อกรกับเขา นารูโตะก็ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่กำปั้นของเขาอีกต่อไป

พร้อมกับเสียงโลหะปะทะกันอันบาดแก้วหู ดาบคาตานะที่เหน็บอยู่ข้างเอว ซึ่งเขามักจะพูดติดตลกว่า ‘มีไว้เพื่อเป็นเครื่องประดับ’ เสมอ บัดนี้ได้ถูกชักออกจากฝักในที่สุด

โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล

จบตอน

จบบทที่ บทที่ 32 อาโอคิยิ: ชั้นต้องการจะดวลกับมันตัวต่อตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว