เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 107 ข้าจะข้ามหัวเจ้า P1

ตอนที่ 107 ข้าจะข้ามหัวเจ้า P1

ตอนที่ 107 ข้าจะข้ามหัวเจ้า P1


ในปราสาทตระกูลเย่ว์ การแข่งขันประจำปีใหม่ของตระกูลเริ่มอย่างเป็นทางการแล้ว ยามนี้'เย่ว์หยาง'เดินขึ้นสู่เวทีประลองแล้ว  ตระกูลเย่ว์ได้เสร็จสิ้นพิธีเปิดการแข่งขันเรียบร้อยแล้ว 'ฮ่องเต้จุนอู๋โหย่ว'และประมุขของตระกูล ผู้เฒ่า'เย่ว์ไห่'ต่างก็พูดเปิดงานกันคนละเล็กน้อย และตัวแทนอื่นยังได้ทำความเคารพกันและกันอีกด้วย

สำหรับ'เย่ว์หยาง'ค่อนข้างมีนิสัยเถื่อนและห่าม ไม่ค่อยพูดกับคนแปลกหน้า  แม้แต่ผู้เฒ่าห้าและหญิงงามก็กังวลว่าเขาจะก่อเรื่องยุ่งระหว่างพิธีเปิดการแข่งขัน ดังนั้นพวกเขาจึงจงใจทำให้เขาและเย่ว์ปิงไปนั่งในคอกนักกีฬารอเวลาผลัดเปลี่ยน น่าเบื่อ, 'เย่ว์หยาง'ล้มตัวลงนอนหลับ ยังคงพยายามก่อเรื่องลามกกับหญิงงามในฝันของเขา

เมื่อ'เย่ว์หยาง'ตื่น การต่อสู้รอบคัดเลือกรอบแรกก็จบลง 'เย่ว์ปิง'ผ่านรอบแรกไปได้ด้วยดี  แต่นางไม่ได้เรียกผู้พิทักษ์นักรบพฤกษาร้อยปีออกมาสู้  นางใช้กลยุทธแกมโกงที่'เย่ว์หยาง'ได้สอนนางไว้ก่อน  โดยนางรีบวิ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระหว่างอัญเชิญสัตว์อสูร แล้วโดดเตะเข้าที่หน้าของเขา  การจู่โจมที่นอกเหนือการคาดหมายนี้  นอกจากจะรบกวนการอัญเชิญอสูรแล้ว ยังทำให้กระบวนการอัญเชิญของคู่ต่อสู้ล้มเหลวอีกด้วย

นักรบอ่อนแอถูกน็อคหมดสติทันที การกระทำเช่นนี้ไร้ประโยชน์สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่อัญเชิญได้เร็ว  เป็นเรื่องอันตรายมากที่จะจู่โจมผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีดังกล่าว  แต่สำหรับผู้เริ่มต้น  การเคลื่อนไหวแบบนี้ ถือเป็นบททดสอบ แน่นอนว่า 'เย่ว์ปิง'ได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย กลุ่มผู้คนไม่ได้ตำหนินาง แต่พวกเขากับด่าว่า'เย่ว์หยาง'เพราะแนะนำสั่งสอนให้นางใช้วิธีแกมโกงแบบนี้ เพราะ'เย่ว์ปิง'ไม่เคยพยายามใช้วิธีลอบจู่โจมแบบนี้มาก่อน

มีเพียงเหตุผลเดียวที่นางใช้วิธีนี้ในปีนี้ ต้องเป็นเพราะการสอนสั่งของพี่ชายสวะจอมเพี้ยนของนาง เย่ว์หยาง'ที่ตอนนี้ได้ฉายาใหม่สวะจอมเพี้ยน เนื่องจากเรื่องบ้าๆ ที่เขาก่อขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ทำให้เด็กหนุ่มจากตระกูลรอบนอกยอมถูกปรับแพ้ทันที  ใครกันที่อยากจะสู้กับเจ้าปีศาจจอมเพี้ยนนี่? นั่นคงไม่มีบันทึกเปรียบเทียบ  นั่นเป็นการเสี่ยงตาย

แม้เมื่อเขาได้ยินจากบ่าวรับใช้ว่า'เย่ว์หยาง'ยังคงหลับอยู่  ผู้เฒ่าห้าก็ไม่ได้ส่งคนไปปลุกเขา 'เย่ว์ซาน'และคนอื่นๆ เห็นพ้องกันว่าปล่อยให้'เย่ว์หยาง'ลอยลำเข้าไปสู้ในรอบสองเลย การประลองในรอบที่สองค่อนข้างจะบังเอิญมากเกินไป

ผู้เฒ่า'ห้า'เป็นตัวแทน'เย่ว์หยาง'จับสลากประลองได้สู้กับคุณชายเก้า 'เย่ว์เฟิง' อัจฉริยะน้อยสู้กับสวะจอมเพี้ยน  ผลจะออกมาเป็นเช่นไร? ฝูงชนกระหายที่จะดูการต่อสู้ครั้งนี้ แม้ว่าคุณชายเก้า 'เย่ว์เฟิง'จะมีอายุเพียง 7 ขวบปี  แต่เขาก็ยังประสบความสำเร็จในการทำสัญญากับสัตว์อสูรได้อย่างน่าประหลาดใจ

ภายในครึ่งปี  กล่าวกันว่าเขาได้ทำสัญญากับอสูรที่แข็งแกร่งถึง 8 ตัว  เขายังเป็นศิษย์คนสำคัญของหนึ่งในสี่นิกายที่ยิ่งใหญ่ นิกายภูเขาหมอกแดนใต้  ความจริง'เย่ว์เฟิง'นับว่าเป็นอัจฉริยะน้อย  หากแต่ตรงข้ามอีกฝ่ายก็คือ'เย่ว์หยาง'หรือสหายผู้น่าสงสารที่'เย่ว์หยาง'ใช้สถานะของเขาอยู่ กลับเป็นแค่สวะ  ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะ'เย่ว์หยาง'ข้ามมิติเข้ามาแทนที่สหายผู้น่าสงสารผู้นี้  ต่อให้สหายผู้น่าสงสารนี้ฝึกวิชาเพิ่มอีกสิบปี เขาก็คงไม่มีทางเอาชนะ'เย่ว์เฟิง'ได้

'เย่ว์หยาง'เดินออกมาแล้ว ลานประลองของปราสาทตระกูลเย่ว์มีขนาดใหญ่มาก  อาจจะใหญ่กว่าสนามแข่งฟุตบอลเสียอีก และที่นั่งสำหรับผู้ชมได้ติดตั้งเอาไว้อย่างดี บนอีกด้าน มีผู้คนแต่งกายหลากหลายซึ่งแตกต่างจากคนในตระกูลเย่ว์  ดูเหมือนพวกเขาจะเป็นคนจากตระกูลเฟิง,และตระกูลหยาน อัฒจรรย์ฝั่งทิศเหนือ

นอกจากผู้เฒ่า'ไห่', 'เย่ว์ซาน', 'เย่ว์หลิง'และนักสู้คนอื่นๆ  ยังมีบุรุษวัยกลางคนที่ดูสะดุดตาที่สุด ดูละเอียดอ่อนและสง่างาม เขาสวมชุดนักรบสีขาวราวหิมะมีผ้าคาดประดับหยกคาดอยู่บนศีรษะของเขา  แม้ว่าเขาจะมีรอยยิ้มเต็มใบหน้า ท่าทางของเขาน่าเกรงขาม  'เย่ว์หยาง'คาดว่าคนผู้นี้น่าจะเป็นฮ่องเต้แห่งอาณาจักรต้าเซี่ย 'จุนอู๋โหย่ว'

ดูจากลักษณะของเขา เหมือนกับมือกระบี่ระดับสูงอายุราว 40 ปี แต่ในความเป็นจริงพระองค์มีพระชนมายุ 180 ปี ทั้งยังเป็นฮ่องเต้นักสู้ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย พลังของเขาถูกจัดให้อยู่ในนักสู้ระดับ 7 ขั้นกลาง คนที่นั่งอยู่ทางด้านขวาก็คือผู้เฒ่า'เย่ว์ไห่'นั่นเอง ผู้เฒ่า'เย่ว์ไห่'แก่กว่า'จุนอู๋โหย่ว'เพียงเล็กน้อย  แต่เขาต่อสู้มาเป็นเวลาหลายปีและร่างกายของเขาแก่เกินไป  ตอนนี้เขาดูชราภาพมาก ผมบนหัวขาวโพลนนั่นบอกให้ทราบว่าเขาแก่มากเพียงไหน ด้านหลัง'จุนอู๋โหย่ว'เป็นร่างแม่ทัพที่ัตัวใหญ่มากสวมเกราะทองปิดร่างกายทุกส่วนรวมทั้งหน้าของเขาด้วย

เขามีโครงสร้างเหมือนกระทิงและมีท่าทีคุกคามเหมือนเสือ บุรุษผู้นี้เป็นแม่ทัพของกองกำลังยู่หลิน ผู้ที่นั่งอยู่ด้านขวาของฮ่องเต้'จุนอู๋โหยว' ก็คือตัวแทนจากตระกูลเฟิงและตระกูลเสวี่ย ทั้งสองคนมีอายุไม่ต่างจาก'เย่ว์ซาน' บางทีพวกเขาอาจเป็นตัวแทนของผู้นำตระกูลของพวกเขาก็ได้

เนื่องจาก'เย่ว์หยาง'เดินทางข้ามมิติมาที่นี่  เขาจึงไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร  ถัดจาก'เย่ว์ซาน'ออกไปเป็นคนท่าทางดุร้ายอยู่ในชุดสีแดงเพลิง  ลักษณะของเขาคล้ายกับ'หยานโพ่จุน' แต่เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าและมีพลังมากกว่า 'เย่ว์หยาง'คาดว่าคนผู้นี้คงเป็นบิดาของ'หยานโพ่จุน' ถัดเข้ามา 2-3 แถวข้างๆเป็นผู้ติดตามที่มีความข้องเกี่ยวกับตระกูลทั้งสามโดยตรง

'เย่ว์หยาง'มองเห็นเจ้าหนุ่มน้ำแข็ง 'เสวี่ยทันหลาง'รวมอยู่ด้วย  ในตอนนี้เขาจ้องมอง'เย่ว์หยาง'อย่างเย็นชา อย่างไรก็ตาม 'หยานโพ่จุน'และ'เฟิงชิชา'ไม่ได้มาด้วย  สิ่งที่ทำให้'เย่ว์หยาง'โล่งใจที่สุดก็คือมือกระบี่วังหลวงนางนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ คนที่ทำให้เย่ว์หยางปวดเศียรเวียนเกล้ามากที่สุดก็คือนางนั่นเอง  โชคดีที่ทักษะลวงของขาก็ยกระดับขึ้นไปด้วย  เขาไม่ทราบว่าทักษะลวงของเขาที่เพิ่มระดับไปแล้วนี้จะสามารถตบตามือกระบี่หญิงได้หรือไม่  ถ้าเขาทำได้อย่างนั้น  เขาก็เป็นอิสระจากนาง เมื่อเวลามาถึงเขาอาจก่อกวนจนนางเป็นบ้าก็ได้

“ดี, ดีมาก!”

“เสี่ยวจิ่วเก่งที่สุด”

ทันทีที่'เย่ว์เฟิง'ปรากฏตัวบนเวที เขาก็ทำให้หมู่ผู้ชมปั่นป่วนทันที โดยเฉพาะสตรีที่มีความรู้สึกเหมือนเป็นมารดาแทบจะคลั่งไคล้ลักษณะที่น่ารักของหนูน้อย  แทบจะทุกคนต่างก็เชียร์เขา  เขาโค้งคำนับ'เย่ว์หยาง'ที่กำลังเดินขึ้นเวทีมาช้าๆ อย่างสุภาพ  แม้ว่าคำพูดของเขาจะดูมีความเคารพ  แต่ก็ยังแฝงแววเย่อหยิ่งเอาไว้ในเบื้องหลังคำเหล่านั้น

“พี่เสี่ยวซาน! โปรดชี้แนะข้าด้วย  อาจารย์และท่านพ่อฝากบอกให้ข้าขอบคุณพี่เสี่ยวซานที่ยอมสละยาพลังวิญญาณให้ข้า”

แม้ว่าเขาไม่พูดตรงๆ แต่ก็ยังส่อให้เห็นว่าปล่อยให้เขากินยาปลุกพลังวิญญาณสัตว์อสูรยังจะดีกว่า และว่า'เย่ว์หยาง'เป็นผู้ที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นสวะ กินยานั่นไปก็มีแต่จะเสียของ 'เย่ว์เฟิง'ยื่นมือออกมาและเรียกคัมภีร์อัญเชิญของเขา เสียงเชียร์จากผู้ชมกระหึ่มไปทั่ว   คัมภีร์อัญเชิญของเขาเป็นคัมภีร์สีเงิน นี่ทำให้'เย่ว์หยาง'ประหลาดใจจริงๆ

อย่างไรก็ตาม 'เย่ว์หยาง'ก็ยิ้มออกในทันที ไม่ว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะมากขนาดไหน แต่เขาไม่ได้ใช้ความแข็งแกร่งของตนเองเพื่อยกระดับจากคัมภีร์ทองแดงไปเป็นคัมภีร์เงิน  'เย่ว์ปิง'เข้าศึกษาในโรงเรียนมานาน 4 ปี ยังคงเป็นคัมภีร์ทองแดงระดับสูง

นอกจากนี้ เขายังทำสัญญากับคัมภีร์ได้ไม่นาน  เป็นไปได้อย่างไรที่จะได้ครอบครองคัมภีร์ชั้นเงิน? มีคำอธิบายที่เหมาะสมได้ก็คือนิกายภูเขาหมอกแดนใต้หาคนมาประลองให้'เย่ว์เฟิง'ทุกวันๆ   และจงใจยอมให้'เย่ว์เฟิง'เรียกสัตว์อสูรมาเอาชนะพวกนั้้น  คะแนนสมยอมนี้ก็เลยสะสมได้อย่างรวดเร็ว วิธีแบบนี้ที่ต้องให้บรรลุผลทันที ไม่มีผลต่อการฝึกฝนของแต่ละคน  อย่างไรก็ตามนิกายภูเขาหมอกแดนใต้และครอบครัวที่สองต้องการเอาอัจฉริยะ'เย่ว์เฟิง'นี้มาอวดชาวโลกให้เร็วเท่าที่จะทำได้

พวกเขาต้องการให้ชาวโลกช่วยประโคมความสามารถเหนือชั้นของเขาและให้คอยจับตาระหว่างการแข่งขันประจำตระกูลในวันปีใหม่  เป็นเรื่องจำเป็นที่วิธีนั้นจะต้องว่าจ้างให้มีการช่วย'เย่ว์เฟิง'ได้สะสมคะแนนรบจนไปเพิ่มระดับชั้นของคัมภีร์อัญเชิญ  นี่เป็นบรรทัดฐานในหมู่ครอบครัวที่ยิ่งใหญ่

ในเบื้องต้น ตระกูลใหญ่เหล่านั้นจะหานักรบที่สมัครใจสมยอม(แพ้)ในการต่อสู้  จากนั้นพวกเขาก็จะถูกใช้เป็นบันไดสร้างคะแนนรบให้สมาชิกรุ่นเยาว์ได้แสดงฝีมือตามสัญญา  หลังจากความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง พวกเขาถึงจะยอมให้ลูกหลานเหล่านั้นออกไปแสวงหาประสบการณ์ในโลกจริง การมีคัมภีร์เงินตั้งแต่แรกจะได้เปรียบมากในช่วงระยะเวลาเริ่มต้น ข้อบกพร่องประการเดียวก็คือ คะแนนรบที่ตั้งใจสะสมแบบนี้มันไม่ใช่ของแท้  สิทธิประโยชน์ของกฎโบราณที่ได้รับมาด้วยการเพิ่มระดับของคัมภีร์อัญเชิญมันจะด้อยเสมอ หรืออาจจะไม่ได้รับเลยก็ได้

แน่นอน มีเพียงคนอย่าง'เย่ว์หยาง'เท่านั้นที่ได้รับสิทธิประโยชน์โดยสมบูรณ์จากกฎโบราณเมื่อคัมภีร์อัญเชิญของเขายกระดับ  เมื่อเจ้าของคัมภีร์อัญเชิญยกระดับคัมภีร์ของพวกเขาได้แล้ว  มีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจไม่ได้อะไร  คนส่วนใหญ่จะได้รับหน้าว่างในคัมภีร์หรือไม่ก็สัตว์อสูรที่ดูเหมือนจะไม่เป็นประโยชน์  สิทธิประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่อยากได้ที่สุดก็คือเพิ่มระดับของสัตว์อสูรของพวกเขา ในฐานะเป็นรางวัลที่มีค่ามากที่สุดในใจของเจ้าของคัมภีร์ ก็คือวิวัฒนาการของสัตว์อสูรของพวกเขา ตัวอย่างเช่นเปลี่ยนจากอสูรสามัญไปเป็นอสูรทองแดง

'เย่ว์หยาง'อาจเป็นเพียงคนเดียวในโลกที่ได้รับความสามารถมาเพราะอสูรผู้พิทักษ์ของเขาซึ่งก็คือของขวัญจากสวรรค์ที่ได้รับโดยกฎโบราณ  ถ้าเป็นคนอื่นได้รับบ้าง พวกเขาอาจจะมีความสุขมากจนร้องไห้ถึง 3 วัน 3 คืนก็ได้..

“ว้าว, ดูสิ, คัมภีร์อัญเชิญของคุณชายเปลี่ยน เปลี่ยนเป็นสีเงินแล้ว!  นี่มันอัจฉริยะ!  เขาคืออัจฉริยะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเป็นร้อยปีแล้ว!”

“คุณชายเก้า เยี่ยมที่สุด!”

บรรดาผู้ชมต่างปรบมือเสียงกึกก้อง นอกจากเสียงเชียร์'เย่ว์เฟิง'แล้ว ยังมีเสียงสาปแช่งนับไม่ถ้วนผสมปนเปอยู่ด้วย

“ฆ่าไอ้สวะนั่นซะ!”

“ถ้าไอ้สวะนั่นไม่ตาย, ความโกรธเกลียดที่ข้ามี คงไม่ได้ระบายออกแน่”

และยังมีคำอื่นทำนองเดียวกันตะโกนออกมาประปราย

ก่อนหน้านี้'เย่ว์หยาง'ฆ่าหน่วยป้องกันตระกูลเย่ว์และบริวารจากครอบครัวอื่นมาหลายคน ผู้คนที่สาปแช่งชิงชังเขาอย่างดุเดือดเลือดพล่านน่าจะเป็นญาติ เพื่อน หรือผู้เกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้น 'เย่ว์หยาง'ไม่ยอมแม้แต่จะพา'ฮุยไท่หลาง'ขึ้นเวที

 

 

ที่มา:https://writer.dek-d.com/tanay2507/story/viewlongc.php?id=1429532&chapter=107

จบบทที่ ตอนที่ 107 ข้าจะข้ามหัวเจ้า P1

คัดลอกลิงก์แล้ว