- หน้าแรก
- ระบบกระจกเทพแลกสมบัติสะท้านฟ้า
- บทที่ 41 - งานประมูลสิ้นสุด เซียวเสวียนหลบหนี
บทที่ 41 - งานประมูลสิ้นสุด เซียวเสวียนหลบหนี
บทที่ 41 - งานประมูลสิ้นสุด เซียวเสวียนหลบหนี
บทที่ 41 - งานประมูลสิ้นสุด เซียวเสวียนหลบหนี
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
นานทีปีหนจะมีโอสถสร้างรากฐานหลุดรอดออกมาสักเม็ด ในงานประมูลก็มักจะถูกประมูลไปในราคาสูงลิ่วถึงหลายหมื่นก้อนหินวิญญาณ ทำให้ผู้คนมากมายได้แต่ลอบถอนหายใจและหมดหวัง
"หินวิญญาณสี่พันสามร้อยก้อน!"
"หินวิญญาณสี่พันสี่ร้อยก้อน!"
ราคาพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดเดือดพล่าน
ในที่สุดผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานในห้องส่วนตัวชั้นสามก็ประมูลนมวิญญาณร้อยปีไปได้ในราคาหินวิญญาณสี่พันห้าร้อยก้อน
เมื่อม่อไฉ่เสียเคาะค้อนตัดสิน ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระอายุเลยวัยกลางคนหลายคนในห้องโถงต่างเผยสีหน้าท้อแท้สิ้นหวัง
ของวิเศษสำหรับสร้างรากฐานในครั้งนี้หลุดลอยไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาราวกับเส้นขนานอีกครั้ง!
ครั้งหน้าจะมีของวิเศษสำหรับสร้างรากฐานปรากฏขึ้นอีกเมื่อใดก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ อาจจะเป็นชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็เป็นได้
บางทีครั้งนี้อาจจะเป็นการจากลากันชั่วนิรันดร์ เป็นการบอกลาเส้นทางสู่ระดับสร้างรากฐานอย่างถาวร
โลกบำเพ็ญเพียรนั้นโหดร้ายเช่นนี้แล โอสถสร้างรากฐานและของวิเศษสร้างรากฐานล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ทว่าทรัพยากรกลับมีอยู่อย่างจำกัด
พวกเขามันก็แค่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ไร้ทรัพยากร ไร้เบื้องหลัง จะเอาอะไรไปแข่งขันกับตระกูลใหญ่และสำนักใหญ่กันเล่า?
ไม่มีเงินแล้วจะบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนได้อย่างไร?!
เซียวเสวียนสังเกตเห็นความโดดเดี่ยวอ้างว้างบนใบหน้าของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเหล่านั้น จู่ๆ เขาก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจ ก่อนจะพบว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่าพวกเขาสักเท่าใดนัก
หากตัดฐานะศิษย์สำนักออกไป รากวิญญาณของเขาอาจจะสู้คนเหล่านั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ!
ผู้มีรากวิญญาณห้าสายในสำนักชิงเสวียนแทบจะไม่มีโอกาสได้รับโอสถสร้างรากฐานเลย หากต้องการก็มีแต่ต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น!
โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเหล่านั้นเลยสักนิด!
เซียวเสวียนกำหมัดแน่น หนทางในวันข้างหน้ายังอีกยาวไกลและหนักหนาสาหัสนัก
"ทุกท่าน งานประมูลในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้พบกับทุกท่านอีกในโอกาสหน้าเจ้าค่ะ!"
ม่อไฉ่เสียยอบกายทำความเคารพฝูงชนในลานประมูลพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ
เมื่อเดินออกจากหอกระจกจันทรา เซียวเสวียนก็เดินไปหลบมุมในที่ลับตาคน จัดการพรางตัวอย่างง่ายๆ และสวมหมวกปีกกว้างปิดบังใบหน้า
การทำเช่นนี้ย่อมเป็นความตั้งใจที่จะทำให้ฉินหมิงคลายความสงสัย
ณ มุมมืดแห่งหนึ่ง
ฉินหมิงมองดูเซียวเสวียนเดินออกมาจากตรอกเล็กๆ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนการแต่งกายไปแล้ว ทว่าเขากลับพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ไอ้หนู คิดว่าสวมหมวกปีกกว้างแล้วข้าจะจำเจ้าไม่ได้อย่างนั้นรึ?"
"ความแค้นที่ฉีกหน้าข้าต่อหน้าธารกำนัล ข้าฉินผู้นี้ต้องชำระคืนแน่!"
หลังจากเซียวเสวียนเดินเตร็ดเตร่ในตลาดการค้าอยู่พักหนึ่ง เขาก็ทำทีเป็นรีบร้อนออกจากตลาดไป
เมื่อเห็นเซียวเสวียนมุ่งหน้าออกไปทางทิศของสำนักชิงเสวียน บนใบหน้าของฉินหมิงก็ปรากฏรอยยิ้มชั่วร้าย "สวรรค์เข้าข้างข้าจริงๆ ไม่คิดเลยว่าไอ้หนูนี่จะรนหาที่ตายเอง!"
เมื่อทะลวงสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ สัมผัสวิญญาณของเซียวเสวียนก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก ครอบคลุมรัศมีได้กว้างถึงยี่สิบจั้ง ซึ่งถือเป็นขอบเขตสูงสุดของผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมลมปราณช่วงกลางแล้ว
ณ สุดขอบของสัมผัสวิญญาณ เซียวเสวียนสัมผัสได้ว่าฉินหมิงกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่เบื้องหลัง เขาลอบยิ้มเย็นในใจ ในที่สุดปลาก็กินเบ็ด
เป็นเช่นนี้ต่อไปจนกระทั่งเซียวเสวียนวิ่งมาได้ราวๆ หลายสิบลี้ ดูเหมือนฉินหมิงจะรู้สึกว่าได้จังหวะแล้วจึงเร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน และขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ในรัศมีสัมผัสวิญญาณของเซียวเสวียน
แน่นอนว่าเซียวเสวียนย่อมรับรู้ได้ เพื่อให้ฉินหมิงหลงเชื่อ เขาจึงเร่งความเร็วในการบินหนีให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก
ทว่าพลังเวทของระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่จะไปเทียบกับความเร็วในการบินของระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่หกได้อย่างไร เพียงไม่นานเซียวเสวียนก็ถูกไล่ต้อนจนมุมที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง
เซียวเสวียนรู้ตัวดีว่าไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีกต่อไป จึงหยิบกระบี่เฉินหยวนที่ซ่อนอยู่ในถุงวิเศษออกมากระชับไว้ในมือ
และไม่ลืมที่จะซ่อนยันต์สมบัติลูกปัดอัสนีชาตที่เพิ่งซื้อมาไว้ตรงแขนเสื้อ รอคอยจังหวะเหมาะๆ เพื่อมอบความตายให้แก่มันในคราวเดียว
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว เซียวเสวียนพบว่าหุบเขาเบื้องหน้าเหมาะเจาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นจุดซุ่มโจมตี เขาแปะยันต์ล่องหนลงบนร่างและกดกลิ่นอายของตนเองให้ต่ำที่สุด
เพียงไม่กี่อึดใจ ฉินหมิงก็มาถึงหุบเขา มันมองดูหุบเขาที่เงียบสงัดพลางแค่นเสียงหัวเราะหยัน ก่อนจะตะโกนก้องเข้าไปในหุบเขานั้น
"ไอ้หนูสวมหมวก รีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้! เป็นอย่างไรล่ะ มีความกล้าเสนอราคาในงานประมูล แต่ไม่มีความกล้าเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงงั้นรึ?"
เสียงตะโกนดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ
"ดีมาก ไม่ยอมออกมาใช่ไหม ประเดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ซึ้งว่าการอยู่ไม่สู้ตายมันเป็นอย่างไร!"
ฉินหมิงยิ้มเหี้ยม ในใจท่องเคล็ดวิชา มือก็ขยับทำท่าทางบางอย่าง
เซียวเสวียนนึกสงสัยในใจ ฉินหมิงผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่?
ทันใดนั้น ฉินหมิงก็เบิกตากว้าง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแสยะ "ในที่สุดก็หาตัวเจ้าพบแล้ว!"
สิ้นคำ มันก็ซัดวิชาลูกไฟพุ่งตรงไปยังตำแหน่งที่เซียวเสวียนซ่อนตัวอยู่ทันที
เซียวเสวียนตกใจรีบเร่งพลังเวทพุ่งหลบอย่างรวดเร็ว ทำให้เผยร่างที่ซ่อนอยู่ออกมา
ตูม!
จุดที่เซียวเสวียนเคยซ่อนตัวอยู่ถูกคลื่นเพลิงขนาดยักษ์กลืนกินในพริบตา หล่นหายกลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่
เมื่อเห็นเซียวเสวียนเผยตัว ฉินหมิงก็หัวเราะเยาะ "ไอ้หนู เจ้าเก่งเรื่องวิ่งหนีนักไม่ใช่รึ เหตุใดถึงไม่หนีต่อล่ะ!"
แววตาของเซียวเสวียนวูบไหว ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขาเอ่ยปากถาม "ข้ามั่นใจว่าวิชาพรางตัวของข้ายอดเยี่ยมมาก เจ้ามองออกได้อย่างไรว่าข้าซ่อนตัวอยู่ตรงไหน"
"ไม่มีความจำเป็นต้องบอก!"
"เจ้าจงรู้ไว้แค่ว่า วันนี้ของปีหน้าจะเป็นวันครบรอบวันตายของเจ้าก็พอแล้ว!"
ฉินหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เซียวเสวียนแสร้งทำเป็นหวาดกลัว "ข้ากับท่านไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดท่านจึงต้องตามล่าข้าด้วย? ศิษย์เอกแห่งสำนักชิงเสวียนถึงกับลดตัวมาเป็นโจรดักปล้นเชียวหรือ?"
ฉินหมิงกัดฟันกรอด "ไม่มีความแค้นต่อกันงั้นรึ? แกนี่ช่างเป็นคนใหญ่คนโตที่ขี้ลืมเสียจริง คนที่แย่งประมูลโอสถทะลวงปราณไปจากข้าในวันนั้นก็คือแก"
"ทำให้ข้าต้องสูญเสียหินวิญญาณไปกว่าร้อยก้อนเพื่อซื้อโอสถทะลวงปราณมา อย่าคิดนะว่าสวมหมวกปีกกว้างแล้วข้าจะจำแกไม่ได้ ต่อให้แกกลายเป็นเถ้าถ่านข้าก็จำแกได้!"
"บัญชีแค้นนี้ พวกเราต้องสะสางกันให้รู้เรื่อง!"
พูดยังไม่ทันขาดคำ เซียวเสวียนก็เป็นฝ่ายชิงลงมือโจมตีก่อน!
เขาควบคุมกระบี่เฉินหยวน ลำแสงกระบี่สีทองประกายแดงที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงและจิตสังหารพุ่งทะยานเข้าฟาดฟันใส่ฉินหมิง
ฉินหมิงแค่นเสียงเย้ยหยัน "แค่ขยะรวบรวมลมปราณขั้นสี่ก็กล้าเป็นฝ่ายริเริ่มโจมตี ช่างไม่เจียมกะลาหัวเสียจริง!"
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่มันก็ไม่ได้ลดความระแวดระวังลงเลยแม้แต่น้อย ในเมื่ออีกฝ่ายกล้ามาขวางทางมัน ย่อมต้องมีไม้ตายอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เป็นแน่
มันแผ่ขยายสัมผัสวิญญาณออกไป หมายจะมองเซียวเสวียนให้ทะลุปรุโปร่ง ดูสิว่าไอ้หนูนี่มันมีดีอะไรกันแน่!
"อาวุธเวทระดับสูง!"
ฉินหมิงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ขยะระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ถึงกับมีอาวุธเวทระดับสูงไว้ในครอบครอง
จากนั้นใบหน้าของมันก็เผยให้เห็นถึงความโลภอย่างปิดไม่มิด
ตัวมันเองก็มีอาวุธเวทระดับสูงเช่นกัน เพียงแต่อาวุธเวทระดับสูงนั้นก็ยังมีการแบ่งแยกคุณภาพที่สูงต่ำแตกต่างกันไป เห็นได้ชัดว่ากระบี่เฉินหยวนของเซียวเสวียนนั้นมีคุณภาพเหนือกว่ากระบี่วิเศษของมันมาก
"มดปลวกรวบรวมลมปราณขั้นสี่ริอ่านถือครองอาวุธเวทระดับสูง ช่างเสียของชะมัด"
มันหยิบดาบยาวสีทองออกมาจากถุงวิเศษอย่างไม่รีบร้อน
ปัง ปัง ปัง!
ปราณดาบที่จำแลงมาจากดาบยาวสีทองปะทะเข้ากับปราณกระบี่ ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจนน่าขนลุก
หลังจากโจมตีออกไปแล้ว เซียวเสวียนก็รู้สึกแย่ไม่น้อย นอกจากพลังเวทจะถูกสูบออกไปถึงสามส่วนแล้ว คลื่นกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวยังผลักเซียวเสวียนกระเด็นถอยหลังไปไกลหลายจั้ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า ไปตายซะเถอะ!"
ฉินหมิงถือดาบยาวสีทองก้าวเข้าไปยืนประจันหน้าเซียวเสวียน เงื้อดาบยาวขึ้นสูงเตรียมฟาดฟันลงมา
ในจังหวะนั้นเอง แววตาของเซียวเสวียนก็แปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม เขายิ้มร้ายที่มุมปากพลางกระตุ้นยันต์สมบัติลูกปัดอัสนีชาตในมือแล้วดีดมันพุ่งสวนทางกลับไปยังทิศทางที่ฉินหมิงพุ่งเข้ามา
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินหมิงแข็งค้างไปในทันที
เมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวที่ระเบิดออกมาจากลูกปัดอัสนีชาต ฉินหมิงก็ร้องเสียงหลง
"ยันต์สมบัติ!"
"ไม่นะ!!"
มันพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างสุดกำลัง งัดเอาทุกกระบวนท่าและกระตุ้นพลังป้องกันทั้งหมดในร่างออกมาจนถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นยันต์เกราะดิน วิชาม่านวารี ยันต์เกราะทองคำ
ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับสูญเปล่า
การโจมตีอย่างเต็มกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานช่วงกลาง ไม่ใช่สิ่งที่จะต้านทานได้โดยง่าย
[จบแล้ว]