- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 56 เจ้าคิดว่าตนเองสมควรตายหรือไม่
บทที่ 56 เจ้าคิดว่าตนเองสมควรตายหรือไม่
บทที่ 56 เจ้าคิดว่าตนเองสมควรตายหรือไม่
“ไม่มีอันใดขอรับ”
เมื่อทุกคนเห็นฉูหยวนเดินกลับเข้ามาในห้องก็พากันตีหน้าซื่อแสร้งทำเป็นโง่งม ด้วยกระดานดำแผ่นนี้สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของฉงเจินได้ ทางที่ดีอย่าให้ผู้เป็นอาจารย์ล่วงรู้ย่อมประเสริฐที่สุด
นับว่าโชคดีนักที่เขามองไม่เห็นมัน
ถึงกระนั้นบนกระดานดำแผ่นนี้ นอกจากภาพเคลื่อนไหวแล้วก็ยังมีเสียงเล็ดลอดออกมาด้วยมิใช่หรือ
เหตุใดฉูหยวนจึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใดเลย ช่างน่าแปลกประหลาดยิ่งนัก
“ไม่มีอะไรหรือ” ฉูหยวนขมวดคิ้วเข้าหากัน
“แล้วพวกคุณมาทำอะไรในห้องเรียนล่ะ ทำไมยังไม่กลับกันไปอีก”
หืม?
ทุกคนพลันกระจ่างแจ้งแก่ใจ ฉูหยวนไม่เพียงแต่มองไม่เห็นภาพบนกระดานดำแผ่นนี้ กระทั่งเสียงที่ถ่ายทอดออกมาเขาก็ไม่ได้ยินเช่นเดียวกัน
เช่นนี้ก็นับว่าประเสริฐยิ่งนัก พวกเขาจะได้ไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะจับสังเกตได้
ฉินสื่อหวงรู้สึกมั่นใจขึ้นมาหลายส่วนจึงเอ่ยว่า “อาจารย์ฉู พวกเราเพียงแค่อยากจะรั้งอยู่ในห้องเรียนให้นานขึ้นอีกสักหน่อย เพื่อซึมซับความรู้ของท่านที่ดังก้องกังวานตราตรึงใจมิรู้ลืมต่างหากเล่าขอรับ”
“ดังก้องกังวานตราตรึงใจมิรู้ลืมอย่างนั้นหรือ” เขาถึงกับหมดคำพูด
“ผมว่าพวกคุณคงอยากจะกินของอร่อยมากกว่าล่ะสิ เห็นผมเป็นพ่อครัวไปแล้วหรืออย่างไร ถ้าจะทำกับข้าวก็ให้ฉินเกากับฉินซูเป็นคนทำสิ”
กล่าวจบฉูหยวนก็เตรียมตัวจะเดินจากไป
“อาจารย์ฉูโปรดช้าก่อน” หากแต่ฉินสื่อหวงกลับส่งสายตาเพียงครั้งเดียว ฉินจื่ออิงก็รีบก้าวออกไปรั้งตัวผู้เป็นอาจารย์เอาไว้
“อาจารย์ฉู พวกเรายังมีคำถามอีกมากมายที่อยากจะขอคำชี้แนะจากท่าน ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนจากไปเลยนะขอรับ”
ด้วยพวกเขาหวาดกลัวว่าหากฉูหยวนจากไป ประเดี๋ยวตอนที่มุงดูฉงเจินจัดการสะสางเรื่องราวจะดูไม่รู้เรื่อง
…
ณ แว่นแคว้นต้าหมิง
ภายในตำหนักเฉียนชิง
ประตูแสงบานหนึ่งพลันปรากฏขึ้นที่มุมห้อง จากนั้นร่างของฉงเจินก็เดินก้าวออกมาจากด้านใน
ฉงเจินยังคงรู้สึกราวกับตนเองกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน การเดินทางในครั้งนี้นับเป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง
ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงอดตั้งคำถามกับตนเองมิได้ว่า นี่เขากำลังฝันไปหรือไม่
จะเป็นไปได้อย่างไรที่ตนสามารถเดินทางย้อนเวลากลับไปยังยุคต้าฉิน ทั้งยังได้พานพบกับเซียนผู้หยั่งรู้เรื่องราวในยุคหลังอีกต่างหาก
ครั้นเมื่อเหลียวมองดูประตูแสงเบื้องหลังที่กำลังค่อยๆ อันตรธานหายไปตามความนึกคิดของตนเอง
ฉงเจินก็ตระหนักได้ในทันทีว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มิใช่ความฝัน หากแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น
นี่คือของประทานจากสวรรค์ คือความเมตตาจากท่านเซียนโดยแท้!
เดิมทีต้าหมิงสมควรจะต้องล่มสลายลงในยุคสมัยของเจิ้น ทว่ายามนี้มันจะไม่มีวันเป็นเช่นนั้นอีกแล้ว!
“ฝ่าบาท!”
“ฝ่าบาท!”
ยามนี้เอง ร่างสองร่างก็รีบคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉงเจิน
พวกเขาคือขันทีสองคน
คนหนึ่งคือขันทีผู้คุมตราประทับแห่งสำนักซือหลี่นามหวังเฉิงเอิน
ส่วนอีกคนคือขันทีสำนักซือหลี่นามหวังเต๋อฮว่า
“ฝ่าบาท ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ครั้นหวังเฉิงเอินเห็นผู้เป็นนายเหนือหัวกลับมา สีหน้าที่เดิมทีตึงเครียดและอัดแน่นไปด้วยความกังวลก็พลันผ่อนคลายลงในทันที
ที่แท้ประตูแสงบานนี้ก็ปรากฏขึ้นภายในตำหนักเฉียนชิง ซึ่งในยามนั้นมีเพียงพวกเขาสามคนอยู่ด้วยกัน
จากนั้นฉงเจินก็คิดจะก้าวเข้าไปด้านใน พวกเขาทั้งสองจึงคิดจะติดตามเข้าไปด้วย หากแต่กลับพบว่าประตูแสงบานนั้นมิยอมให้พวกเขาล่วงล้ำเข้าไป
ฉงเจินจึงออกคำสั่งให้พวกเขาทั้งสองคอยเฝ้าอยู่เบื้องนอก ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาสอดแนมโดยเด็ดขาด จากนั้นพระองค์จึงเสด็จเข้าไปด้านในเพียงลำพัง
ผลคือยิ่งเฝ้ารอ พวกเขาก็ยิ่งหวาดผวา
เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้ว ทว่าฉงเจินก็ยังมิเสด็จกลับมา
หากฉงเจินไปแล้วมิหวนกลับมาอีก ต่อให้ตัดหัวคนทั้งเจ็ดชั่วโคตรของพวกเขาก็คงมิอาจชดใช้ความผิดนี้ได้
ทว่าสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ สิ่งที่หวังเฉิงเอินรู้สึกเป็นกังวลมากกว่าคือความปลอดภัยของฉงเจิน
ผิดกับหวังเต๋อฮว่าที่เอาแต่กังวลถึงความปลอดภัยของตนเอง
แต่นับว่ายังโชคดีที่ฉงเจินยังคงเสด็จกลับมา
“ฝ่าบาท พระองค์เสด็จกลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงหิวหรือไม่ บ่าวจะรีบให้ห้องเครื่องตระเตรียมพระกระยาหารให้เดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
หวังเฉิงเอินเผยสีหน้าปีติยินดีขณะเอ่ยปากถามไถ่
“เฉิงเอินเอ๋ย”
ฉงเจินก้าวไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าวพลางยื่นมือออกไป ดึงรั้งหวังเฉิงเอินที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นให้หยัดกายลุกขึ้นมา
“ภายหน้ามิว่าเจ้าจะพานพบผู้ใด รวมถึงเจิ้นและไทเฮา เจ้าล้วนไม่ต้องคุกเข่าอีกต่อไป”
“เจิ้นขอพระราชทานสิทธิ์ให้เจ้ามิต้องคุกเข่าตลอดชีวิต!”
อันใดนะ!
หวังเฉิงเอินเบิกตากว้าง ตื่นตะลึงจนถึงขีดสุด นี่มันเรื่องอันใดกัน!
เมื่อครู่ฉงเจินถึงกับเรียกขานเขาว่าเฉิงเอินเชียวหรือ
กาลก่อนฉงเจินมิเคยเรียกขานเขาเช่นนี้นี่นา!
นี่นับเป็นคำเรียกขานที่สนิทสนมมากเพียงใดกัน!
ซ้ำยังถูกจักรพรรดิดึงตัวให้ลุกขึ้นยืน นี่นับเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เพียงใด
ที่สำคัญที่สุดคือ ฉงเจินถึงกับพระราชทานสิทธิ์ให้เขามิต้องคุกเข่าไปตลอดชีวิต แม้แต่ยามพานพบจักรพรรดิและไทเฮาก็ล้วนมิต้องคุกเข่า!
นี่คือเกียรติยศสูงสุดอันใดกัน!
ต่อให้เป็นถึงอัครเสนาบดีแห่งสภาเน่ยเก๋อ ชินอ๋อง หรือจวิ้นอ๋อง ก็ยังมิเคยได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้เลยกระมัง!
แล้วเขาที่เป็นเพียงขันทีต่ำต้อยผู้หนึ่ง จะสามารถรับเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ปานนี้ได้อย่างไร
หวังเต๋อฮว่าที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้างก็ตื่นตะลึงไม่แพ้กัน ฝ่าบาทเสด็จเข้าไปในประตูแสงแล้วไปพานพบเรื่องราวอันใดมากันแน่
เหตุใดจู่ๆ จึงได้ทรงโปรดปรานหวังเฉิงเอินถึงเพียงนี้
“ฝ่าบาท!” หวังเฉิงเอินรีบทิ้งตัวคุกเข่าลงอีกครั้ง
“มิได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ! บ่าวเป็นเพียงขันทีผู้ต่ำต้อย จะกล้ารับพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ได้อย่างไร บ่าวขอคุกเข่าเช่นเดิมย่อมดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
“เจิ้นสั่งให้เจ้าลุกขึ้น” ฉงเจินออกคำสั่งอีกครา
“พ่ะย่ะค่ะ!” หวังเฉิงเอินทำได้เพียงหยัดกายลุกขึ้นด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ทว่าหวังเต๋อฮว่ากลับมิได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้น เขาจึงทำได้เพียงคุกเข่าต่อไป
เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดจู่ๆ ฉงเจินจึงทรงเลือกปฏิบัติเช่นนี้
หรือว่าพระองค์จะสติฟั่นเฟือนไปแล้ว
ถ้าเช่นนั้นก็เสด็จไปตายเสียสิ!
“หลังจากที่เจิ้นทะลุมิติเข้าไปในประตูแสง เจิ้นก็ได้พานพบกับท่านเซียนผู้หนึ่ง” ยามนี้ฉงเจินค่อยๆ เอ่ยปากเล่า
“ท่านเซียนหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หวังเฉิงเอินและหวังเต๋อฮว่าล้วนชะงักงัน ประตูแสงบานนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก เบื้องหลังประตูถึงกับเป็นท่านเซียนเชียวหรือ
“ท่านเซียนผู้นั้นหยั่งรู้ทั้งอดีตและอนาคตอย่างทะลุปรุโปร่ง ท่านจึงชี้แนะเรื่องราวมากมายแก่เจิ้น”
“ท่านกล่าวว่าต้าหมิงจะล่มสลายในรัชศกฉงเจินปีที่สิบเจ็ด ยามนี้คือรัชศกฉงเจินปีที่สอง เท่ากับว่าต้าหมิงของพวกเราเหลืออายุขัยอีกเพียงสิบห้าปีเท่านั้น”
“อันใดนะพ่ะย่ะค่ะ!” หวังเฉิงเอินและหวังเต๋อฮว่าได้ยินดังนั้นก็พลันตื่นตระหนกตกใจ
“ฝ่าบาท จะเป็นไปได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ต้าหมิงของพวกเรามีแสนยานุภาพเกรียงไกร กองทัพแข็งแกร่ง ขุนนางล้วนซื่อสัตย์สุจริต กษัตริย์และขุนนางเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะล่มสลายได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ!”
หวังเต๋อฮว่าร้อนรนจนน้ำลายแตกฟอง “ฝ่าบาท นี่จะต้องเป็นปีศาจร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ด้านในกล่าววาจาเหลวไหลเป็นแน่แท้ ฝ่าบาท...”
“เพียะ!”
ชั่วพริบตาต่อมา ใบหน้าของหวังเต๋อฮว่ากลับถูกฉงเจินตบฉาดใหญ่อย่างแรง!
ถึงขั้นตบจนเลือดกบปาก!
“เจิ้นอนุญาตให้เจ้าสอดปากแล้วหรือ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นตัวอันใดกัน!”
“ฝ่าบาท บ่าวมิกล้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” หวังเต๋อฮว่าตกใจจนต้องหมอบกราบลงกับพื้น ร่างกายสั่นงันงก
ฉงเจินผู้นี้เป็นอันใดไป กาลก่อนพระองค์ก็ทรงปฏิบัติต่อพวกเขาทั้งสองไม่ต่างกันเท่าใดนักนี่นา
เหตุไฉนวันนี้กลับประทานรางวัลให้หวังเฉิงเอิน ทว่ากลับลงไม้ลงมือทุบตีเขาแทนเล่า
ถึงกระนั้นฉงเจินก็คือโอรสสวรรค์ เมื่อถูกตบฉาดหนึ่ง หวังเต๋อฮว่าย่อมมิกล้าปริปากโต้แย้งแม้แต่ครึ่งคำ
“เจิ้นบอกแล้วว่าท่านคือเซียน ท่านก็คือเซียน คำพูดของท่าน ย่อมมิมีวันผิดเพี้ยน”
บนร่างของฉงเจินแผ่ซ่านไปด้วยจิตสังหารพวยพุ่ง พระองค์ก้าวเดินเข้าไปหาหวังเต๋อฮว่าทีละก้าว
“เจ้าบังอาจกังขาในคำพูดของเจิ้น หัวของเจ้ามีมากพอให้เจิ้นบั่นทิ้งหรือไม่”
“ฝ่าบาท บ่าวมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท บ่าวมิกล้าแล้ว!”
หวังเต๋อฮว่าหวาดกลัวจนแทบจะปัสสาวะราดรดกางเกง จิตสังหารเยียบเย็นเช่นนี้ มีเพียงยามที่พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้ประหารเว่ยจงเสียนเท่านั้นที่เขาเคยสัมผัสได้
ฉงเจินเอ่ยสืบไป “ผู้ที่ทำลายล้างต้าหมิง คือกองทัพชาวนาที่นำโดยคนผู้หนึ่งนามว่าหลี่จื้อเฉิง”
“ในวันที่มันตีเมืองหลวงแตก เจิ้นก็แขวนคอตายอยู่บนเขาเหมยซาน”
พระองค์เบนสายตาไปทางหวังเฉิงเอิน “และผู้ที่อยู่เคียงข้างเจิ้นเผชิญหน้ากับความตาย ก็คือเจ้า หวังเฉิงเอิน”
หวังเฉิงเอินรับฟังจนจบก็ชะงักงันไปในทันที
ที่แท้นี่ก็คือสาเหตุที่ฉงเจินพระราชทานอนุญาตให้เขามิต้องคุกเข่า ซ้ำยังปฏิบัติต่อเขาอย่างสนิทสนมสินะ
หวังเฉิงเอินสัมผัสได้เช่นกันว่า คำกล่าวของท่านเซียนผู้นี้อาจจะเป็นเรื่องจริง
เพราะหากแม้นมีวันที่แว่นแคว้นล่มสลายบ้านเมืองพินาศย่อยยับลงไปจริงๆ ขันทีอย่างเขาก็คงจะขอติดตามฉงเจินไปปรโลกด้วยอย่างแน่นอน
“ฝ่าบาท หากมีวันนั้นมาถึงจริงๆ กระหม่อมจะต้องขออยู่เคียงข้างพระองค์มิห่างกายอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!” หวังเฉิงเอินเอ่ยปฏิญาณอย่างหนักแน่น
“เจิ้นเชื่อใจเจ้า!” ฉงเจินตบไหล่หวังเฉิงเอินเบาๆ
แม้นไร้ซึ่งเรือนร่างบุรุษชาตรี หากแต่กลับเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งบุรุษ!
ลูกผู้ชายที่ยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยเช่นหวังเฉิงเอิน ฉงเจินจะปล่อยให้เขาทรุดเข่าต่ำต้อยได้อย่างไร!
มีเพียงยามที่แว่นแคว้นล่มสลายบ้านเมืองพินาศย่อยยับเท่านั้น จึงจะสามารถมองเห็นความเด็ดเดี่ยวและธาตุแท้ของคนผู้หนึ่งได้!
หวังเฉิงเอินผู้นี้แม้นจะเป็นเพียงขันที หากแต่กลับเป็นผู้มีเลือดมีเนื้ออย่างแท้จริง!
“ฝ่าบาท เช่นนั้นบ่าวเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
หวังเต๋อฮว่าเมื่อได้ยินว่าหวังเฉิงเอินยังได้รับคำยกย่องถึงเพียงนี้ จึงรีบเอ่ยปากถามความดีความชอบของตนบ้าง
“เจ้าหรือ” ฉงเจินแค่นเสียงหัวเราะหยัน
“เจิ้นทุบตีเจ้า ด่าทอเจ้า ในอนาคตเจ้าจะก่อเรื่องบัดซบอันใดออกมา ในใจเจ้ามิรู้ดีหรอกหรือ!”
“ยามที่ทัพของหลี่จื้อเฉิงโอบล้อมนครหลวง ก็คือเจ้านี่แหละที่เป็นคนเปิดประตูเมือง ปล่อยให้พวกมันบุกทะลวงเข้ามา!”
“เจ้าคิดว่าตนเองสมควรตายหรือไม่! หรืออยากจะตายด้วยวิธีใด จงเลือกมา!”