- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 54 จะจัดการพรรคตงหลินเช่นไร
บทที่ 54 จะจัดการพรรคตงหลินเช่นไร
บทที่ 54 จะจัดการพรรคตงหลินเช่นไร
“นอกจากจางฮองเฮาแล้ว การที่ฉงเจินจะกุมอำนาจวังหลังให้เบ็ดเสร็จ สิ่งที่ต้องจัดการอีกอย่างก็คือพวกขันที” ฉูหยวนเอ่ยปากต่อ
“ในยุคฉงเจิน จำนวนขันทีในวังหลังมีอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นคน”
“คุณต้องควบคุมขันทีพวกนี้ให้ได้ วังหลังถึงจะสงบมั่นคง”
“ขันทีหรือ” ฉินสื่อหวงขมวดคิ้วเข้าหากัน
“ขันทีมิใช่เป็นเพียงบ่าวรับใช้หรอกหรือ ควบคุมพวกมันแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า”
“ขันทีของราชวงศ์หมิงไม่เหมือนกันนะ พวกเขามีอำนาจล้นฟ้าเชียวล่ะ” ฉูหยวนส่ายหน้าปฏิเสธ
ขันทีของราชวงศ์หมิงมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ราชวงศ์หมิงคือจักรวรรดิแห่งสายลับอย่างแท้จริง
จูหยวนจางก่อตั้งองครักษ์เสื้อแพรขึ้นมารับผิดชอบคุ้มครองจักรพรรดิ ตรวจสอบขุนนาง และสืบข่าวกรองทางทหาร
แต่เพราะองครักษ์เสื้อแพรเป็นขุนนางฝ่ายหน้า ดังนั้นเมื่อถึงยุคของจูตี้ เขาจึงใช้งานได้ไม่ค่อยสะดวกนัก
จึงได้ก่อตั้งตงฉ่าง (สำนักบูรพา) ขึ้นมาโดยมีผู้บัญชาการเป็นขันที ซึ่งสามารถเข้าออกพระราชวังได้อย่างอิสระ ดังนั้นจึงสะดวกกว่ามาก
ตงฉ่างเองก็เป็นหน่วยสืบราชการลับเช่นกัน สามารถตรวจสอบขุนนางและสืบข่าวกรองทางทหารได้
ภายหลังยังมีซีฉ่าง (สำนักประจิม) และเน่ยหางฉ่างเพิ่มเข้ามาอีก
หากแต่สองหน่วยงานนี้ล้วนดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก สิ่งที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ต้าหมิงอย่างแท้จริงก็คือองครักษ์เสื้อแพรและตงฉ่างต่างหาก
“ที่พิเศษก็คือตงฉ่างมีผู้บัญชาการเป็นขันที เพราะฉะนั้นคุณจะบอกว่าขันทีไม่มีประโยชน์ได้ยังไง”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
ฉินสื่อหวงตื่นตะลึงยิ่ง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าขันทีจะมีประโยชน์ถึงเพียงนี้
ขันทีนั้นแตกต่างจากขุนนาง ด้วยพวกเขาคือข้ารับใช้ในเรือนเบี้ย
การให้ขันทีไปเป็นผู้นำคนกลุ่มหนึ่งเพื่อรวบรวมข่าวกรอง วิธีการเช่นนี้ช่างแปลกใหม่เหลือเกิน
อย่างต้าฉินนั้นเต็มที่ก็ใช้ขันทีทำอาหาร ทำงานแบกหาม หรือไม่ก็แบกเกี้ยวพระสนม ช่างใช้งานได้สิ้นเปลืองเกินไปแล้วจริงๆ
“ถึงกระนั้น...” ฉงเจินส่ายหน้าเช่นกัน
“ขันทีก้าวก่ายราชกิจก็ยุ่งยากมากเช่นกัน อย่างหลิวจิ่นในกาลก่อนและเว่ยจงเสียนในรัชสมัยฉงเจิน ล้วนแทบจะปีนขึ้นไปนั่งบนหัวจักรพรรดิอยู่รอมร่อ”
“แต่พวกเขาก็ล้มสลายได้ง่ายเหมือนกันนะ” ฉูหยวนแย้ง
“ตอนฉงเจินฆ่าเว่ยจงเสียน มันยากมากไหมล่ะ”
จริงด้วย! ฉงเจินกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที ขันทีนั้นแตกต่างจากขุนนาง
ยามที่ขุนนางเรืองอำนาจจนสามารถกุมอำนาจในราชสำนักและกองทัพ จักรพรรดิคิดจะสังหารพวกเขาย่อมยุ่งยากยิ่งนัก
ในขณะที่ขันทีเป็นเพียงข้ารับใช้ในเรือน พวกเขาจำต้องได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิเสียก่อนจึงจะสามารถสร้างคลื่นลมได้
หากจักรพรรดิมิโปรดปรานแล้ว เพียงเอ่ยปากก็สามารถสังหารพวกมันได้โดยตรง
ยามที่สังหารเว่ยจงเสียน ฉงเจินก็มิได้ยากลำบากอันใดจริงๆ เพียงใช้พระราชโองการฉบับเดียวก็กำจัดขุมกำลังไปได้กว่าครึ่งแล้ว
“ดังนั้น ขอเพียงหาขันทีผู้ภักดีสักคนมาทำงานให้ฉงเจิน เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอันใดแล้ว ใช่หรือไม่” ฉงเจินเอ่ยถาม
“ถูกต้อง” ฉูหยวนพยักหน้า
“ในที่สุดคุณก็คิดได้สักทีนะ”
เขารู้สึกยินดีขึ้นมา คนผู้นี้หากเป็นนักเรียนของเขาก็คงดี จะได้เข้าใจเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้ได้ในพริบตา
อีกทั้งความรู้ของเขาคล้ายจะเรียนรู้ไปถึงรัชสมัยฉงเจินแห่งต้าหมิงแล้วด้วย
เก่งกว่าพวกผู้ใหญ่บ้านฉินตั้งเยอะ วันๆ รู้จักแต่ขงจื่อ
น่าเสียดายที่คนผู้นี้เป็นเพียงผู้ร่วมฟังเท่านั้น
“แต่ว่า...ใต้บังคับบัญชาของฉงเจินมีขันทีผู้ภักดีด้วยหรือ” ฉงเจินขมวดคิ้ว
หวังเฉิงเอินที่อยู่เป็นเพื่อนเขาผูกคอตายบนเขาเหมยซาน เป็นถึงขันทีผู้คุมตราประทับแห่งสำนักซือหลี่ นับเป็นขุนนางผู้ภักดีอย่างแท้จริง
ทุกคนล้วนตีจากไปหมดสิ้น มีเพียงเขาที่รั้งอยู่เป็นเพื่อนเจิ้นเผชิญความตาย! ช่างเป็นขุนนางผู้จงรักภักดี! หากเจิ้นกลับไปจะต้องปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดีแน่
ทว่าเมื่อนึกถึงขันทีคนอื่นๆ ฉงเจินกลับสับสนยิ่งนัก กระทั่งพรรคตงหลินที่มักอ้างตนว่าเป็นผู้ใสสะอาดยังมีขุนนางกังฉินซุกซ่อนอยู่มากมายถึงเพียงนี้
แล้วในหมู่ขันทีจะสามารถหาคนที่ใช้งานได้จริงๆ หรือ
“แน่นอนว่ามี” ฉูหยวนหัวเราะ
“ขันทีสำนักซือหลี่ เฉาฮว่าฉุน เป็นคนซื่อสัตย์ภักดี สามารถใช้งานได้”
“ขันทีสำนักซือหลี่ ฟางเจิ้งฮว่า เป็นคนซื่อสัตย์ภักดี แถมยังมีวรยุทธ์สูงส่ง ตอนที่ศัตรูบุกประชิดเมือง เขายังขึ้นไปบนกำแพงเมืองเพื่อป้องกันเมือง สังหารศัตรูไปตั้งหลายสิบคน! น่าเสียดายที่สุดท้ายก็หมดแรงจนสิ้นใจตาย”
สังหารศัตรูไปหลายสิบคนเชียว!
ฉินสื่อหวงถึงกับตื่นตะลึง ขันทีผู้หนึ่งถึงกับกล้าไปป้องกันเมือง ทั้งยังสังหารศัตรูไปได้ถึงหลายสิบคน
แม้ขันทีผู้นี้จะสละชีพไปแล้ว หากแต่กลับยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่ยังมีลมหายใจอยู่เสียอีก!
ฉงเจินจดจำนามของเฉาฮว่าฉุนและฟางเจิ้งฮว่าเอาไว้ในใจอย่างเงียบงัน
โดยเฉพาะฟางเจิ้งฮว่า แม้จะไร้ซึ่งเรือนร่างบุรุษชาตรี ทว่ากลับประเสริฐยิ่งกว่าวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่! ประเสริฐกว่าพรรคตงหลินอันใดนั่นมากมายนัก!
เฉียนเชียนอี้ผู้นั้นกล่าวอ้างอันใดว่าน้ำเย็นเกินไปจึงมิกล้ากระโดด จากนั้นก็สวามิภักดิ์ต่อศัตรู เจิ้นจะต้องสับร่างมันให้แหลกเป็นหมื่นชิ้นให้จงได้!
“แต่ก็มีขันทีที่ทรยศชาติยอมจำนนเหมือนกัน ฉงเจินดันไปเรียกใช้คนพวกนี้ ก็เลยทำให้ราชสำนักยิ่งไม่มั่นคงเข้าไปใหญ่” ฉูหยวนเอ่ยปากอธิบาย
“อย่างเช่นเกาฉี่เฉียน”
“แล้วก็หวังเต๋อฮว่า”
อันใดนะ!
ฉงเจินโกรธเกรี้ยวจนแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยง! เกาฉี่เฉียน หวังเต๋อฮว่า! สองคนสมควรตายนี้! เมื่อวานเขายังเอ่ยปากชื่นชมพวกมันอยู่เลย!
ฉูหยวนกล่าวสืบไป
“เกาฉี่เฉียนมีชื่อเสียงเรื่องความรู้ทางทหาร แต่ก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระทั้งนั้น เขาสู้ทหารชิงไม่ได้ ก็เลยไปตัดหัวคนตายมาสวมรอยเป็นผลงานทางทหารของตัวเอง”
“แม่ทัพหลูเซี่ยงเซิงทำสงครามกับพวกเจี้ยนหนู เดิมทีเขาน่าจะรบชนะ แต่เกาฉี่เฉียนที่เป็นผู้ตรวจทัพกลับหวาดกลัวพวกเจี้ยนหนูจนไม่กล้าสู้รบ สุดท้ายหลูเซี่ยงเซิงเลยต้องตายในสนามรบ”
“หลังจากนั้นไม่นาน เกาฉี่เฉียนก็ยอมจำนนต่อพวกเจี้ยนหนู แล้วก็หันไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”
เกาฉี่เฉียน!
ฉงเจินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้น
เกาฉี่เฉียนผู้นี้ ทันทีที่เขาขึ้นครองราชย์ก็เรียกใช้งานทันที ถึงขั้นส่งให้ไปตรวจทัพที่แนวหน้า ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าจะไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้!
เขามองคนผิดไปแล้วจริงๆ! หนำซ้ำยังทำให้ตนต้องสูญเสียขุนพลยอดฝีมือไปอีก!
รู้เรื่องการทหารงั้นหรือ เจ้ามันจะไปรู้เรื่องอันใดกัน!
สุดท้ายถึงกับสวามิภักดิ์ต่อพวกเจี้ยนหนูเพื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกระนั้นหรือ
เจิ้นตายไปแล้ว แต่เจ้ากลับกล้ายอมจำนนต่อพวกเจี้ยนหนู! หากกลับไปเจิ้นจะสังหารเจ้าทิ้งเสีย!
“แล้วหวังเต๋อฮว่าเล่า” ฉงเจินข่มเพลิงโทสะ เอ่ยถามสืบไป
“หวังเต๋อฮว่าเหรอ” ฉูหยวนหัวเราะ
“ตอนที่เมืองหลวงถูกล้อม ก็เขานี่แหละที่เป็นคนเปิดประตูเมือง ปล่อยให้หลี่จื้อเฉิงเข้ามา”
อันใดนะ!
ฉงเจินยิ่งเดือดดาลหนักกว่าเดิม หวังเต๋อฮว่าผู้นั้นเขาก็กำลังเรียกใช้งานอยู่เช่นกัน!
นอกกำแพงเมืองคือกองทัพศัตรู แต่ในเมืองหลวงคือนายเหนือหัวที่เลี้ยงดูมันมา!
มันถึงกับกล้าทรยศนายเพื่อแสวงหาความเจริญ ถึงขั้นเป็นฝ่ายเปิดประตูเมืองหลวง ปล่อยให้กองทัพศัตรูเข้ามาทำร้ายนายเหนือหัวของตนเอง!
หวังเต๋อฮว่า ก็สมควรตายเช่นกัน!
ฉินสื่อหวงเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปตบไหล่ของฉงเจินเบาๆ
“มิต้องเสียใจไปหรอก เรื่องเช่นนี้ราชวงศ์ใดยุคสมัยใดบ้างจะไม่มี เจิ้นเองก็มีจ้าวเกากับสวีฝูมิใช่หรือ”
ฉูหยวนเริ่มสรุป “เพราะฉะนั้น ถ้าฉงเจินอยากจะพลิกกระดาน ก็ต้องควบคุมวังหลังให้มั่นคงก่อน”
“หนึ่งคือทำให้ฮองเฮาในวังหลังหุบปากซะ”
“สองคือเรียกใช้ขันทีที่มีความสามารถและซื่อสัตย์ เพื่อควบคุมตงฉ่างที่เป็นหน่วยสืบราชการลับเอาไว้ในมือให้ได้”
“ตงฉ่างที่เป็นหน่วยสืบราชการลับน่ะ เอาไว้ใช้รับมือกับพรรคตงหลินได้เหมาะสมที่สุดแล้ว” ฉูหยวนยิ้มบาง ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับยิ่งดูร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ
ฉงเจินและฉินสื่อหวง รวมไปถึงนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป
อาจารย์ฉูคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ รู้สึกว่าอาจารย์ฉูจะกลายเป็นอาจารย์ผู้ร้ายกาจไปเสียแล้ว...
“ตงฉ่างเป็นยอดฝีมือด้านการแฝงตัวและสืบข่าวกรอง การจะส่งสายลับเข้าไปแฝงตัวในพรรคตงหลินน่าจะง่ายมากเลยล่ะ”
รอยยิ้มของฉูหยวนยิ่งทวีความเจ้าเล่ห์เพทุบายขึ้นเรื่อยๆ
“ฉงเจินไม่สามารถฆ่าคนของพรรคตงหลินอย่างเปิดเผยได้ เพราะกลัวว่าจะทำให้พรรคตงหลินแตกตื่น”
“แต่ว่าถ้าแอบให้คนของตงฉ่างไปฆ่าล้างตระกูล แล้วก็ใส่ร้ายโยนความผิดว่าเป็นฝีมือของกองทัพชาวนา แบบนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่ไหมล่ะ”
ล้ำลึก! ช่างล้ำลึกยิ่งนัก! ฉงเจินตื่นเต้นยินดีจนแทบจะกระโดดตัวลอย
จริงด้วย! เขาไม่สะดวกที่จะสังหารคนของพรรคตงหลินอย่างเปิดเผย ด้วยหวาดกลัวว่าจะก่อให้เกิดคลื่นลมลูกใหญ่!
ทว่าการลอบให้คนของตงฉ่างปลอมตัวเป็นผู้อื่นเพื่อสังหารคนของพรรคตงหลินอย่างเหี้ยมโหด ย่อมมิมีปัญหาอันใดตามมานี่นา!
ยามค่ำคืนส่งตงฉ่างไปลอบสังหารคนของพรรคตงหลิน พอรุ่งสางก็ส่งคนของตงฉ่างไปสืบสวนคดี
จากนั้นเงินทองของคนพรรคตงหลินที่อันตรธานหายไป ก็กลายเป็นเรื่องที่หมดหนทางตามหาแล้วนี่นา
อีกอย่าง พวกเจ้าพรรคตงหลินมักอ้างตนว่าเป็นขุนนางตงฉินผู้ใสสะอาด แล้วจะมีเงินทองมากมายมาจากที่ใดกันเล่า
ริบทรัพย์หรือ ข้ามิได้ริบมาแม้แต่แดงเดียวเลยนะ
เจิ้นเบิกบานใจยิ่งนัก!
ฉงเจินราวกับมองเห็นภาพเงินทองของคนพรรคตงหลินถูกนำมากองพะเนินอยู่เบื้องหน้าตนเองก็มิปาน
พวกเจ้ากลุ่มนี้ทุจริตใช่หรือไม่ ชอบเล่นสกปรกนักใช่หรือไม่
เช่นนั้นเจิ้นก็จะลองเล่นสกปรกกับพวกเจ้าดูบ้าง!