เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 29 ปรับแต่งอาวุธเวทย์มนตร์ระดับสูง

ตอนที่ 29 ปรับแต่งอาวุธเวทย์มนตร์ระดับสูง

ตอนที่ 29 ปรับแต่งอาวุธเวทย์มนตร์ระดับสูง


ตอนที่ 29 ปรับแต่งอาวุธเวทย์มนตร์ระดับสูง

ฉู่เสวียนกลับไปที่ถ้ำที่เขาเคยอยู่ หลังจากย้ายก้อนหินมาปิดทางเข้าถ้ำให้แน่นอีกครั้ง และตั้งค่ายกลเสร็จแล้ว เขาก็เปิดถุงเก็บของแล้วนำร่างของโอวหยางห่าวออกมา

หลังจากที่ตรวจสอบดูอย่างระมัดระวัง ฉู่เสวียนก็เกือบจะตาบอด เพราะมีแสงจ้าส่องออกมาจากวัตถุที่อยู่ในถุงเก็บของของโอวหยางห่าว

เขาสมควรที่จะเป็นอัจฉริยะของนิกายเสินกังอย่างแท้จริง และสมกับที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสสูงสุด!

เพราะสมบัติที่อยู่ในถุงเก็บของของเขานั้นแพรวพราวเป็นอย่างมาก!

สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาของฉู่เสวียนคือหินวิญญาณระดับต่ำที่ถูกกองไว้เป็นเนินเขา หากนับจำนวนดูคร่าวๆ อย่างน้อยก็มีมากกว่าหนึ่งพันก้อน ถัดจากกองหินวิญญาณระดับต่ำ ก็มีหินวิญญาณระดับกลางอีกจำนวนมาก รวมๆกันแล้ว ก็น่าจะเกิน 20 ก้อน

นอกจากหินวิญญาณเหล่านี้แล้ว ยังมีอาวุธระดับกลางหลายชิ้นวางอยู่ในกล่องหยกอีกด้วย ซึ่งอาวุธแต่ละอย่างนั้น จะใช้ควบคู่ไปกับทักษะดาบเทียนกังของนิกายเสินกัง

อย่างไรก็ตาม มีเพียงผู้ฝึกฝนเคล็ดลับวิชาดาบเท่านั้นที่จะมีได้

นี่ขนาดแค่ฉู่เสวียนมองไปที่ของเพียงสองสามอย่างเท่านั้น

เมื่อมองดูดีๆแล้ว ก็ยังมีอาวุธเวทย์มนตร์อีกสองชิ้น หนึ่งคือดาบบังเหินที่โอวหยางห่าวใช้เมื่อครู่  อาวุธวิเศษนี้เรียกว่า "ดาบบังเหินเทียนกัง" และเป็นอาวุธเวทย์มนตร์บินได้ระดับสูง

มันสามารถบินได้เป็นพันลี้ภายในหนึ่งชั่วโมง และระยะทางสามพันลี้นั้นใช้หินวิญญาณระดับต่ำเพียงก้อนเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความเร็วในการบินด้วยการเติมพลังวิญญาณจากหินวิญญาณระดับต่ำลงไป

สำหรับอาวุธเวทย์มนตร์ที่บินได้ของฉู่เสวียน มันสามารถบินได้เพียงสามร้อยลี้ต่อชั่วโมง และระยะทางหนึ่งพันลี้จะใช้หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อน  ไม่มีความสามารถในการเร่งความเร็วเหมือนกับของโอวหยางห่าว และอีกอย่างดาบของเขาไม่มีทางแข่งกับดาบบังเหินเทียนกังได้อย่างแน่นอน!

และอาวุธเวทมนต์อย่างที่สองคือโล่ไม้สีทอง  แม้ว่าจะเป็นไม้ แต่ก็แข็งแกร่งมาก  เป็นโล่ทำจากไม้เวทย์ นอกจากนี้ยังเป็นโล่ชั้นยอดอีกด้วย ความสามารถในการป้องกันก็ถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของบรรดาอาวุธป้องกันคุณภาพสูงจำนวนมาก

อาวุธเวทย์มนตร์ทั้งสองนี้  สามารถตอบสนองความต้องการของฉู่เสวียนในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี

“เดี๋ยวนะ มียาสร้างรากฐานอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ?” เมื่อฉู่เสวียนค้นหาต่อไป เขาก็พบยาสร้างรากฐานที่มุมถุงเก็บของอย่างน่าประหลาดใจ!

เขาแปลกใจเล็กน้อย

ด้วยทรัพยากรทางการเงินของโอวหยางห่าว เขาไม่น่าจะซื้อยาสร้างรากฐานได้ไม่ใช่หรือ

จากนั้นฉู่เสวียนก็พอจะคิดถึงที่มาของยาสร้างรากฐานได้ และคิดว่าเขาจะต้องได้มาจากผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายเสินกัง เพื่อเอาไว้ใช้ในตอนเลื่อนขอบเขตในอนาคตอย่างแน่นอน

“ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสสูงสุดจะให้ความสำคัญกับโอวหยางห่าวคนนี้จริงๆ”  ฉู่เสวียนยิ้ม ไม่มีใครรู้ว่าเขาฆ่าโอวหยางห่าวแม้ว่าผู้อาวุโสสูงสุดจะโกรธจัดและต้องการฉีกฆาตกรที่ฆ่าเขาออกเป็นชิ้นๆ แต่ก็หาตัวฆาตรกรคนนั้นไม่เจอ

“อย่างไรก็ตาม เม็ดยาสร้างรากฐานอาจไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ข้าเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างรากฐานได้  ฉะนั้นน้ำอัมฤทธิ์โลหิตสร้างรากฐานยังคงจำเป็นสำหรับข้าอยู่”

ฉู่เสวียนไม่คิดว่าเขาจะมีความสามารถในการกลั่นลมปราณมากขนาดนั้น ที่จะใช้เม็ดยาสร้างรากฐานเพียงหนึ่งเม็ดก็จะสามารถเลือนระดับไปสู่ช่วงสร้างรากฐานได้

“เช่นนั้นก็แปลงพลังของมันให้เป็นพลังต่อสู้ของข้าโดยเร็วที่สุด”

เขาเลิกสนใจยาสร้างรากฐาน ก่อนจะหยิบดาบบังเหินเทียนกังและโล่ไม้สีทองออกมา

อาวุธเวทย์มนตร์ทั้งสองนี้ โอวหยางห่าวได้ทำเครื่องหมายแก่นโลหิตไว้

และการที่เขาทำเครื่องหมายแก่นโลหิตลงไปก็เพื่อปรับแต่งอาวุธเวทย์มนตร์และทำเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าเขาเป็นเจ้าของ เพื่อกันไม่ให้ศัตรูขโมยไประหว่างการต่อสู้

แต่สิ่งที่ดีกว่าเครื่องหมายแก่นโลหิตก็คือเครื่องหมายคู่วิญญาณโลหิต ซึ่งเป็นการทำเครื่องหมายที่บ่งบอกความเป็นเจ้าของโดยการหยดแก่โลหิตควบคู่ไปกับพลังวิญญาณ

อย่างไรก็ตาม จะสามารถทำเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อเข้าสู้ช่วงสร้างฐานรากแล้วเท่านั้น

ด้วยระดับในปัจจุบันของฉู่เสวียน  เขาทำได้เพียงหยดแก่นโลหิตลงไปประทับตราเท่านั้น

เขาเหยียดนิ้วทั้งสองออกแล้วฉีดพลังวิญญาณเข้าไปเพื่อตรวจสอบ ในไม่ช้าเขาก็พบเครื่องหมายแก่นโลหิตที่โอวหยางห่าวได้ทำไว้บนดาบบังเหินเทียนกัง  พลังวิญญาณก็ถูกบีบออกไป ในเวลาประมาณหนึ่งในสี่ของชั่วโมง เครื่องหมายแก่นโลหิตที่โอวหยางห่าวได้ทำไว้ ก็ถูกลบออกจนหมด

ดังนั้นในตอนนี้ก็เท่ากับว่าดาบบังเหินเทียนกังไม่มีเจ้าของแล้ว

ฉู่เสวียนจึงตบหน้าอกของเขา และคายเลือดออกมาหนึ่งหยด  แล้วหยดลงบนพื้นผิวของดาบบังเหินเทียนกัง

จากนั้นมันก็เริ่มซึมลงไปในผิวของอาวุธ

กระบวนการนี้กินเวลาไปสามชั่วโมง

ในถ้ำมืดสนิท แต่ดวงตาของฉู่เสวียนกลับสดใส

เสร็จแล้ว!

เขารู้สึกได้ว่าดาบเทียนกังเล่มนี้เริ่มเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของเขาได้แล้ว

จากนั้นเขาก็เริ่มทำเครื่องหมายกับโล่ไม้ทองคำด้วยวิธีเดียวกันอีกครั้ง

หลังจากที่ลบเครื่องหมายแก่นโลหิตเดิมออกก็ได้ประทับตราแก่นโลหิตของเขาลงไปเพื่อปรับแต่ง

การประทับตราอาวุธเวทย์มนตร์คุณภาพสูงสองชิ้นนี้ส่งผลให้ฉู่เสวียนรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย เขาจึงเก็บอาวุธใส่ถุงเก็บของและหลับไปทันที

หลังจากผ่านไปทั้งคืน เขาก็ได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ และรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง

“ข่าวการตายของโอวหยางห่าวอาจจะยังไม่แพร่กระจายออกไป ก่อนที่นิกายเสินกังจะออกมาตรวจสอบ ข้าควรกลับไปที่ตรอกไท่ผิงโดยเร็วที่สุดเพื่อซื้อของที่ข้าต้องการ”

ฉู่เสวียนรีบไปที่ตรอกไท่ผิงในทันที

คราวนี้เขาเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเขาอีกครั้ง กลายเป็นผู้บ่มเพาะร่างผอมที่มีดวงตาลึกล้ำ

รูปลักษณ์ของเขาตอนนี้ ไม่ต่างจากชายที่เสพยาอย่างนักจนไม่ได้พักผ่อน

ฉู่เสวียนเดินผ่านแผ่งขายของของผู้บ่มเพาะทั่วไป และกำลังจะเข้าไปซื้อยาอายุวัฒนะที่ศาลาไป๋เฉา

แต่ทันใดนั้นสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นแผงขายของแผงหนึ่งที่ดูแปลกๆ

ในแผงขายของแผงนั้นได้ขายหนังสือที่เป็นเคล็ดลับวิชาของผู้บำเพ็ญช่วงกลั่นลมปราณของนิกายอู๋จี๋หลายเล่มวางขายอยู่

หนึ่งในนั้นคือหนังสือ "เทคนิควิญญาณแปลงโลหิตช่วงชิง" ที่เขาได้ฝึกฝน

นอกจากนี้ยังมีวัสดุต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการกลั่นหลอมน้ำอัมฤทธิ์โลหิตสร้างรากฐานอยู่ด้วย

ทันใดนั้นฉู่เสวียนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติขึ้นมา

ทั้งที่นิกายอู๋จี๋ก็ถูกทำลายไปแล้ว เหตุใดถึงมีสิ่งของพวกนี้มาขาย  และยังมีวัตถุดิบที่สามารถเอามากลั่นน้ำอมฤตโลหิตได้โดยตรงแบบนี้ด้วยล่ะ?

หรือว่านิกายสายธรรมทั้งห้าตั้งใจจะเอาเหยื่อเหล่านี้มาตกปลาตัวใหญ่อย่างพวกเขากัน !

หากว่าใครที่ใจง่ายมางับเหยื่อเหล่านี้เข้าไป ชีวิตของคนผู้นั้นก็คงจะหายไปด้วย

ฉู่เสวียนจึงเลือกที่จะเมินเฉย และกำลังจะเดินจากไป

ทว่าในตอนนั้นเจ้าของร้านผมขาวก็ได้พูดขึ้นมาทันทีว่า "สหายเต๋า สินค้าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสินค้าคุณภาพสูง เจ้าไม่สนใจบ้างหรือ"

ฉู่เสวียนที่ระมัดระวังตัวมาก ก็ได้ตอบไปว่า  "ข้าไม่สนใจ "

เจ้าของร้านผมขาวก็ได้หัวเราะชอบใจออกมาอีกครั้ง “แล้วพระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจล่ะ เจ้าไม่ต้องการมันหรือ?”

ฉู่เสวียนตกตะลึงและมองไปที่เจ้าของแผงลอยทันที

เสียงนี้ไม่ได้ผ่านหูของเขาเข้ามา แต่มันดังขึ้นมาในใจของเขาต่างหาก!

เทคนิคการส่งผ่านเสียง

นี่เป็นเทคนิคที่ใช้ได้แค่เฉพาะผู้บำเพ็ญช่วงสร้างรากฐานเท่านั้น

เมื่อใช้วิธีนี้ออกมา ก็จะสามารถได้ยินแค่คนที่ผู้สื่อต้องการจะสื่อสารด้วยเท่านั้น

และหากว่าต้องการจะขัดขวางการสนทนา ก็ต้องใช้ผู้บำเพ็ญช่วงสร้างรากฐานขั้นที่ 2 ถึงสองคน

และสำหรับ "พระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจ" นั้น สิ่งนี้สำคัญสำหรับเขาจริงๆ เพราะนี้คือเคล็ดลับวิชาของผู้บำเพ็ญช่วงสร้างรากฐานของนิกายอู๋จี๋

ส่วนเคล็ดลับวิชาของผู้บำเพ็ญช่วงกลั่นลมปราณทั้งสามแบบ เช่น "เทคนิควิญญาณแปลงโลหิตช่วงชิง" จริงๆ แล้วเป็นเพียงหนึ่งในเคล็ดลับวิชาเบื้องต้นของพระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจ

"อาจารย์อาหลิวอย่างนั้นหรือ?" ฉู่เสวียนคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้ทันที

ผู้บำเพ็ญที่อยู่ในช่วงสร้างรากฐานนั้นย่อมรู้สูตรการกลั่นหลอมน้ำอัมฤทธิ์โลหิตสำหรับเข้าสู่ช่วงสร้างรากฐาน เช่นเดียวกับเคล็ดลับวิชาของผู้บำเพ็ญช่วงสร้างรากฐานของนิกายอู๋จี๋

ซึ่งจะเป็นใครไปได้อีกถ้าไม่ใช่หลิวเจิ้งสง?

เจ้าของร้านผมขาวยิ้มแล้วพูดว่า "ตามข้ามา"

เขาเอื้อมมือออกไปเก็บสิ่งของทั้งหมดลงในแหวนเก็บของ แล้วเดินออกจากตรอกไท่ผิงไปอย่างช้าๆ

ฉู่เสวียนไม่ลังเลและรีบเดินตามเขาไปทันที

หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็เดินออกจากตรอกไทผิงไปไม่ต่างจากผู้บ่มเพาะธรรมดาคนอื่นๆ ที่เข้ามาและจากไป

หลิวเจิ้งสงเดินออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งแน่ใจว่าออกมาไกลจากตรอกไท่ผิงพอสมควรแล้ว

“เจ้าคือฉงเจิ้งชิงหรือหลิวจินเผิง ?” เขากระซิบถาม

ฉู่เสวียนหัวเราะออกมาอย่างโง่เขลา  เพราะสองคนนี้คือศิษย์ฝ่ายในของนิกายอู๋จี้  ที่อยู่ในอันดับที่ 12 และ13 แต่ก็ถือได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับเขาตอนที่แข่งขันเพื่อชิงอันดับที่ 10 ของนิกายอยู่เหมือนกัน

แต่ตอนนี้ไม่มีข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับพวกเขาทั้งสองเลย และบางทีพวกเขาก็อาจจะเสียชีวิตไปนานแล้วก็ได้

ฉู่เสวียนโค้งคำนับหลิวเจิ้งสงด้วยความเคารพ "ข้าคือฉู่เสวียน ผู้บำเพ็ญช่วงกลั่นลมปราณของนิกายอู๋จี้ ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับอาจารย์อาหลิว"

หลิวเจิ้งสงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินชื่อ "ฉู่เสวียน? ฉู่เสวียนที่เป็นศิษย์อันดับที่ 10 ฝ่ายในของนิกายอู๋จี๋จริงๆหรือ? ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย คนที่ช่วยชีวิตเฉินเกอและเว่ยหัว และยังเอาชนะโอวหยางห่าว  แท้จริงแล้วคือเจ้า”

ฉู่เสวียนหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ได้อธิบายอะไรออกมา

เมื่อนิกายอู๋จี๋ล่มสลาย เขายังอยู่ในช่วงกลั่นลมปราณขั้นที่ 4 เท่านั้น แต่ที่เขาสามารถมาอยู่ในอันดับที่ 10 ได้ ก็เพราะเขาอาศัยความช่ำชองในการใช้เทคนิคพิษ ฯลฯ

ดังนั้นการที่หลิวเจิ้งสงจะไม่คาดคิดว่าเป็นเขา มันก็เป็นเรื่องปกติแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 29 ปรับแต่งอาวุธเวทย์มนตร์ระดับสูง

คัดลอกลิงก์แล้ว