- หน้าแรก
- ยอดชาวประมงน้อยกับระบบไลฟ์สดสโลว์ไลฟ์
- บทที่ 4 ดินวิญญาณ
บทที่ 4 ดินวิญญาณ
บทที่ 4 ดินวิญญาณ
บทที่ 4 ดินวิญญาณ
ภารกิจมือใหม่สำเร็จแล้วเหรอ?
หลังจากที่หวังเทียนฮุยผลักวาฬเบลูกากลับลงสู่ทะเลแล้ว เขาก็รีบเปิดดูข้อมูลหลังบ้านทันที ยอดผู้ติดตามทั้งหมดอยู่ที่หนึ่งพันหกร้อยคน
เมื่อเทียบกับยอดก่อนหน้าที่จะเริ่มไลฟ์ ถือว่าพุ่งสูงขึ้นเกือบหนึ่งพันห้าร้อยคนเลยทีเดียว
สำเร็จภารกิจเกินคาด!
นอกจากนี้ วันนี้เขายังได้รับยอดของขวัญรวมแล้วกว่าหนึ่งพันหยวน
หลังจากหักส่วนแบ่งกับหู่ยวี่แบบห้าสิบห้าสิบแล้ว เงินที่เขาจะได้รับจริงก็คือห้าร้อยกว่าหยวน ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดตั้งแต่เขาเริ่มไลฟ์สดมาเลยทีเดียว
หวังเทียนฮุยยิ้มออกมา เขาค่อนข้างดีใจกับผลลัพธ์นี้มาก
วาฬเบลูกาเมื่อกลับลงสู่ทะเลแล้ว มันก็กลับมามีพละกำลังอีกครั้ง มันโผล่หัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำพร้อมกับส่ายหัวไปมาเพื่อแสดงความขอบคุณต่อหวังเทียนฮุย และดูท่าทางจะอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไปไหน
"ต้าไป๋ กลับไปสู่ทะเลกว้างเถอะ ไว้มีโอกาสพวกเราค่อยพบกันใหม่นะ!"
วาฬเบลูการาวกับจะฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง มันส่งเสียงร้องยาวเหยียดออกมาหนึ่งครั้ง จากนั้นก็ม้วนตัวดำดิ่งหายลับไปในท้องทะเล
หวังเทียนฮุยเดินกลับขึ้นมาบนฝั่ง ชาวบ้านต่างพากันมองเขาด้วยสายตาที่ตกตะลึง ราวกับว่าพวกเขาไม่รู้จักเขามาก่อนอย่างนั้นแหละ
"เทียนฮุย พวกเราตั้งสิบกว่าคนยังทำไม่ไหวเลย นายทำคนเดียวได้ยังไงกันน่ะ?" หยางต้าจวินเอ่ยถามขึ้น
หวังเทียนฮุยรับโทรศัพท์มือถือกลับมา เขาเอ่ยขอบคุณชาวเน็ตสำหรับของขวัญก่อน แล้วค่อยหันมาตอบคำถามของหยางต้าจวิน
"อธิบายคำสองคำก็คงไม่เข้าใจหรอกครับ พวกลุงลองไปศึกษาเรื่องการใช้กลศาสตร์ในวิชาฟิสิกส์ระดับมหาวิทยาลัยดู เดี๋ยวก็เข้าใจเองครับ"
ยังไงเสียชาวบ้านในหมู่บ้านก็ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัยกันอยู่แล้ว หวังเทียนฮุยเลยพูดจาอ้างความรู้นิดๆ หน่อยๆ เพื่อถูไถเอาตัวรอดไปได้
เมื่อมองดูแผ่นหลังของหวังเทียนฮุยที่เดินจากไป หยางต้าจวินก็ได้แต่ทอดถอนใจ "คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยมานี่มันต่างกันจริงๆ เลยนะ!"
พอเดินมาถึงที่ที่คนน้อยและไม่มีใครสังเกตเห็นแล้ว หวังเทียนฮุยก็เริ่มสุ่มรางวัลทันที
การสุ่มรางวัลนั้นง่ายมาก เพียงแค่เขย่าหัวเบาๆ ในความคิดก็ถือว่าเรียบร้อยแล้ว
เสียงแจ้งเตือนจากห้องไลฟ์สดชนบทดังขึ้นในหัวทันที: "ยินดีด้วยกับโฮสต์ ได้รับดินวิญญาณหนึ่งจิน!"
ดินวิญญาณ ก็คือดินที่ถูกชโลมด้วยพลังวิญญาณนั่นเอง
การใช้ดินชนิดนี้ในการปลูกพืชผัก ไม่เพียงแต่จะช่วยเร่งความเร็วในการเจริญเติบโต แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรได้อีกด้วย
"ไว้ค่อยหาโอกาสลองดูแล้วกัน!"
หวังเทียนฮุยคิดในใจพลางดำเนินการไลฟ์สดหาของทะเลต่อไป
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงกว่าๆ เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเที่ยงแล้ว เขาจึงกล่าวลากับทุกคน ปิดไลฟ์แล้วเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน
พอถึงบ้าน แม่ของเขาก็ทำมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หวังซานเหอผู้เป็นพ่อเป็นกะลาสีเรือ ต้องออกเรือไปกับเรือเดินสมุทร อีกหลายวันกว่าจะกลับบ้าน
ในบ้านจึงมีกันอยู่แค่สองคน อาหารการกินก็เรียบง่าย
ในขณะที่กำลังกินข้าวอยู่นั้น แม่ของเขาก็พูดขึ้นว่า "แม่ปรึกษากับป้าเฟิ่งเรียบร้อยแล้วนะ เธอจะไปลองคุยกับบ้านตระกูลหลิ่วก่อน เพื่อหยั่งเชิงดูท่าทีของแม่ค้าเต้าหู้น่ะ"
"อ้อ!"
หวังเทียนฮุยพยักหน้า
การพูดคุยเรื่องการแต่งงานถือเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต
แต่ละสถานที่ต่างก็มีกฎเกณฑ์และประเพณีที่แตกต่างกันออกไป
เขาไม่ค่อยชอบเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่ผู้ใหญ่เขามีความเคร่งครัด
ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ไปจัดการทั้งหมด ถึงเวลาที่เขาต้องออกโรงค่อยว่ากันอีกที
"แม่ครับ ตอนบ่ายผมจะเข้าไปในตัวตำบลหน่อยนะ"
หวังเทียนฮุยตักข้าวเข้าปาก "วันนี้เป็นวันหยุด เจ้ากังไม่ได้ทำงาน เลยนัดผมไปเล่นบาสน่ะครับ"
สวีหุ้ยฟางได้ยินดังนั้นก็ได้แต่กำชับว่า "ระวังตัวด้วยล่ะ แล้วรีบกลับบ้านเร็วๆ นะ!"
"ครับ!"
หวังเทียนฮุยขานรับ
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ เขาก็ไม่ได้รีบร้อนออกไปในทันที แต่จัดการกับของทะเลที่หามาได้ก่อน
จากนั้นเขาก็เริ่มนึกถึงเรื่องดินวิญญาณ
ดินวิญญาณนั้นดีก็จริงแต่ปริมาณมันน้อยเกินไป จะเอาไปใช้ปลูกพืชผลจำนวนมากก็คงไม่เป็นจริงนัก
ในตอนนั้นเอง ต้นพุทราในลานบ้านก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเขา
ต้นพุทรานั้นค่อนข้างสูงใหญ่และมีอายุหลายปีแล้ว ถึงแม้ปกติจะไม่ได้ใส่ปุ๋ยอะไรมากนัก แต่ในแต่ละปีมันก็ยังให้ผลผลิตได้ถึงหนึ่งร้อยถึงสองร้อยจิน
ในเมื่อดินวิญญาณมีไม่มาก การเอามาใช้บำรุงต้นพุทราก็น่าจะเข้าท่าดีเหมือนกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็หยิบจอบอันเล็กออกมา นำดินวิญญาณหนึ่งจินออกมาแล้วฝังไว้ใต้ต้นพุทราทั้งหมด
เมี้ยว~~~
เสียงแมวร้องดังขึ้น!
เสี่ยวฮวากระโดดพรวดเข้ามาแล้วเดินวนเวียนอยู่ใต้ต้นพุทราไม่ยอมห่าง
นี่คือแมวพื้นเมืองที่บ้านเขาเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง
ใครที่เคยเลี้ยงแมวจะรู้ดีว่า ไม่ว่ามันจะเป็นสายพันธุ์ไหนก็ตาม พวกมันมักจะมีความหยิ่งและวางตัวสูงส่งเสมอ
ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนยังไง มันก็มักจะไม่ค่อยสนใจคุณเท่าไหร่นัก
เสี่ยวฮวาก็เหมือนกัน ปกติมันแทบจะไม่เข้าใกล้คนเลย
แม้แต่ตอนที่เอาปลาแห้งที่มันชอบกินที่สุดมาล่อก็ยังเหมือนเดิม
แต่ตอนนี้ โดยที่เขายังไม่ได้เรียกมันเลยสักนิด มันกลับวิ่งเข้ามาหาเองเสียอย่างนั้น แถมยังดูกระตือรือร้นยิ่งกว่าตอนที่ได้กลิ่นคาวปลาเสียอีก
"จมูกแมวนี่มันไวดีจริงๆ นะ!"
หวังเทียนฮุยยิ้มพลางอุ้มมันขึ้นมา แล้วลูบไปบนขนที่นุ่มสลวยของมัน
ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มคาดหวังกับผลลัพธ์ของดินวิญญาณมากขึ้นไปอีก
เพราะขนาดไม่ใช่ของกินแท้ๆ ยังสามารถดึงดูดเสี่ยวฮวาได้ แสดงให้เห็นว่ามันต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
เขาก็กังวลว่าเสี่ยวฮวาหรือหมาแมวตัวอื่นๆ จะมาคุ้ยดินวิญญาณออกมา จึงไปหาแผ่นอิฐมาวางเรียงล้อมรอบโคนต้นไม้ไว้อีกชั้นหนึ่ง
กริ๊งๆๆ——
เพิ่งจะจัดการเสร็จเรียบร้อย เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เมื่อกดรับสาย เสียงตะโกนของเฉินกังก็ดังออกมาจากมือถือทันที
"เทียนฮุย นายมาถึงหรือยังเนี่ย?"
"กำลังไปครับ!"
"เชี่ย อย่ามัวแต่ลีลาสิ เร็วๆ เข้า!"
"ได้ๆๆ!"
เขาได้แต่ส่ายหัวด้วยความขบขันและจนปัญญา ก่อนจะขี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเก่งของบ้าน มุ่งหน้าไปยังตัวตำบลหลงหยางทันที
ไม่นานนักก็มาถึงโรงเรียนมัธยมหลงหยาง
ที่หน้าประตูโรงเรียน มีชายหนุ่มผิวเข้มคนหนึ่งยืนอุ้มลูกบาสเกตบอลอยู่ หน้าตาของเขาดูดุดันและหยาบกระด้างเล็กน้อย
นั่นคือเฉินกัง!
"เจ้ากัง!"
หวังเทียนฮุยหยุดรถแล้วทักทายด้วยรอยยิ้ม
เฉินกังไม่ได้พูดอะไร เขาได้แต่เบิกตากว้างมองสำรวจหวังเทียนฮุยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความตกตะลึง
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "แปลกแฮะ ทำไมฉันถึงรู้สึกว่านายดูหล่อขึ้นกว่าเดิมล่ะ? ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยนะ!"
"ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ?"
หวังเทียนฮุยยิ้มตอบ "ฉันยังเป็นวัยรุ่นอยู่นะ ไม่เหมือนนายหรอก ลุงพุงพลุ้ย!"
เฉินกังกลอกตาใส่ "พี่ชายคนนี้ยังฟิตอยู่นะโว้ย เข้าใจไหม?"
"ฟิตเหรอ? เหอะๆ"
หวังเทียนฮุยยิ้มเจ้าเล่ห์ "คุณพี่ชายครับ พุงที่ยื่นออกมานี่ ท้องได้กี่เดือนแล้วล่ะ?"
พูดจบเขาก็ใช้มือตบไปที่พุงเบียร์ของเฉินกังที่เริ่มยื่นออกมาเล็กน้อย
"..."
เฉินกังมีสีหน้าที่เขินอายเล็กน้อย
หลังจากก้าวเข้าสู่สังคมแล้ว ต้องมัวแต่ยุ่งอยู่กับการหาเลี้ยงชีพ งานเลี้ยงสังสรรค์ก็เยอะ เวลาออกกำลังกายนก็น้อย
ประกอบกับอายุที่กำลังจะย่างเข้าเลขสาม ระบบเผาผลาญในร่างกายจึงค่อยๆ ทำงานช้าลง
รูปร่างที่เริ่มอ้วนท้วนขึ้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หนุ่มฟิตสมัยที่ยังเรียนอยู่นั้น ในอนาคตอีกไม่ไกลก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายเป็นลุงพุงพลุ้ยในที่สุด
"พอแล้วๆ ไม่กัดสักวันจะตายไหม?"
เฉินกังขยับปากบ่นอุบอิบพลางเดินเข้าไปในโรงเรียน "ไปเถอะๆ ไปเล่นบาสกัน ครั้งสุดท้ายที่พวกเรามาเล่นด้วยกันก็น่าจะหลายปีมาแล้วนะ!"
ทั้งคู่เคยเรียนชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนมัธยมหลงหยางแห่งนี้ ไม่เพียงแต่อยู่ห้องเดียวกันแต่ยังเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์จึงแน่นแฟ้นมาก
ขณะที่เดินไปตามทางในโรงเรียนที่คุ้นเคย และหวนนึกถึงชีวิตในสมัยเรียน ทั้งคู่ต่างก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง
ชีวิตในรั้วโรงเรียนคือช่วงเวลาที่บริสุทธิ์และสวยงามที่สุด
ไม่เหมือนตอนที่ก้าวเข้าสู่สังคม ที่ต้องพบเจอกับผู้คนและเรื่องราวที่ซับซ้อนมากมาย
ทั้งคู่เดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงสนามบาส
เห็นมีกลุ่มคนกำลังเล่นบาสเกตบอลกันอยู่แล้ว เป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี
หวังเทียนฮุยกับเฉินกังมีกันแค่สองคน จึงไม่ได้ไปแย่งสนามกับพวกเขา แต่เข้าไปพูดคุยและได้รับอนุญาตให้ร่วมเล่นกับกลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้นด้วย
ทุกคนแบ่งออกเป็นสองทีม เล่นกันแค่ครึ่งสนาม
เพราะยังไงเสียก็เป็นการเล่นแบบผ่อนคลาย จำนวนคนก็ไม่พอที่จะเล่นเต็มสนามอยู่แล้ว
แถมการเล่นเต็มสนามยังเหนื่อยมากอีกด้วย
เพื่อความยุติธรรม หวังเทียนฮุยกับเฉินกังจึงแยกกันอยู่คนละทีม เป็นคู่แข่งกัน
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น
เฉินกังเป็นคนชอบเล่นบาสอยู่แล้ว ถึงแม้อายุจะมากขึ้นแต่พื้นฐานทางเทคนิคก็ยังคงอยู่
เขาเคลื่อนที่หาตำแหน่งอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อสบโอกาสก็เข้าแย่งลูกบาสที่กำลังส่งต่อมาจากวัยรุ่นคนหนึ่งได้อย่างแม่นยำ
หลังจากได้ครองบอลแล้ว เขาก็กระโดดชูตสามจังหวะอย่างคล่องแคล่วว่องไว ทำแต้มไปได้สองคะแนน
"ฝีมือยังไม่ตกนะเนี่ย!"
หวังเทียนฮุยเอ่ยชม จากนั้นเขาก็เริ่มจริงจังขึ้นมาบ้าง
เขาไม่ได้เล่นบาสมานานแล้วจึงรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง หลังจากวอร์มร่างกายไปครู่หนึ่งเขาก็เริ่มจับจังหวะได้
ในตอนนั้นเอง เฉินกังก็ชูตลงตะกร้าไปได้หลายลูกแล้ว
ฟึ่บ——
ขณะที่เฉินกังเตรียมตัวจะชูตบอลอีกครั้ง หวังเทียนฮุยก็ยิ้มและพุ่งเข้าไปขวางหน้าเขาไว้
จากนั้น ด้วยการตอบสนองที่เหนือชั้นและพลังระเบิดอันรุนแรง เขาก็แย่งลูกบาสมาจากมือเฉินกังได้สำเร็จ ก่อนจะกลับตัวชูตลูกนิ่งๆ ลงห่วงไปอย่างแม่นยำ
"ใช้ได้เลยนี่!"
เฉินกังหัวเราะฮ่าๆ
หลังจากเริ่มเขี่ยลูกได้ไม่นาน เขาก็ได้ครองบอลอีกครั้ง เขาเลี้ยงหลบวัยรุ่นสองคนติดต่อกัน และเตรียมตัวจะเลย์อัพทำแต้ม
แต่ในตอนนั้นเอง ร่างร่างหนึ่งกลับกระโดดลอยตัวขึ้นสูง
จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งปัดลูกบาสเกตบอลที่กำลังจะลงห่วงให้กระเด็นออกไปอย่างแรง
ก่อนที่ร่างกายที่ลอยอยู่กลางอากาศจะเอนตัวไปข้างหลังอย่างน่าเหลือเชื่อ แล้วยืดตัวขึ้นไปอีกนิดเพื่อคว้าลูกบาสแล้วดังก์ลงห่วงอย่างแรง
ตูม——
ทั้งสนามดูเหมือนจะก้องไปด้วยเสียงทึบตอนที่ลูกบาสพุ่งเข้าห่วงแล้วตกลงสู่พื้นอย่างรุนแรง
เมื่อหันไปมองหวังเทียนฮุย เขากำลังใช้มือจับห่วงบาสไว้ขณะที่ร่างกายกำลังแกว่งไปมา
จากนั้นเขาก็โดดลงสู่พื้นอย่างมั่นคง
"สแลมดังก์!"
"ไม่ใช่แค่ดังก์นะ ทั้งบล็อกแล้วก็ดังก์ต่อกลางอากาศเลย ความยากระดับนี้มันสูงเกินไปแล้ว!"
"นักบาส NBA ยังไม่แน่ว่าจะมีเทคนิคแบบนี้เลยนะ!"
"พลังกระโดดกับพลังระเบิดนี่มันน่ากลัวจริงๆ!"
"เทพบุตรบาสเกตบอล! ขอกราบคารวะเลย!"
...
เหล่าวัยรุ่นที่ร่วมเล่นบาสต่างก็ตกตะลึงกันจนทำอะไรไม่ถูก
เฉินกังเองก็เบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน "เชี่ย นี่น่ะเหรอที่นายบอกเมื่อคืนว่าอายุเยอะแล้ว ร่างกายไม่ไหวแล้ว? ไม่ขี้โม้สักวันจะตายไหม!"
"..."
หวังเทียนฮุยได้แต่หัวเราะแห้งๆ พลางใช้นิ้วถูจมูกเบาๆ
จะมาโทษฉันได้ยังไงล่ะ?
ต้องโทษที่การ์ดปรับรูปลักษณ์มันเจ๋งเกินไปต่างหาก!
(จบบทที่ 4)