- หน้าแรก
- ซ่อนคมนายหญิง ประธานโม่สปอยล์รัก
- บทที่ 2: จุดประสงค์ที่แท้จริง
บทที่ 2: จุดประสงค์ที่แท้จริง
บทที่ 2: จุดประสงค์ที่แท้จริง
"ฉันไม่ได้ขาดอะไร"
เสิ่นซิงลั่วไหวไหล่ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวที่ค่อยๆ ลับสายตาไป นัยน์ตาลึกล้ำจดจ้องเครื่องบันทึกเสียงในมืออย่างครุ่นคิด
"ไปสืบประวัติผู้หญิงคนนั้นมา!"
"ครับนาย!" เจียงเส้าโม่ ลูกน้องคนสนิทรับคำสั่งทันที
วินาทีต่อมา เสียงดนตรีคลาสสิกอันไพเราะที่บรรเลงอยู่ก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงครางกระเส่าที่เด็กและเยาวชนไม่ควรรับฟัง
เสิ่นซิงลั่วที่เพิ่งขโมยคีย์การ์ดห้องพักมาได้สำเร็จ เผยแววตาประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
ทีแรกเธอคิดว่าผู้ชายคนนั้นจะจัดการเรื่องนี้เงียบๆ เสียอีก เพราะยังไงเรื่องถูกสวมเขาก็เป็นเรื่องเสียหน้าหยามศักดิ์ศรี
ไม่นึกเลยว่าถึงเขาจะพิการ แต่ก็จัดการปัญหาได้เด็ดขาดและหมดจดขนาดนี้ ไม่มีอิดออดเลยสักนิด ทำเอาเธอต้องมองเขาใหม่ พิการแค่กาย แต่ใจไม่พิการ ลูกผู้ชายตัวจริง!
เธอยกข้อมือขึ้นดูเวลา ก่อนจะหันหลังเดินแทรกตัวออกจากฝูงชนไปอย่างไม่ลังเล
"โอ๊ย ก็บอกแล้วไงว่าฉันมีบัตรเชิญ! แค่เข้าห้องน้ำแป๊บเดียว บัตรเชิญก็หายไปแล้วเนี่ย!"
หญิงประดับเพชรพลอยเต็มตัวพยายามผลักเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่หน้าประตู พลางโวยวายเสียงหลง
เจียงเส้าโม่เห็นเหตุการณ์จึงรีบเดินเข้าไปถาม "เกิดอะไรขึ้น?"
"คุณผู้หญิงท่านนี้ยืนกรานว่ามีบัตรเชิญครับ แต่พอเราขอตรวจดูกลับไม่มีให้" พนักงานรักษาความปลอดภัยตอบ
"ฉันเอง ฉันคือคุณนายหยาง" พูดจบ หญิงคนนั้นก็ถอดหน้ากากออกทันที
"ที่แท้ก็คุณนายหยางนี่เอง" เจียงเส้าโม่งมองหญิงตรงหน้า แล้วหันขวับไปถามพนักงานรักษาความปลอดภัย "มีใครใช้บัตรเชิญของคุณนายหยางเข้าไปข้างในบ้างไหม?"
พนักงานรักษาความปลอดภัยนึกขึ้นได้ "มีครับ เป็นผู้หญิงใส่ชุดเดรสสีแดง สวมหน้ากากสีเงิน เธอใช้บัตรของคุณนายหยางเข้ามาครับ"
เดรสแดง หน้ากากเงินงั้นหรือ?
เจียงเส้าโม่นึกถึงผู้หญิงที่เพิ่งเอาหลักฐานการนอกใจของจี้ฟ่านเชี่ยนมาให้ทันที เขาไม่รอช้า รีบเดินตรงดิ่งไปหาผู้เป็นนายที่นั่งสังเกตการณ์ทุกอย่างอยู่บนรถเข็น
"นายน้อยโม่ครับ ผู้หญิงคนนั้นสวมรอยใช้บัตรเชิญของคุณนายหยางเข้ามาครับ!"
ปลอมตัวมางั้นหรือ?
โม่อวี่เฉินหรี่ตาลง ประกายความเย็นเยียบวาบผ่านในดวงตาสีดำสนิท
จุดประสงค์ที่แท้จริงของเธอคืออะไรกันแน่?
จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเงยหน้าขึ้นและออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด "ให้แขกทุกคนในงานตรวจดูซิว่ามีของมีค่าอะไรหายไปบ้าง!"
ภายในลิฟต์ เสิ่นซิงลั่วที่ตอนนี้เปลี่ยนมาอยู่ในชุดพนักงานเสิร์ฟสีครีมและสวมหน้ากากอนามัย ใช้นิ้วดันกรอบแว่นตาหนาเตอะบนสันจมูกขึ้น
"ได้ข้อมูลมาแล้ว ถอนตัว!"
"โห พี่จิ่วเอ๋อร์ไร้เทียมทาน พี่จิ่วเอ๋อร์คือสุดยอดพระเจ้า!" เสียงตื่นเต้นของเด็กหนุ่มดังเจื้อยแจ้วมาจากหูฟังบลูทูธข้างขวา
"จิ่วเอ๋อร์ รอบนี้เธอใช้เวลาไปสองนาทีสามสิบแปดวินาทีนะ" เสียงของผู้หญิงอีกคนดังตามมาติดๆ
"หึ ก็ยังช้าไปหน่อย" เสิ่นซิงลั่วยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ
ภายใต้ผมม้าหนาเตอะ ดวงตากลมโตคู่สวยที่เงียบสงบราวกับผืนน้ำในทะเลสาบเปล่งประกาย แผงขนตายาวงอนตกลงเล็กน้อย
เสียง 'ติ๊ง' ดังขึ้นพร้อมกับประตูลิฟต์ที่เลื่อนเปิดออกช้าๆ
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือกลุ่มชายชุดดำ โดยมีคนที่เป็นหัวหน้าผลักเธอออกไปให้พ้นทางอย่างร้อนรน "หลบไป! อย่าเกะกะ!"
นัยน์ตาสีอำพันของเธอแสร้งทำเป็นหวาดกลัว รีบตอบรับเสียงสั่น "ค...ค่ะๆๆ"
เธอใช้สองมือเข็นรถอุปกรณ์ทำความสะอาด ถอยกรูดออกจากลิฟต์ไปอย่างรวดเร็ว
"กลับไปตรวจดูตามทางที่เพิ่งผ่านมา อย่าให้เล็ดลอดไปได้แม้แต่ทางเดียว!"
เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
ทำให้เธอชะงักเท้า หันกลับไปมองและชะเง้อคอด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อมองฝ่ากำแพงมนุษย์ไปแต่ไกล เธอก็เห็นภาพเลือนลางของชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น
"พี่จิ่วเอ๋อร์ อยู่ไหนแล้ว? พวกเรามาถึงแล้วนะ"
จนกระทั่งเสียงจากหูฟังดังขัดขึ้น เธอจึงดึงสติกลับมา นิ้วเรียวงามราวกับหยกสลักแตะที่หูฟังอันจิ๋วอย่างเยือกเย็น "ใกล้จะถึงแล้ว!"
บนรถตู้สีดำที่ดูธรรมดาๆ คันหนึ่ง
เสิ่นซิงลั่วซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังจัดการถอดชุดพนักงานทำความสะอาดออกอย่างลวกๆ ต่อหน้าชายหนึ่งหญิงสอง
ทุกคนที่อยู่ในรถชินชากับภาพนี้เสียแล้วจึงไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไร
เธอสวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตธรรมดาทับลงไป ขณะที่ก้มหน้า ปกเสื้อก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย
เธอพับแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ ขนตายาวงอนตกลง ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง พลางยกมือขึ้นดึงแฟลชไดรฟ์อันเล็กที่ซ่อนไว้ในเปียผมออกมา
ด้วยอารมณ์ที่ไม่ได้เบิกบานนัก เธอโยนแฟลชไดรฟ์ใส่อกผู้หญิงที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดอย่างแม่นยำ หญิงคนนั้นสวมหน้ากากอนามัยและมัดผมรวบตึง "จอดที่สี่แยกหน้าด้วย"
"พี่จิ่วเอ๋อร์ เราไม่ไปฉลองกันหน่อยเหรอ?" ชายที่ทำหน้าที่ขับรถเหลือบมองเสิ่นซิงลั่วผ่านกระจกมองหลัง
"ไม่อ่ะ"
เสิ่นซิงลั่วโบกมือปฏิเสธ เธอต้องรีบกลับไปให้ถึงก่อนที่คนบ้านนั้นจะกลับมา
รถจอดสนิท เธอสะพายเป้พาดบ่าลวกๆ แล้วรีบลงจากรถ
เมื่อหันกลับไปมอง รถตู้คันนั้นก็กลืนหายไปกับกระแสการจราจรที่พลุกพล่านเสียแล้ว
เธอหันหลังเดินกลืนเข้าไปในฝูงชน
จงใจเดินหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิดตามท้องถนน หลังจากเดินเลี้ยวไปมาอยู่หลายหน เธอก็เปลี่ยนมาอยู่ในชุดลำลองอีกชุด
เมื่อถอดหน้ากากออก ผิวพรรณของเธอก็ขาวผ่องราวกับหิมะ ริมฝีปากสีแดงสดดั่งดอกเหมยแดงที่บานสะพรั่งอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางเหมันต์ฤดู ดูเย่อหยิ่งและเย้ายวนใจ ราวกับเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพวาดอันวิจิตรตระการตา
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดมองความงามที่สะกดสายตาของเธอ
เสิ่นซิงลั่วก้มหน้าลงเล็กน้อย ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบอมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รีออกมา นิ้วเรียวงามดั่งหยกค่อยๆ แกะห่อกระดาษออกอย่างใจเย็นแล้วส่งเข้าปาก
เมื่อเดินมาถึงสี่แยก เธอก็ยกมือเรียกแท็กซี่
พอขึ้นไปนั่งบนรถ แววตาหงุดหงิดระคนรำคาญใจก็ฉายชัดในดวงตากลมโตราวกับตุ๊กตา "ไปหมู่บ้านเหอยี่หยวน"
หมู่บ้านเหอยี่หยวนคือย่านเศรษฐีที่โด่งดังที่สุดในเมืองหลวง มีเพียงคนรวยและผู้มีอิทธิพลเท่านั้นที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ได้
รถแท็กซี่ค่อยๆ จอดสนิทที่หน้าคฤหาสน์หลังหนึ่งที่เปิดไฟสว่างไสว
"แม่คะ หนูไม่สนหรอกนะ ให้หนูตายยังดีกว่าต้องแต่งงาน!"
"เรื่องนี้..."
เพล้ง!
ถ้วยชาใบหนึ่งถูกเขวี้ยงอย่างแรงมาทางเสิ่นซิงลั่วที่ยืนจับผีเสื้อเล่นอยู่ตรงประตู
แต่เธอกลับดูเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความเจ็บปวดนั้น เพียงแค่ออกอาการปัญญาอ่อน เอียงคอมองหลิวอวี้หลาน หญิงวัยกลางคนที่ยืนทำหน้าตื่นตระหนกอยู่ไม่ไกล
มีเพียงประกายความอำมหิตที่พาดผ่านดวงตาใสซื่อของเธอในเสี้ยววินาที
ในตอนนั้น หลิวอวี้หลานสวมชุดกี่เพ้าสีเขียวเข้มที่เน้นให้เห็นสัดส่วนอวบอิ่ม สวมสร้อยไข่มุกที่ขาวเสียยิ่งกว่าใบหน้าของหล่อน ดูหรูหราและมีระดับ
ส่วนเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กำลังร้องห่มร้องไห้ ริมฝีปากสีเชอร์รี่เบะคว่ำ ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตา
ดูเหมือนหลิวอวี้หลานจะคิดอะไรบางอย่างออก ดวงตาของหล่อนเป็นประกายวาววับขณะจ้องมองเสิ่นซิงลั่วที่ยืนหัวแตกเลือดอาบอยู่ไม่ไกลโดยไม่มีใครสนใจไยดี
หล่อนเหยียดยิ้มเย็นชา ก่อนจะปรับเปลี่ยนท่าที เดินเข้าไปประจบประแจงเสิ่นจื้อเฉียงที่กำลังนั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟา "คุณพี่คะ ลั่วลั่วก็เป็นลูกสาวของคุณพี่เหมือนกัน ฉันว่า... ให้แกแต่งงานแทนซีซีไม่ดีกว่าหรือคะ?"
"ยัยนั่นน่ะเหรอ?" เสิ่นจื้อเฉียงลังเล
"ใช่ค่ะ ตระกูลโม่ก็ไม่ได้ระบุเจาะจงนี่คะว่าเป็นซีซี คุณพี่ใจจืดใจดำทนมองซีซีไปตกระกำลำบากที่บ้านตระกูลโม่ได้ลงคอเชียวหรือ? คุณพี่ทนได้ แต่ฉันทนไม่ได้หรอกนะคะ"
ขณะที่พูด หลิวอวี้หลานก็หันหลังให้เสิ่นจื้อเฉียง ยกมือปิดหน้าแสร้งทำเป็นร้องไห้กระซิกๆ แอบมองผ่านง่ามนิ้วและขยิบตาเป็นสัญญาณให้เสิ่นซีซีที่เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด
เมื่อตระหนักได้ว่ามารดาสื่อถึงอะไร เสิ่นซีซีก็รีบคุกเข่าลงตรงหน้าเสิ่นจื้อเฉียงทันที ดึงมือเขามาจับไว้แล้วเอ่ยอย่างน่าสงสาร "คุณพ่อคะ คุณพ่อไม่รักหนูแล้วเหรอคะ? คุณพ่อจะใจร้ายทนดูหนูกระโดดลงขุมนรกอย่างตระกูลโม่ได้ลงคอจริงๆ เหรอคะ?"