เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: จุดประสงค์ที่แท้จริง

บทที่ 2: จุดประสงค์ที่แท้จริง

บทที่ 2: จุดประสงค์ที่แท้จริง


"ฉันไม่ได้ขาดอะไร"

เสิ่นซิงลั่วไหวไหล่ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวที่ค่อยๆ ลับสายตาไป นัยน์ตาลึกล้ำจดจ้องเครื่องบันทึกเสียงในมืออย่างครุ่นคิด

"ไปสืบประวัติผู้หญิงคนนั้นมา!"

"ครับนาย!" เจียงเส้าโม่ ลูกน้องคนสนิทรับคำสั่งทันที

วินาทีต่อมา เสียงดนตรีคลาสสิกอันไพเราะที่บรรเลงอยู่ก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงครางกระเส่าที่เด็กและเยาวชนไม่ควรรับฟัง

เสิ่นซิงลั่วที่เพิ่งขโมยคีย์การ์ดห้องพักมาได้สำเร็จ เผยแววตาประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง

ทีแรกเธอคิดว่าผู้ชายคนนั้นจะจัดการเรื่องนี้เงียบๆ เสียอีก เพราะยังไงเรื่องถูกสวมเขาก็เป็นเรื่องเสียหน้าหยามศักดิ์ศรี

ไม่นึกเลยว่าถึงเขาจะพิการ แต่ก็จัดการปัญหาได้เด็ดขาดและหมดจดขนาดนี้ ไม่มีอิดออดเลยสักนิด ทำเอาเธอต้องมองเขาใหม่ พิการแค่กาย แต่ใจไม่พิการ ลูกผู้ชายตัวจริง!

เธอยกข้อมือขึ้นดูเวลา ก่อนจะหันหลังเดินแทรกตัวออกจากฝูงชนไปอย่างไม่ลังเล

"โอ๊ย ก็บอกแล้วไงว่าฉันมีบัตรเชิญ! แค่เข้าห้องน้ำแป๊บเดียว บัตรเชิญก็หายไปแล้วเนี่ย!"

หญิงประดับเพชรพลอยเต็มตัวพยายามผลักเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่หน้าประตู พลางโวยวายเสียงหลง

เจียงเส้าโม่เห็นเหตุการณ์จึงรีบเดินเข้าไปถาม "เกิดอะไรขึ้น?"

"คุณผู้หญิงท่านนี้ยืนกรานว่ามีบัตรเชิญครับ แต่พอเราขอตรวจดูกลับไม่มีให้" พนักงานรักษาความปลอดภัยตอบ

"ฉันเอง ฉันคือคุณนายหยาง" พูดจบ หญิงคนนั้นก็ถอดหน้ากากออกทันที

"ที่แท้ก็คุณนายหยางนี่เอง" เจียงเส้าโม่งมองหญิงตรงหน้า แล้วหันขวับไปถามพนักงานรักษาความปลอดภัย "มีใครใช้บัตรเชิญของคุณนายหยางเข้าไปข้างในบ้างไหม?"

พนักงานรักษาความปลอดภัยนึกขึ้นได้ "มีครับ เป็นผู้หญิงใส่ชุดเดรสสีแดง สวมหน้ากากสีเงิน เธอใช้บัตรของคุณนายหยางเข้ามาครับ"

เดรสแดง หน้ากากเงินงั้นหรือ?

เจียงเส้าโม่นึกถึงผู้หญิงที่เพิ่งเอาหลักฐานการนอกใจของจี้ฟ่านเชี่ยนมาให้ทันที เขาไม่รอช้า รีบเดินตรงดิ่งไปหาผู้เป็นนายที่นั่งสังเกตการณ์ทุกอย่างอยู่บนรถเข็น

"นายน้อยโม่ครับ ผู้หญิงคนนั้นสวมรอยใช้บัตรเชิญของคุณนายหยางเข้ามาครับ!"

ปลอมตัวมางั้นหรือ?

โม่อวี่เฉินหรี่ตาลง ประกายความเย็นเยียบวาบผ่านในดวงตาสีดำสนิท

จุดประสงค์ที่แท้จริงของเธอคืออะไรกันแน่?

จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเงยหน้าขึ้นและออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด "ให้แขกทุกคนในงานตรวจดูซิว่ามีของมีค่าอะไรหายไปบ้าง!"

ภายในลิฟต์ เสิ่นซิงลั่วที่ตอนนี้เปลี่ยนมาอยู่ในชุดพนักงานเสิร์ฟสีครีมและสวมหน้ากากอนามัย ใช้นิ้วดันกรอบแว่นตาหนาเตอะบนสันจมูกขึ้น

"ได้ข้อมูลมาแล้ว ถอนตัว!"

"โห พี่จิ่วเอ๋อร์ไร้เทียมทาน พี่จิ่วเอ๋อร์คือสุดยอดพระเจ้า!" เสียงตื่นเต้นของเด็กหนุ่มดังเจื้อยแจ้วมาจากหูฟังบลูทูธข้างขวา

"จิ่วเอ๋อร์ รอบนี้เธอใช้เวลาไปสองนาทีสามสิบแปดวินาทีนะ" เสียงของผู้หญิงอีกคนดังตามมาติดๆ

"หึ ก็ยังช้าไปหน่อย" เสิ่นซิงลั่วยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ

ภายใต้ผมม้าหนาเตอะ ดวงตากลมโตคู่สวยที่เงียบสงบราวกับผืนน้ำในทะเลสาบเปล่งประกาย แผงขนตายาวงอนตกลงเล็กน้อย

เสียง 'ติ๊ง' ดังขึ้นพร้อมกับประตูลิฟต์ที่เลื่อนเปิดออกช้าๆ

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือกลุ่มชายชุดดำ โดยมีคนที่เป็นหัวหน้าผลักเธอออกไปให้พ้นทางอย่างร้อนรน "หลบไป! อย่าเกะกะ!"

นัยน์ตาสีอำพันของเธอแสร้งทำเป็นหวาดกลัว รีบตอบรับเสียงสั่น "ค...ค่ะๆๆ"

เธอใช้สองมือเข็นรถอุปกรณ์ทำความสะอาด ถอยกรูดออกจากลิฟต์ไปอย่างรวดเร็ว

"กลับไปตรวจดูตามทางที่เพิ่งผ่านมา อย่าให้เล็ดลอดไปได้แม้แต่ทางเดียว!"

เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

ทำให้เธอชะงักเท้า หันกลับไปมองและชะเง้อคอด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เมื่อมองฝ่ากำแพงมนุษย์ไปแต่ไกล เธอก็เห็นภาพเลือนลางของชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น

"พี่จิ่วเอ๋อร์ อยู่ไหนแล้ว? พวกเรามาถึงแล้วนะ"

จนกระทั่งเสียงจากหูฟังดังขัดขึ้น เธอจึงดึงสติกลับมา นิ้วเรียวงามราวกับหยกสลักแตะที่หูฟังอันจิ๋วอย่างเยือกเย็น "ใกล้จะถึงแล้ว!"

บนรถตู้สีดำที่ดูธรรมดาๆ คันหนึ่ง

เสิ่นซิงลั่วซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังจัดการถอดชุดพนักงานทำความสะอาดออกอย่างลวกๆ ต่อหน้าชายหนึ่งหญิงสอง

ทุกคนที่อยู่ในรถชินชากับภาพนี้เสียแล้วจึงไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไร

เธอสวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตธรรมดาทับลงไป ขณะที่ก้มหน้า ปกเสื้อก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย

เธอพับแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ ขนตายาวงอนตกลง ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง พลางยกมือขึ้นดึงแฟลชไดรฟ์อันเล็กที่ซ่อนไว้ในเปียผมออกมา

ด้วยอารมณ์ที่ไม่ได้เบิกบานนัก เธอโยนแฟลชไดรฟ์ใส่อกผู้หญิงที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดอย่างแม่นยำ หญิงคนนั้นสวมหน้ากากอนามัยและมัดผมรวบตึง "จอดที่สี่แยกหน้าด้วย"

"พี่จิ่วเอ๋อร์ เราไม่ไปฉลองกันหน่อยเหรอ?" ชายที่ทำหน้าที่ขับรถเหลือบมองเสิ่นซิงลั่วผ่านกระจกมองหลัง

"ไม่อ่ะ"

เสิ่นซิงลั่วโบกมือปฏิเสธ เธอต้องรีบกลับไปให้ถึงก่อนที่คนบ้านนั้นจะกลับมา

รถจอดสนิท เธอสะพายเป้พาดบ่าลวกๆ แล้วรีบลงจากรถ

เมื่อหันกลับไปมอง รถตู้คันนั้นก็กลืนหายไปกับกระแสการจราจรที่พลุกพล่านเสียแล้ว

เธอหันหลังเดินกลืนเข้าไปในฝูงชน

จงใจเดินหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิดตามท้องถนน หลังจากเดินเลี้ยวไปมาอยู่หลายหน เธอก็เปลี่ยนมาอยู่ในชุดลำลองอีกชุด

เมื่อถอดหน้ากากออก ผิวพรรณของเธอก็ขาวผ่องราวกับหิมะ ริมฝีปากสีแดงสดดั่งดอกเหมยแดงที่บานสะพรั่งอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางเหมันต์ฤดู ดูเย่อหยิ่งและเย้ายวนใจ ราวกับเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพวาดอันวิจิตรตระการตา

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดมองความงามที่สะกดสายตาของเธอ

เสิ่นซิงลั่วก้มหน้าลงเล็กน้อย ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบอมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รีออกมา นิ้วเรียวงามดั่งหยกค่อยๆ แกะห่อกระดาษออกอย่างใจเย็นแล้วส่งเข้าปาก

เมื่อเดินมาถึงสี่แยก เธอก็ยกมือเรียกแท็กซี่

พอขึ้นไปนั่งบนรถ แววตาหงุดหงิดระคนรำคาญใจก็ฉายชัดในดวงตากลมโตราวกับตุ๊กตา "ไปหมู่บ้านเหอยี่หยวน"

หมู่บ้านเหอยี่หยวนคือย่านเศรษฐีที่โด่งดังที่สุดในเมืองหลวง มีเพียงคนรวยและผู้มีอิทธิพลเท่านั้นที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ได้

รถแท็กซี่ค่อยๆ จอดสนิทที่หน้าคฤหาสน์หลังหนึ่งที่เปิดไฟสว่างไสว

"แม่คะ หนูไม่สนหรอกนะ ให้หนูตายยังดีกว่าต้องแต่งงาน!"

"เรื่องนี้..."

เพล้ง!

ถ้วยชาใบหนึ่งถูกเขวี้ยงอย่างแรงมาทางเสิ่นซิงลั่วที่ยืนจับผีเสื้อเล่นอยู่ตรงประตู

แต่เธอกลับดูเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความเจ็บปวดนั้น เพียงแค่ออกอาการปัญญาอ่อน เอียงคอมองหลิวอวี้หลาน หญิงวัยกลางคนที่ยืนทำหน้าตื่นตระหนกอยู่ไม่ไกล

มีเพียงประกายความอำมหิตที่พาดผ่านดวงตาใสซื่อของเธอในเสี้ยววินาที

ในตอนนั้น หลิวอวี้หลานสวมชุดกี่เพ้าสีเขียวเข้มที่เน้นให้เห็นสัดส่วนอวบอิ่ม สวมสร้อยไข่มุกที่ขาวเสียยิ่งกว่าใบหน้าของหล่อน ดูหรูหราและมีระดับ

ส่วนเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กำลังร้องห่มร้องไห้ ริมฝีปากสีเชอร์รี่เบะคว่ำ ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตา

ดูเหมือนหลิวอวี้หลานจะคิดอะไรบางอย่างออก ดวงตาของหล่อนเป็นประกายวาววับขณะจ้องมองเสิ่นซิงลั่วที่ยืนหัวแตกเลือดอาบอยู่ไม่ไกลโดยไม่มีใครสนใจไยดี

หล่อนเหยียดยิ้มเย็นชา ก่อนจะปรับเปลี่ยนท่าที เดินเข้าไปประจบประแจงเสิ่นจื้อเฉียงที่กำลังนั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟา "คุณพี่คะ ลั่วลั่วก็เป็นลูกสาวของคุณพี่เหมือนกัน ฉันว่า... ให้แกแต่งงานแทนซีซีไม่ดีกว่าหรือคะ?"

"ยัยนั่นน่ะเหรอ?" เสิ่นจื้อเฉียงลังเล

"ใช่ค่ะ ตระกูลโม่ก็ไม่ได้ระบุเจาะจงนี่คะว่าเป็นซีซี คุณพี่ใจจืดใจดำทนมองซีซีไปตกระกำลำบากที่บ้านตระกูลโม่ได้ลงคอเชียวหรือ? คุณพี่ทนได้ แต่ฉันทนไม่ได้หรอกนะคะ"

ขณะที่พูด หลิวอวี้หลานก็หันหลังให้เสิ่นจื้อเฉียง ยกมือปิดหน้าแสร้งทำเป็นร้องไห้กระซิกๆ แอบมองผ่านง่ามนิ้วและขยิบตาเป็นสัญญาณให้เสิ่นซีซีที่เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด

เมื่อตระหนักได้ว่ามารดาสื่อถึงอะไร เสิ่นซีซีก็รีบคุกเข่าลงตรงหน้าเสิ่นจื้อเฉียงทันที ดึงมือเขามาจับไว้แล้วเอ่ยอย่างน่าสงสาร "คุณพ่อคะ คุณพ่อไม่รักหนูแล้วเหรอคะ? คุณพ่อจะใจร้ายทนดูหนูกระโดดลงขุมนรกอย่างตระกูลโม่ได้ลงคอจริงๆ เหรอคะ?"

จบบทที่ บทที่ 2: จุดประสงค์ที่แท้จริง

คัดลอกลิงก์แล้ว